Coachable: "ความเก่ง"พาเราไปได้ไกล "ความสามารถในการรับการพัฒนา"พาเราไปได้ไกลกว่าเดิม
- Chakrapan Pawangkarat
- Jul 24
- 4 min read
Updated: Jul 25
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
24 July 2026

บทนำ
เมื่อองค์กรพิจารณาว่าใครคือคนเก่งหรือผู้มีศักยภาพสูง สิ่งที่มักได้รับความสนใจเป็นอันดับแรกคือความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ความมั่นใจ ผลงานที่ผ่านมา และความสามารถในการแก้ปัญหาที่ยากกว่าคนทั่วไป
คนที่เรียนรู้เร็ว คิดวิเคราะห์ได้ดี กล้าตัดสินใจ และสามารถสร้างผลงานภายใต้แรงกดดัน มักได้รับโอกาสมากขึ้น ได้รับมอบหมายงานสำคัญ และถูกคาดหวังว่าจะเติบโตเป็นผู้นำขององค์กรในอนาคต
แต่ความสามารถที่ทำให้คนคนหนึ่งประสบความสำเร็จในวันนี้ อาจไม่เพียงพอที่จะพาเขาไปถึงศักยภาพสูงสุดในวันข้างหน้า
เมื่อบุคคลมีประสบการณ์มากขึ้น มีผลงานมากขึ้น และได้รับการยอมรับมากขึ้น ความเสี่ยงสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดความสามารถ แต่อยู่ที่การค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการรับฟัง เรียนรู้ และยอมให้คนอื่นเข้ามาช่วยปรับปรุงตนเอง
คำแนะนำที่เคยฟังอย่างตั้งใจอาจเริ่มถูกมองว่าเป็นการวิจารณ์ ความเห็นต่างอาจถูกตีความว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจบริบท และ Feedback ที่กระทบต่อความเชื่อเกี่ยวกับตนเองอาจถูกปฏิเสธก่อนที่จะได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง
คนเก่งจึงไม่ได้หยุดเติบโตเพราะหมดความสามารถเสมอไป หลายครั้งพวกเขาหยุดเติบโตเพราะความสำเร็จเดิมเริ่มทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันตัวเองจากข้อมูลที่จำเป็นต่อการพัฒนาในระดับถัดไป
หนังสือ Coachable: How the Greatest Performers Reach Their Highest Potential โดย Ric Bucher เสนอว่า ปัจจัยที่แยกผู้มีความสามารถออกจากผู้ที่สามารถใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่ คือ Coachability หรือความสามารถในการเปิดรับมุมมองจากผู้อื่น นำคำแนะนำมาพิจารณา และเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นการพัฒนาที่เกิดขึ้นจริง
Bucher เป็นนักวิเคราะห์และผู้สื่อข่าวสาย NBA ที่ทำงานใกล้ชิดกับนักกีฬา โค้ช และผู้บริหารกีฬามานานกว่าสามทศวรรษ เขาตั้งคำถามว่าอะไรคือคุณสมบัติที่ทำให้นักกีฬาระดับสูงก้าวข้ามจากความสามารถไปสู่ความยอดเยี่ยม และพบคำตอบที่เกิดขึ้นซ้ำจากนักกีฬาหลายคนว่า พวกเขาสามารถรับการโค้ชได้ หนังสือจัดพิมพ์โดย Avery เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2026 มีความยาว 288 หน้า และเรียบเรียงแนวคิดผ่าน “10 Truths of Coachability” ประกอบกับเรื่องราวของนักกีฬาและโค้ชระดับสูงหลายคน
แม้หนังสือจะใช้กีฬาเป็นพื้นที่ในการเล่าเรื่อง แต่ประเด็นของหนังสือมีความหมายต่อทุกองค์กรที่ต้องอาศัยทีม การเรียนรู้ และการพัฒนาคน เพราะการแข่งขันกีฬาและการบริหารธุรกิจมีความจริงร่วมกันประการหนึ่ง
ความสามารถทำให้เราได้รับโอกาส แต่ความสามารถในการรับการพัฒนาจะกำหนดว่าเราสามารถใช้โอกาสนั้นได้ไกลเพียงใด
1. Coachable ไม่ได้หมายถึงการเชื่อฟังทุกอย่าง
คำว่า Coachable อาจถูกเข้าใจอย่างผิวเผินว่าเป็นคนว่าง่าย ยอมรับคำสั่ง ไม่โต้แย้ง และพร้อมทำตามสิ่งที่หัวหน้าหรือโค้ชต้องการ
