top of page

Beyond LEED: เมื่ออาคารเขียวเปลี่ยนจากการออกแบบที่ดี สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

รองประธาน สถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI)

3 July 2026



บทนำ


ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา หากกล่าวถึงอาคารเขียว ชื่อของ LEED — Leadership in Energy and Environmental Design มักเป็นมาตรฐานแรกที่เจ้าของอาคาร นักลงทุน นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และผู้เช่าองค์กรระดับโลกนึกถึง อาคารสำนักงานระดับ Premium จำนวนมากใช้ระดับ LEED Silver, Gold หรือ Platinum เป็นเครื่องยืนยันว่าอาคารได้รับการออกแบบและพัฒนาตามหลักความยั่งยืน ตั้งแต่การใช้พลังงาน น้ำ วัสดุ คุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร ไปจนถึงการเลือกทำเลและการออกแบบพื้นที่


แต่บทความ “US Green Building Certifications Move Beyond LEED” ซึ่งเผยแพร่โดย JLL เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2026 ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจของตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐฯ เมื่อความหมายของอาคารเขียวกำลังขยายออกไปจากการมี Certification ที่ดี ไปสู่ความสามารถในการแสดงผลลัพธ์จริงของอาคารตลอดช่วงเวลาที่ใช้งาน


คำถามของตลาดจึงเริ่มเปลี่ยนจาก “อาคารนี้ได้รับ Certification อะไร” ไปเป็น “อาคารนี้สร้างผลลัพธ์อะไรได้จริง”


นักลงทุน ผู้เช่า และหน่วยงานกำกับดูแลให้ความสำคัญมากขึ้นกับการใช้พลังงานจริง การปล่อยคาร์บอน สุขภาพของผู้ใช้อาคาร ความสามารถในการรับมือ Climate Risk รวมถึงข้อมูลที่สามารถวัด ติดตาม และรายงานผลได้อย่างต่อเนื่อง


นี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมอาคาร เพราะในอนาคตคำว่า Green อาจไม่ใช่คุณสมบัติที่อาคารได้รับในวันที่ก่อสร้างเสร็จ แต่เป็น Performance ที่อาคารต้องพิสูจน์ใหม่ทุกวัน


1. LEED ยังสำคัญ แต่อาคารเขียวกำลังมีความหมายกว้างขึ้น


ประเด็นสำคัญไม่ได้หมายความว่า LEED กำลังหมดความสำคัญ ตรงกันข้าม LEED ยังคงเป็นหนึ่งในมาตรฐานที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการผลักดันแนวคิดอาคารเขียวเข้าสู่กระแสหลักของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์


สิ่งที่กำลังเปลี่ยนคือ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์เริ่มมองว่า Certification เพียงระบบเดียวอาจไม่สามารถตอบทุกมิติของ Sustainability ได้ เพราะแต่ละระบบถูกออกแบบมาเพื่อตอบคำถามที่แตกต่างกัน


ในอดีต การได้รับ LEED Certification อาจเป็นเป้าหมายสำคัญของโครงการ เมื่อได้รับใบรับรองแล้ว อาคารสามารถนำสถานะดังกล่าวไปสร้าง Brand Positioning ดึงดูดผู้เช่า และแสดง Commitment ด้าน Sustainability ของเจ้าของอาคาร


แต่ผลการดำเนินงานของอาคารไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วง Design และ Construction อาคารหนึ่งหลังอาจมีอายุใช้งาน 30, 50 หรือมากกว่านั้นหลายสิบปี สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเปิดอาคารจึงอาจมีผลต่อ Environment และผู้ใช้อาคารมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงก่อสร้างเสียอีก


LEED เองก็กำลังพัฒนาไปในทิศทางนี้มากขึ้น โดย LEED v5 ให้ความสำคัญกับ Decarbonization, Quality of Life และ Ecological Conservation and Restoration รวมถึงการประเมินอาคารในช่วง Operations and Maintenance


