ตลาดคอนโด Q1/2569: เมื่อยอดโอนเพิ่ม แต่ธุรกิจบริหารอาคารต้องเตรียมรับโจทย์ใหม่
- Chakrapan Pawangkarat
- Jun 25
- 3 min read
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
25 June 2026

บทนำ
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ REIC ในรายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ–ปริมณฑล จำนวน 5 ฉบับ ได้แก่ ไตรมาส 1 ปี 2568 ไตรมาส 2 ปี 2568 ไตรมาส 3 ปี 2568 ไตรมาส 4 ปี 2568 และไตรมาส 1 ปี 2569 โดยบทความนี้คัดเลือกเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียม และนำมาวิเคราะห์ต่อในมุมของธุรกิจบริหารอาคาร นิติบุคคลอาคารชุด และ Property Management
เพื่อให้การเปรียบเทียบรายไตรมาสอยู่บนฐานเดียวกัน บทความนี้ใช้ชุดตัวเลขย้อนหลัง 5 ไตรมาสจากรายงานไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นฐานหลักในการจัดทำตารางเปรียบเทียบ เนื่องจากรายงานดังกล่าวแสดงข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ Q1/2568 ถึง Q1/2569 ในรูปแบบเดียวกัน ทั้งใบอนุญาตก่อสร้าง โครงการเปิดขายใหม่ อาคารชุดสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ และการโอนกรรมสิทธิ์
ตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ–ปริมณฑลในไตรมาส 1 ปี 2569 ให้ภาพที่น่าสนใจมากกว่าการมองเพียงว่าตลาดดีขึ้นหรือแย่ลง เพราะตัวเลขสำคัญเคลื่อนไหวคนละทิศทางกันอย่างชัดเจน ฝั่งอุปทานใหม่ยังชะลอตัว ทั้งใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุด โครงการเปิดขายใหม่ และอาคารชุดสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ แต่ฝั่งการโอนกรรมสิทธิ์กลับเพิ่มขึ้นในเชิงจำนวนหน่วย แม้มูลค่าโอนรวมลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ตัวเลขนี้สะท้อนความระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่ แต่สำหรับธุรกิจบริหารอาคาร ตัวเลขเดียวกันนี้บอกอีกเรื่องหนึ่ง คือ งานบริหารคอนโดกำลังเปลี่ยนจากการรอรับโครงการใหม่ ไปสู่การบริหารคุณภาพของอาคารที่มีอยู่จริง การรับมือกับการโอน การเข้าอยู่อาศัย การดูแลลูกบ้านใหม่ การควบคุมค่าใช้จ่าย และการรักษามูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว
ข้อมูลคอนโดรายไตรมาส Q1/2568 ถึง Q1/2569
รายการ | Q1/2568 | Q2/2568 | Q3/2568 | Q4/2568 | Q1/2569 |
ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุด | 4,453 หน่วย | 11,603 หน่วย | 12,660 หน่วย | 12,984 หน่วย | 2,633 หน่วย |
คอนโดเปิดขายใหม่ | 8,056 หน่วย | 2,395 หน่วย | 5,058 หน่วย | 5,199 หน่วย | 6,511 หน่วย |
มูลค่าคอนโดเปิดขายใหม่ | 23,559 ลบ. | 28,721 ลบ. | 31,127 ลบ. | 25,167 ลบ. | 38,393 ลบ. |
คอนโดสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ | 8,665 หน่วย | 5,382 หน่วย | 13,279 หน่วย | 9,144 หน่วย | 6,271 หน่วย |
โอนกรรมสิทธิ์คอนโด | 15,146 หน่วย | 16,282 หน่วย | 19,276 หน่วย | 21,014 หน่วย | 17,072 หน่วย |
มูลค่าโอนกรรมสิทธิ์คอนโด | 40,528 ลบ. | 37,209 ลบ. | 45,449 ลบ. | 53,872 ลบ. | 39,896 ลบ. |