ความเข้าใจเช่นนี้ทำให้ Coachability ถูกลดความหมายเหลือเพียงการปฏิบัติตาม และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกดคนที่ตั้งคำถามหรือมีความเห็นต่าง
แต่คนที่ Coachable อย่างแท้จริงไม่ได้สูญเสียความคิดของตนเอง และไม่ได้ยอมรับคำแนะนำทุกอย่างโดยไม่ผ่านการพิจารณา
Coachability คือความสามารถในการรับฟังข้อมูลที่อาจไม่สอดคล้องกับความเชื่อเดิม พิจารณาเจตนาและคุณค่าของข้อมูลนั้นอย่างซื่อสัตย์ ทดลองปรับพฤติกรรม แล้วประเมินว่าผลลัพธ์ดีขึ้นหรือไม่
คนที่ Coachable จึงยังสามารถถามคำถาม สามารถไม่เห็นด้วย และสามารถปฏิเสธคำแนะนำที่ไม่เหมาะสมได้ แต่จะไม่ปฏิเสธเพียงเพราะคำแนะนำนั้นทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
ความแตกต่างสำคัญอยู่ระหว่างการใช้เหตุผลเพื่อประเมิน Feedback กับการใช้เหตุผลเพื่อปกป้องตัวเองจาก Feedback
คนที่ปกป้องตัวเองมักฟังเพื่อหาช่องโหว่ของผู้พูด พยายามอธิบายว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจบริบท หรือยกผลงานในอดีตขึ้นมายืนยันว่าตนเองรู้ว่ากำลังทำอะไร
คนที่ Coachable จะถามว่า
มีความจริงส่วนใดอยู่ในสิ่งที่ได้รับฟัง
พฤติกรรมของเราสร้างผลกระทบที่เราอาจมองไม่เห็นหรือไม่
มีรูปแบบใดเกิดซ้ำ
และเราจะทดลองเปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อทดสอบข้อมูลนี้ได้บ้าง
ดังนั้น ความเป็น Coachable ไม่ใช่การลดความมั่นใจ แต่คือการสร้างความมั่นใจที่ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธข้อมูลใหม่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตนเอง
2. คนอื่นอาจมองเห็นเราได้ชัดกว่าที่เรามองเห็นตนเอง
มนุษย์ทุกคนมี Blind Spots เพราะเราไม่สามารถยืนอยู่นอกตัวเองเพื่อสังเกตพฤติกรรม น้ำเสียง อารมณ์ และผลกระทบที่เราสร้างต่อคนอื่นได้ตลอดเวลา
เราอาจรู้ว่าเราตั้งใจทำอะไร แต่คนอื่นเป็นผู้สัมผัสว่าสิ่งที่เราทำนั้นส่งผลอย่างไร
ผู้บริหารอาจตั้งใจสร้างมาตรฐานสูง แต่ทีมอาจสัมผัสเป็นความรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดดีเพียงพอ
หัวหน้าอาจคิดว่าตนเองเปิดรับความคิดเห็น แต่พนักงานอาจสังเกตว่าทุกครั้งที่มีคนไม่เห็นด้วย หัวหน้าจะอธิบายยาวจนคนอื่นหยุดพูด
ผู้จัดการอาจเชื่อว่าตนเองมอบอำนาจให้ทีม แต่ยังเข้าไปแก้รายละเอียดทุกครั้งที่ผลงานไม่ตรงกับวิธีที่ตนเองต้องการ
ในกรณีเหล่านี้ เจตนาอาจเป็นสิ่งที่ดี แต่ผลกระทบอาจแตกต่างจากความตั้งใจอย่างมาก
หนึ่งในแก่นที่ปรากฏในคำอธิบายของหนังสือคือ คนอื่นมักมองเห็นเราได้ชัดในบางด้านมากกว่าที่เรามองเห็นตนเอง เพราะพวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่สัมผัสผลของพฤติกรรมนั้นโดยตรง
Feedback จึงไม่ใช่คำพิพากษาว่าเราเป็นคนแบบใด แต่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ที่คนอื่นได้รับจากการทำงานร่วมกับเรา
คนที่ไม่ Coachable จะโต้แย้งจากเจตนาของตนเอง เช่น “ผมไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น” ขณะที่คนที่ Coachable จะสนใจผลกระทบด้วย เช่น “แม้ผมจะไม่ได้ตั้งใจ แต่หากคนได้รับผลเช่นนั้น ผมควรทำความเข้าใจและปรับวิธีการ”
ภาวะผู้นำจึงไม่ได้ถูกกำหนดจากสิ่งที่ผู้นำตั้งใจส่งออกไปเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดจากสิ่งที่คนอื่นได้รับและนำไปตีความด้วย
3. พรสวรรค์เป็นทั้งข้อได้เปรียบและความเสี่ยง