ดังนั้นคำถามใหม่จึงไม่ควรเป็น


LEED หรือไม่ LEED


แต่ควรเป็น


เราจะใช้มาตรฐานและ Performance Framework ใด เพื่อพิสูจน์คุณภาพของ Asset ได้อย่างครบถ้วนที่สุด


2. Fitwel: จาก Green Building สู่ Healthy Building


หนึ่งในทิศทางสำคัญของอาคารเขียวคือการขยายจากเรื่อง Environment ไปสู่ Health and Wellness ของคนที่ใช้อาคาร


แนวคิดนี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ เพราะอาคารไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรที่ต้องใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่อาคารคือสภาพแวดล้อมที่คนจำนวนมากใช้ชีวิตวันละหลายชั่วโมง


คุณภาพอากาศ แสง การเคลื่อนไหว การเข้าถึงพื้นที่ ความปลอดภัย การส่งเสริมสุขภาพ และประสบการณ์ของผู้ใช้อาคาร จึงเริ่มถูกมองว่าเป็น Performance ของอาคารเช่นเดียวกับ Energy Consumption หรือ Carbon Emissions


Fitwel เป็นตัวอย่างของ Certification ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ใช้อาคาร โดยเน้น Operational Strategies หลายด้านที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งในอาคารใหม่และอาคารเดิม


แนวคิดนี้มีความสำคัญมากขึ้นหลังการระบาดของโควิด เมื่อองค์กรจำนวนมากเริ่มมอง Workplace กว้างกว่าเรื่อง Cost per Square Meter และเริ่มเชื่อมคุณภาพของสถานที่ทำงานเข้ากับสุขภาพ ประสบการณ์ของพนักงาน Productivity และความสามารถในการดึงดูดคนให้กลับมาใช้สำนักงาน


การแข่งขันของอาคารสำนักงานในอนาคตจึงอาจไม่ได้อยู่เพียงที่ว่า


“อาคารของเราเขียวแค่ไหน”


แต่รวมถึง


“คนที่อยู่ในอาคารของเรามีคุณภาพชีวิตดีแค่ไหน”


3. Zero Carbon: จากความตั้งใจลดคาร์บอน สู่การพิสูจน์ผลการดำเนินงาน


ความเปลี่ยนแปลงอีกประการหนึ่งคือการเคลื่อนจาก Design Intent ไปสู่ Measured Performance


อาคารสามารถได้รับการออกแบบให้ประหยัดพลังงานอย่างดีเยี่ยม แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเปิดใช้งานแล้ว อาคารจะมีประสิทธิภาพตามที่ออกแบบไว้เสมอไป


Chiller Plant อาจมีประสิทธิภาพสูง แต่หากเดินเครื่องไม่เหมาะสม ประสิทธิภาพก็ลดลง ระบบควบคุมอาคารอาจมี Sensor จำนวนมาก แต่หากไม่มีการวิเคราะห์ข้อมูล Sensor เหล่านั้นก็สร้างคุณค่าได้น้อย อาคารอาจติดตั้ง Solar PV จำนวนมาก แต่หาก Total Energy Consumption เพิ่มขึ้นทุกปี ผลลัพธ์ด้าน Carbon ก็อาจไม่ได้ดีขึ้นตามที่คาดหวัง


แนวคิด Zero Carbon Certification จึงให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยต้องสามารถพิสูจน์ Performance ของอาคารจากข้อมูลการดำเนินงาน ไม่ได้พิจารณาเพียงว่ามี Technology หรือ Green Features อะไรติดตั้งอยู่บ้าง


คำถามจึงเปลี่ยนจาก


What did we install?


ไปเป็น


What did we achieve?