จากข้อมูลรายไตรมาส จะเห็นว่าตลาดคอนโดไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ฝั่งใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดเพิ่มขึ้นสูงในช่วง Q2–Q4/2568 แต่ลดลงแรงใน Q1/2569 เหลือเพียง 2,633 หน่วย ขณะที่คอนโดเปิดขายใหม่มีจำนวนลดลงจาก Q1/2568 แต่กลับมีมูลค่าเปิดขายใหม่สูงสุดใน Q1/2569 ที่ 38,393 ล้านบาท สะท้อนว่าผู้ประกอบการอาจเลือกเปิดโครงการที่มีมูลค่าต่อหน่วยสูงขึ้น มากกว่าการเร่งเปิดจำนวนหน่วยจำนวนมาก
ในด้านคอนโดสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ ตัวเลขผันผวนตามรอบการส่งมอบโครงการ โดยสูงสุดใน Q3/2568 ที่ 13,279 หน่วย ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 6,271 หน่วยใน Q1/2569 ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 15,146 หน่วยใน Q1/2568 เป็น 21,014 หน่วยใน Q4/2568 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 17,072 หน่วยใน Q1/2569 แต่เมื่อเทียบกับ Q1/2568 ยังถือว่าเพิ่มขึ้นในเชิงจำนวนหน่วย
ภาพรวม Q1/2569 เทียบ Q1/2568
รายการ | Q1/2568 | Q1/2569 | เปลี่ยนแปลง |
ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุด | 4,453 หน่วย | 2,633 หน่วย | -40.9% |
โครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่ | 18 โครงการ | 13 โครงการ | -27.8% |
หน่วยอาคารชุดเปิดขายใหม่ | 8,056 หน่วย | 6,511 หน่วย | -19.2% |
มูลค่าอาคารชุดเปิดขายใหม่ | 23,559 ล้านบาท | 38,393 ล้านบาท | +63.0% |
อาคารชุดสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ | 8,665 หน่วย | 6,271 หน่วย | -27.6% |
โอนกรรมสิทธิ์อาคารชุด | 15,146 หน่วย | 17,072 หน่วย | ประมาณ +12.7% |
มูลค่าโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุด | 40,528 ล้านบาท | 39,896 ล้านบาท | ประมาณ -1.6% |
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนภาพตลาดคอนโดที่ไม่ได้ฟื้นตัวแบบกว้างทั้งตลาด แต่เป็นการฟื้นตัวแบบคัดเลือก ผู้ประกอบการเปิดโครงการใหม่น้อยลง จำนวนหน่วยลดลง แต่โครงการที่เปิดใหม่มีมูลค่ารวมสูงขึ้นมาก แปลว่าตลาดไม่ได้เน้นปริมาณเหมือนเดิม แต่กำลังขยับไปสู่โครงการที่มีราคาต่อหน่วยสูงขึ้น ทำเลเฉพาะมากขึ้น หรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีกำลังซื้อชัดเจนกว่าเดิม
1. อุปทานใหม่ลดลง: Pipeline ของงานบริหารอาคารใหม่จะบางลง
ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดใน Q1/2569 อยู่ที่ 2,633 หน่วย ลดลง 40.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่โครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่ลดลงจาก 18 โครงการ เหลือ 13 โครงการ และจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ลดลงจาก 8,056 หน่วย เหลือ 6,511 หน่วย ภาพนี้สำคัญมากต่อธุรกิจบริหารอาคาร เพราะอาคารชุดใหม่ที่จะทยอยเข้าสู่ตลาดในอนาคตอาจมีจำนวนน้อยลง