สำหรับ Institutional Investor หรือองค์กรที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero ความแตกต่างนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่ต้องรายงานต่อผู้ลงทุนไม่ใช่จำนวนอุปกรณ์ประหยัดพลังงานที่ติดตั้ง แต่คือ Carbon Emissions ที่ลดลงจริง


เมื่อเป้าหมายด้าน Carbon ถูกวัดจากผลลัพธ์ Building Operations จึงก้าวจากบทบาทของฝ่ายสนับสนุนมาเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของ ESG Strategy


4. RELi: อาคารเขียวต้องอยู่รอดในโลกของ Climate Risk


อาคารสามารถใช้พลังงานต่ำมากและมี Carbon Footprint ที่ดี แต่หากเกิดน้ำท่วมแล้วไม่สามารถใช้งานได้ หากระบบไฟฟ้าล่มแล้ว Critical Systems หยุดทำงาน หรือหากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไปจนระบบอาคารไม่สามารถรองรับ Extreme Weather ได้ Asset นั้นก็ยังมีความเสี่ยงสูง


แนวคิดเรื่อง Resilience จึงกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนิยามอาคารเขียว


RELi เป็นตัวอย่างของมาตรฐานที่นำ Climate Risk และความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์รุนแรงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมิน ตั้งแต่ Flood, Hurricane และ Wildfire ไปจนถึงความมั่นคงของ Energy Infrastructure และความสามารถในการรักษาการใช้งานของอาคารเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ


สิ่งนี้เปลี่ยนความหมายของ Sustainability ไปอีกขั้นหนึ่ง


เดิมเรามักคิดว่าอาคารยั่งยืนคืออาคารที่


สร้างผลกระทบต่อโลกให้น้อยที่สุด


แต่ในโลกที่ Climate Change มีผลกระทบชัดเจนขึ้น อาคารยั่งยืนต้องสามารถ


รับผลกระทบจากโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้ด้วย


สำหรับเจ้าของ Asset เรื่อง Resilience จึงไม่ใช่เพียง Sustainability Issue แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ Financial Risk, Insurance, Asset Value และ Business Continuity


อาคารที่ประหยัดพลังงานมากแต่ต้องหยุดใช้งานเป็นเวลาหลายสัปดาห์เมื่อเกิดภัยพิบัติ อาจไม่ใช่อาคารที่ยั่งยืนในความหมายใหม่อีกต่อไป


5. BREEAM: จากอาคารหนึ่งหลัง สู่ Portfolio หลายพันอาคาร


เมื่อเจ้าของมีอาคารหนึ่งหลัง Sustainability สามารถบริหารได้ในระดับ Building


แต่เมื่อ REIT, Pension Fund หรือ Institutional Investor ถือครองอสังหาริมทรัพย์หลายร้อยหรือหลายพัน Asset ปัญหาจะเปลี่ยนไปทันที


สิ่งที่องค์กรต้องการไม่ใช่เพียงการรู้ว่าอาคารใดได้ Platinum หรือ Gold แต่ต้องสามารถตอบคำถามในระดับ Portfolio ได้ว่า


  • Asset ใดใช้พลังงานสูงกว่าค่าเฉลี่ย

  • Asset ใดมี Carbon Risk สูง

  • Asset ใดควรได้รับ Capital Investment ก่อน

  • Asset ใดมีโอกาสกลายเป็น Stranded Asset

  • และ Portfolio ทั้งหมดกำลังเดินไปสู่เป้าหมาย ESG ได้เร็วเพียงใด


BREEAM In-Use เป็นตัวอย่างของ Framework ที่เน้น Existing Assets และให้ความสำคัญกับการวัดและปรับปรุงผลการดำเนินงานของอาคารตลอดช่วงการใช้งาน รวมถึงสามารถนำข้อมูลหลาย Asset มาประเมินในระดับ Portfolio ได้


สิ่งนี้สะท้อนการเปลี่ยนจาก


Green Building


ไปสู่


Green Portfolio


และเมื่อ Sustainability ขึ้นไปอยู่ในระดับ Portfolio ผู้ที่ตัดสินใจเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เพียง Sustainability Manager หรือ Facility Manager อีกต่อไป แต่รวมถึง Asset Manager, Fund Manager, Investment Committee และผู้บริหารระดับองค์กร