สำหรับบริษัทบริหารอาคาร นี่หมายความว่าโอกาสในการได้สัญญาบริหารโครงการใหม่อาจไม่ได้เติบโตจากจำนวนโครงการเหมือนในอดีต ธุรกิจบริหารอาคารจึงไม่ควรพึ่งพาเพียงงาน Pre-opening หรือการรับบริหารคอนโดเปิดใหม่ แต่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นกับฐานอาคารเดิม การต่อสัญญาบริหาร การยกระดับคุณภาพบริการ และการสร้างรายได้ต่อเนื่องจากงานบริหารเชิงลึก เช่น วิศวกรรมอาคาร การประหยัดพลังงาน ความปลอดภัย การบริหารงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารประสบการณ์ลูกบ้าน
2. จำนวนหน่วยเปิดใหม่ลด แต่มูลค่าเปิดใหม่เพิ่ม: ตลาดกำลังขยับสู่คุณภาพและมูลค่า
จุดที่น่าสนใจที่สุดของ Q1/2569 คือจำนวนหน่วยคอนโดเปิดขายใหม่ลดลง 19.2% แต่มูลค่าโครงการคอนโดเปิดขายใหม่กลับเพิ่มขึ้น 63.0% จาก 23,559 ล้านบาท เป็น 38,393 ล้านบาท หากคำนวณโดยเฉลี่ย มูลค่าเปิดขายต่อหน่วยเพิ่มจากประมาณ 2.9 ล้านบาทต่อหน่วยใน Q1/2568 เป็นประมาณ 5.9 ล้านบาทต่อหน่วยใน Q1/2569
นี่คือสัญญาณสำคัญของธุรกิจบริหารอาคาร เพราะคอนโดที่มีมูลค่าต่อหน่วยสูงขึ้นไม่ได้ต้องการเพียงการดูแลความสะอาด รปภ. และงานซ่อมบำรุงพื้นฐาน แต่ต้องการมาตรฐานการบริหารที่สูงขึ้นในทุกมิติ ตั้งแต่การบริหารพื้นที่ส่วนกลาง การดูแล Facility ที่ซับซ้อน ระบบ MEP ระบบลิฟต์ ระบบความปลอดภัย ระบบจอดรถ การสื่อสารกับลูกบ้าน ไปจนถึงการบริหารภาพลักษณ์ของอาคาร
ในตลาดที่ราคาต่อหน่วยสูงขึ้น Property Management ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายหลังการขาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าโครงการตั้งแต่วันแรก ผู้ซื้อคอนโดระดับกลางถึงสูงไม่ได้ซื้อเพียงห้องชุด แต่ซื้อความมั่นใจว่าหลังโอนแล้วอาคารจะถูกดูแลอย่างมืออาชีพ ค่าส่วนกลางจะถูกใช้คุ้มค่า ระบบอาคารจะไม่เสื่อมเร็ว และมูลค่าทรัพย์สินจะได้รับการปกป้องในระยะยาว
3. อาคารชุดสร้างเสร็จลดลง: งาน Handover และ Defect Management ต้องแม่นยำขึ้น
อาคารชุดสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ใน Q1/2569 มี 6,271 หน่วย ลดลง 27.6% จากฐาน Q1/2568 ที่ 8,665 หน่วย ตัวเลขนี้แปลว่าปริมาณอาคารชุดใหม่ที่เข้าสู่ช่วงส่งมอบจริงลดลง แต่ไม่ได้แปลว่างานบริหารอาคารเบาลงเสมอไป เพราะทุกโครงการที่สร้างเสร็จและเริ่มโอนยังต้องผ่านช่วงที่ซับซ้อนที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิตอาคาร คือช่วงเปลี่ยนผ่านจาก Developer Control ไปสู่การอยู่อาศัยจริงและการบริหารโดยนิติบุคคลอาคารชุด
ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผู้บริหารอาคารต้องจัดการหลายเรื่องพร้อมกัน ได้แก่ การรับมอบงานระบบ การตรวจสอบเอกสาร As-built และ Operation Manual การติดตาม Defect งานส่วนกลาง การตั้งงบประมาณปีแรก การจัดทำทะเบียนทรัพย์สิน การบริหารผู้รับเหมา การเตรียมทีมช่างและทีมบริการ การควบคุมการย้ายเข้า และการสื่อสารกับลูกบ้านที่เพิ่งโอนกรรมสิทธิ์ หากช่วงเริ่มต้นทำได้ไม่ดี ปัญหาจะสะสมไปเป็นข้อร้องเรียน ความไม่ไว้วางใจ และความเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ของทั้งโครงการและผู้พัฒนา
4. ยอดโอนคอนโดเพิ่ม แต่ยอดเงินลดเล็กน้อย: ลูกบ้านมากขึ้น แต่กำลังจ่ายยังต้องระวัง
ฝั่งการโอนกรรมสิทธิ์ให้ภาพที่แตกต่างจากฝั่งอุปทาน จำนวนโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดเพิ่มจาก 15,146 หน่วยใน Q1/2568 เป็น 17,072 หน่วยใน Q1/2569 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 12.7% แต่ในด้านมูลค่า กลับลดลงเล็กน้อยจาก 40,528 ล้านบาท เหลือ 39,896 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 1.6%
สำหรับธุรกิจบริหารอาคาร นี่เป็นสัญญาณที่ต้องอ่านให้ลึก จำนวนหน่วยโอนเพิ่มขึ้นหมายถึงจำนวนลูกบ้านใหม่เพิ่มขึ้น จำนวนการย้ายเข้าเพิ่มขึ้น จำนวนการเปิดบัญชีค่าส่วนกลางเพิ่มขึ้น และจำนวนปฏิสัมพันธ์ระหว่างลูกบ้านกับฝ่ายบริหารเพิ่มขึ้น แต่การที่มูลค่าโอนไม่ได้เพิ่มตามจำนวนหน่วย สะท้อนว่าตลาดยังมีแรงกดดันด้านราคาและกำลังซื้ออยู่พอสมควร
ผลกระทบต่อการบริหารอาคารคือ ค่าส่วนกลาง การจัดเก็บเงิน การบริหารงบประมาณ และการควบคุมต้นทุนจะกลายเป็นหัวใจสำคัญมากขึ้น อาคารที่มีลูกบ้านจำนวนมากขึ้นแต่ลูกบ้านระมัดระวังค่าใช้จ่ายมากขึ้น ต้องการฝ่ายบริหารที่อธิบายงบประมาณได้ โปร่งใส จัดซื้อจัดจ้างอย่างมีวินัย และรักษาคุณภาพบริการโดยไม่ปล่อยให้ต้นทุนบานปลาย
5. กรุงเทพฯ ยังเป็นหัวใจของตลาดคอนโด และเป็นสนามหลักของ Property Management
ใน Q1/2569 กรุงเทพมหานครมีการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุด 11,673 หน่วย จากทั้งหมด 17,072 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 68% ของจำนวนหน่วยโอนคอนโดทั้งหมด และมีมูลค่าโอนอาคารชุด 33,192 ล้านบาท จากทั้งหมด 39,896 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 83% ของมูลค่าโอนคอนโดทั้งหมด
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า กรุงเทพฯ ยังเป็นตลาดหลักของคอนโดทั้งในเชิงจำนวนและมูลค่า สำหรับบริษัทบริหารอาคาร นี่หมายความว่าการแข่งขันด้านคุณภาพบริการในกรุงเทพฯ จะเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในโครงการที่มีมูลค่าสูงและลูกบ้านมีความคาดหวังสูงกว่าเดิม ผู้บริหารอาคารต้องไม่ใช่เพียงผู้ดูแลงานประจำวัน แต่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้รักษามูลค่าทรัพย์สิน ผู้จัดการความเสี่ยง และผู้สร้างประสบการณ์การอยู่อาศัย
ในขณะเดียวกัน จังหวัดรอบกรุงเทพฯ เช่น สมุทรปราการ ปทุมธานี และนนทบุรี ยังมีบทบาทในเชิงจำนวนหน่วยโอน แต่ด้วยมูลค่าเฉลี่ยที่แตกต่างกัน แนวทางบริหารอาคารจึงต้องปรับตามตลาด ไม่ใช่ใช้มาตรฐานเดียวกันทุกโครงการ โครงการระดับกลางต้องการความคุ้มค่าและการควบคุมงบประมาณ โครงการระดับสูงต้องการบริการที่ละเอียดและสร้างประสบการณ์ ส่วนโครงการที่มีผู้เช่าและผู้ซื้ออยู่อาศัยจริงผสมกันต้องการระบบควบคุมการใช้งานพื้นที่ส่วนกลางและการสื่อสารที่ชัดเจน
6. บทบาทใหม่ของธุรกิจบริหารอาคาร: จาก Cost Center สู่ Value Protector
ในอดีต งานบริหารอาคารมักถูกมองเป็นต้นทุนหลังการขาย แต่ตัวเลขตลาดคอนโด Q1/2569 ชี้ให้เห็นว่าแนวคิดนี้ต้องเปลี่ยนไป เมื่อโครงการใหม่มีจำนวนน้อยลง มูลค่าต่อหน่วยสูงขึ้น และลูกบ้านระมัดระวังค่าใช้จ่ายมากขึ้น งานบริหารอาคารจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษามูลค่าทรัพย์สิน