Sustainability จึงค่อย ๆ เคลื่อนจาก Technical Agenda ไปสู่ Investment Agenda


6. ARC: เมื่อ Certification เปลี่ยนจาก Plaque บนผนัง เป็น Data ที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา


อีกแนวโน้มที่สำคัญคือการเปลี่ยนจาก Static Certification ไปสู่ Dynamic Performance Tracking


ระบบอย่าง ARC แสดงให้เห็นแนวคิดที่ต่างออกไปจาก Certification แบบดั้งเดิม เพราะสามารถใช้ติดตามข้อมูลด้าน Energy, Water, Waste และ Human Experience และช่วยให้องค์กรเห็น Performance ของอาคารจากข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงอย่างต่อเนื่อง


นี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของวงการอาคารเขียวในระยะยาว


ลองจินตนาการว่าในอนาคต นักลงทุนที่กำลังพิจารณาซื้ออาคารสำนักงานไม่ได้ดูเพียงเอกสารว่าอาคารได้รับ LEED Gold แต่สามารถเปิดข้อมูลย้อนหลังหลายปีแล้วเห็นทันทีว่า


  • Energy Use Intensity เป็นเท่าใด

  • Peak Demand ลดลงหรือไม่

  • Water Intensity เปลี่ยนแปลงอย่างไร

  • Carbon Emissions อยู่ในทิศทางใด

  • Indoor Environmental Quality เป็นอย่างไร

  • ระบบอาคารมี Reliability เท่าใด

  • และผู้ใช้อาคารมีประสบการณ์อย่างไร


เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกเก็บและเปรียบเทียบอย่างต่อเนื่อง Certification จะเริ่มมีลักษณะคล้าย Credit Rating มากกว่า Award


มันไม่ได้บอกเพียงว่าอาคารเคยผ่านเกณฑ์อะไร


แต่มันบอกว่าอาคาร


กำลังทำงานอย่างไรในวันนี้


7. จาก Certification Strategy สู่ Asset Performance Strategy


การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของอาคารต้องเลือก Certification ระบบหนึ่งมาแทนอีกระบบหนึ่ง เพราะแต่ละระบบตอบโจทย์คนละด้าน


  • LEED วาง Framework ด้านอาคารเขียวในภาพรวม

  • Fitwel มอง Health and WellnessZero Carbon เน้น Decarbonization

  • RELi มอง Climate Resilience

  • BREEAM In-Use ให้ความสำคัญกับ Existing Assets และ Portfolio Performance

  • ส่วน Digital Platform อย่าง ARC ช่วยนำข้อมูล Performance เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารอาคารอย่างต่อเนื่อง


ดังนั้นคำถามเชิงกลยุทธ์ของเจ้าของอาคารไม่ควรเริ่มจาก


“เราควรทำ Certification อะไรดี?”


แต่ควรเริ่มจาก


“Asset ของเราต้องสร้าง Performance อะไร เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในอีก 10–20 ปีข้างหน้า?”


เมื่อรู้คำตอบแล้ว จึงค่อยเลือก Certification, Technology, Operating Model และ Capital Investment ที่เหมาะสมเข้ามาสนับสนุน


นี่คือการเปลี่ยนจาก Certification Strategy ไปสู่ Asset Performance Strategy


และเป็นการเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะ Certification คือเครื่องมือ แต่ Performance คือเป้าหมาย


8. จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดอาจอยู่ที่ Property Management


เมื่ออาคารเขียวเปลี่ยนจาก Design Certification ไปสู่ Operational Performance บทบาทของผู้บริหารอาคารก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น


Design Team สามารถออกแบบอาคารที่มีประสิทธิภาพสูงได้ แต่หลังจากเปิดใช้งาน สิ่งที่เกิดขึ้นกับอาคารทุกวันขึ้นอยู่กับ Operation


  • การใช้พลังงาน

  • การใช้น้ำ

  • คุณภาพอากาศ

  • การจัดการของเสีย

  • ความพร้อมของระบบการรับมือเหตุฉุกเฉิน

  • ความสามารถในการปรับตัวต่อ Climate Risk

  • และประสบการณ์ของผู้ใช้อาคาร


ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบน Drawing แต่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของคนที่บริหารอาคารทุกวัน


ในโลกเดิม Property Management อาจถูกมองว่าเป็นการรักษาอาคารให้อยู่ในสภาพดี ควบคุมค่าใช้จ่าย จัดการผู้รับเหมา และดูแลผู้เช่า


แต่ในโลกของ Performance-based Sustainability หน้าที่กำลังขยายไปสู่


Operating the Asset to Deliver Measurable Outcomes


Property Manager และ Facility Manager จึงต้องเข้าใจ Data มากขึ้น ต้อง Benchmark Performance ของอาคาร วิเคราะห์ Gap เชื่อม Building Systems เข้ากับ ESG Objectives และสามารถแปลงข้อมูลทางวิศวกรรมให้กลายเป็นข้อมูลที่ Asset Manager และ Investor ใช้ตัดสินใจได้


ลองพิจารณาการเพิ่มประสิทธิภาพ Chiller Plant จาก 0.85 เป็น 0.70 kW/RT


ในมุมของวิศวกร นี่คือการปรับปรุง System Efficiency


แต่ในมุมของ Asset มันคือ

  • Energy Saving

  • Operating Cost Reduction

  • Carbon Reduction

  • การลด Exposure ต่อราคาพลังงาน

  • และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอาคาร


ความสำเร็จเดียวกันจึงสร้าง Value ได้หลายมิติ


เมื่อมองเช่นนี้ งาน Operation ไม่ได้อยู่ปลายทางของ Real Estate Value Chain อีกต่อไป


Operation คือสถานที่ที่ Value ถูกสร้างหรือสูญเสียทุกวัน


บทสรุป: The Future of Green Building Is Performance


การเปลี่ยนจาก LEED ไปสู่โลกที่มี Certification และ Performance Framework หลากหลาย ไม่ได้หมายความว่ายุคของ LEED กำลังสิ้นสุดลง แต่หมายความว่านิยามของ อาคารเขียวกำลังเติบโตขึ้น


อาคารเขียวรุ่นแรกถามว่า


อาคารถูกออกแบบอย่างไร


อาคารเขียวในยุคต่อไปจะถามว่า


อาคารทำงานอย่างไร

  • ใช้พลังงานเท่าไร

  • ปล่อยคาร์บอนเท่าไร

  • คนที่อยู่ในอาคารมีสุขภาวะอย่างไร

  • สามารถรับมือกับความเสี่ยงได้เพียงใด

  • และมีข้อมูลมากพอที่จะพิสูจน์สิ่งเหล่านี้หรือไม่


Sustainability จึงกำลังเดินทางจาก


Design → Construction → Operation → Data → Asset Value


Certification จะยังคงมีความสำคัญ แต่ Plaque บนผนังจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อ Performance ที่เกิดขึ้นจริงหลังผนังนั้นรองรับมันอยู่


อาคารแห่งอนาคตจึงไม่เพียงต้อง


Designed to be Green


แต่ต้อง


Operated to Stay Green


และท้ายที่สุด อาคารที่มีคุณค่ามากที่สุดอาจไม่ใช่อาคารที่มี Certification มากที่สุด แต่เป็นอาคารที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างต่อเนื่องว่า


ใช้ทรัพยากรดีขึ้น คนอยู่ดีขึ้น รับมือความเสี่ยงได้ดีขึ้น และสร้าง Performance ที่ดีขึ้นทุกปี


นี่คือจุดที่อาคารเขียวกำลังเปลี่ยนจาก Certification ไปสู่ Performance


และจากเรื่องของการออกแบบอาคาร ไปสู่เรื่องของ การบริหาร Asset ตลอดอายุการใช้งาน

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page