ผู้บริหารอาคารที่ดีต้องช่วยให้อาคารใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ลดค่าใช้จ่ายพลังงาน ลดปัญหาซ่อมบำรุงซ้ำซ้อน เพิ่มความโปร่งใสในการใช้ค่าส่วนกลาง และสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกบ้านว่านิติบุคคลอาคารชุดกำลังบริหารทรัพย์สินร่วมอย่างมืออาชีพ สิ่งเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อความพึงพอใจของลูกบ้าน ความสามารถในการขายต่อ การปล่อยเช่า และภาพลักษณ์ของโครงการในระยะยาว
7. สิ่งที่ธุรกิจบริหารอาคารควรเตรียมตัว
ในภาวะที่คอนโดเปิดใหม่มีจำนวนลดลง แต่ยอดโอนยังเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ธุรกิจบริหารอาคารควรปรับกลยุทธ์จากการมองหาแต่โครงการใหม่ ไปสู่การสร้างคุณค่าจากอาคารที่บริหารอยู่แล้วให้มากขึ้น สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือการรักษาสัญญาบริหารเดิม การเพิ่มคุณภาพบริการ การทำให้ลูกบ้านเห็นความคุ้มค่าของค่าส่วนกลาง และการสร้างระบบปฏิบัติการที่ตรวจสอบได้
งานบริหารอาคารในรอบตลาดใหม่ควรเน้นอย่างน้อย 5 เรื่อง ได้แก่ หนึ่ง การบริหารงานรับมอบอาคารและ Defect ส่วนกลางให้รัดกุมตั้งแต่วันแรก สอง การบริหารงบประมาณนิติบุคคลให้โปร่งใสและสื่อสารง่าย สาม การดูแลระบบวิศวกรรมอาคารให้ปลอดภัย ประหยัดพลังงาน และลดความเสี่ยงการหยุดชะงัก สี่ การสร้างประสบการณ์ลูกบ้านผ่านการสื่อสารที่รวดเร็ว สุภาพ และมีข้อมูลรองรับ และห้า การใช้ข้อมูลการร้องเรียน ค่าซ่อม พลังงาน และการจัดเก็บค่าส่วนกลางมาช่วยตัดสินใจเชิงบริหาร
ในตลาดที่จำนวนโครงการใหม่ไม่เติบโตเร็วเหมือนเดิม ความสามารถในการบริหารอาคารเดิมให้ดีขึ้นจะเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ บริษัทบริหารอาคารที่พิสูจน์ได้ว่าสามารถลดความเสี่ยง ควบคุมต้นทุน รักษาคุณภาพบริการ และช่วยให้อาคารมีมูลค่าระยะยาว จะมีโอกาสชนะมากกว่าบริษัทที่แข่งขันเพียงราคาค่าบริหารรายเดือน
บทสรุป
ตลาดคอนโดกรุงเทพฯ–ปริมณฑลใน Q1/2569 ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าตลาดกลับมาร้อนแรงแบบเดิม แต่ส่งสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าสู่รอบใหม่ที่ต้องการความแม่นยำและวินัยมากขึ้น ผู้ประกอบการเปิดโครงการใหม่น้อยลง แต่เลือกเปิดโครงการที่มีมูลค่าสูงขึ้น จำนวนอาคารชุดสร้างเสร็จลดลง แต่การโอนกรรมสิทธิ์ยังเพิ่มขึ้นในเชิงจำนวนหน่วย ขณะที่มูลค่าโอนยังถูกกดดันเล็กน้อย
สำหรับธุรกิจบริหารอาคาร นี่คือโอกาสและความท้าทายพร้อมกัน โอกาสคือคอนโดที่มีมูลค่าสูงขึ้นต้องการบริการบริหารอาคารที่มีคุณภาพสูงขึ้น ความท้าทายคือ Pipeline โครงการใหม่อาจไม่เติบโตมากเหมือนเดิม และลูกบ้านจะคาดหวังความคุ้มค่ามากขึ้น
ดังนั้น ธุรกิจบริหารอาคารในยุคนี้ต้องไม่รอเพียงงานใหม่จากโครงการใหม่ แต่ต้องสร้างคุณค่าจากอาคารที่มีอยู่จริง บริหารงบประมาณให้โปร่งใส ดูแลระบบอาคารให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ยกระดับประสบการณ์ลูกบ้าน และทำให้นิติบุคคลอาคารชุดเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ เพราะในตลาดคอนโดรอบใหม่ ผู้ชนะอาจไม่ใช่โครงการที่ขายได้เร็วที่สุด แต่คือโครงการที่หลังโอนแล้วบริหารได้ดีที่สุด