คนที่มีพรสวรรค์หรือเรียนรู้ได้เร็วมักประสบความสำเร็จในช่วงต้นโดยไม่จำเป็นต้องสร้างวินัยในการรับ Feedback มากนัก
พวกเขาสามารถใช้ความสามารถตามธรรมชาติแก้ปัญหาได้เร็วกว่าคนอื่น ได้รับคำชมตั้งแต่อายุยังน้อย และเริ่มสร้างอัตลักษณ์ว่าตนเองเป็นคนเก่งในด้านนั้น
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อระดับการแข่งขันสูงขึ้น ทุกคนรอบตัวล้วนมีความสามารถ ความแตกต่างระหว่างความสำเร็จกับความธรรมดาจึงไม่ได้อยู่ที่พรสวรรค์ขั้นพื้นฐานอีกต่อไป แต่อยู่ที่รายละเอียดเล็ก ๆ ความสามารถในการปรับตัว และความเต็มใจที่จะทำสิ่งที่ไม่ถนัด
ในบทนำของหนังสือ Bucher ชี้ว่าแต่ละคนล้วนมีพรสวรรค์หรือความสามารถบางอย่าง แต่การค้นพบ สนับสนุน และท้าทายความสามารถนั้นจะเป็นตัวกำหนดว่าศักยภาพจะได้รับการพัฒนาเต็มที่หรือไม่ เขายังพบว่านักกีฬาหลายคนได้รับประโยชน์จากการไม่ได้รับเลือกหรือไม่ได้อยู่ในทีมที่ดีที่สุดตั้งแต่เริ่มต้น เพราะประสบการณ์ดังกล่าวบังคับให้พวกเขาสร้างความแข็งแกร่งและคุณลักษณะที่มีประโยชน์ในเวลาต่อมา
ความสำเร็จที่มาเร็วเกินไปอาจทำให้คนสับสนระหว่าง “สิ่งที่ตนทำได้ดี” กับ “ตัวตนของตนเอง”
เมื่อความเก่งกลายเป็นอัตลักษณ์ คำแนะนำให้ปรับปรุงจะไม่ถูกมองว่าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับผลงาน แต่ถูกสัมผัสเหมือนการคุกคามคุณค่าของตัวเอง
คนเก่งจึงอาจหลีกเลี่ยงงานที่ทำให้ดูไม่เก่ง เลือกอยู่ในพื้นที่ที่ควบคุมได้ และปฏิเสธผู้แนะนำที่ทำให้ต้องเผชิญข้อจำกัดของตน
ในทางตรงกันข้าม คนที่ Coachable สามารถแยกตัวตนออกจากผลงานชั่วคราวได้ พวกเขาเข้าใจว่าการทำบางสิ่งยังไม่ดี ไม่ได้แปลว่าตนไม่มีคุณค่า และการได้รับคำแนะนำไม่ได้ลบล้างความสำเร็จที่ผ่านมา
ความคิดเช่นนี้ทำให้คนกล้าฝึกในสิ่งที่ยังอ่อน กล้ายอมรับความผิดพลาด และกล้าเข้าสู่พื้นที่ที่ตนยังดูไม่เก่งพอ
4. Feedback ที่มีคุณค่ามักเป็น Feedback ที่ฟังยาก
คำชมช่วยสร้างกำลังใจและทำให้คนรู้ว่าพฤติกรรมใดควรได้รับการรักษาไว้ แต่ข้อมูลที่ช่วยให้คนก้าวไปสู่ระดับถัดไปมักไม่ได้ทำให้รู้สึกดีในทันที
Feedback ที่มีคุณค่าอาจชี้ให้เห็นว่าแนวทางที่เคยสร้างความสำเร็จเริ่มกลายเป็นข้อจำกัด
ผู้บริหารที่เคยเก่งการลงรายละเอียดอาจต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยให้คนอื่นตัดสินใจ
ผู้จัดการที่เคยได้รับการยอมรับจากการแก้ปัญหาด้วยตนเองอาจต้องเปลี่ยนไปสู่การสร้างทีมที่แก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องรอตน
คนที่เคยสร้างผลงานจากการแข่งขันส่วนบุคคลอาจต้องเรียนรู้การแบ่งปันเครดิตและสร้างความสำเร็จร่วมกัน
การเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ยาก เพราะ Feedback ไม่ได้ขอให้บุคคลปรับเทคนิคเล็กน้อย แต่กำลังบอกว่าสิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จในอดีตไม่สามารถใช้ในรูปแบบเดิมต่อไปได้
ปฏิกิริยาแรกของมนุษย์จึงมักเป็นการปกป้องตนเอง เช่น
“เขาไม่เข้าใจงานของเรา”
“สถานการณ์ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งอื่น”
“ทีมยังไม่พร้อมจึงต้องเข้าไปควบคุม”
“ผลงานที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าวิธีนี้ได้ผล”
คำอธิบายเหล่านี้อาจมีส่วนจริง แต่ความเป็น Coachable อยู่ที่การไม่ปล่อยให้เหตุผลเหล่านั้นปิดการเรียนรู้ทั้งหมด
วิธีรับ Feedback ที่มีคุณภาพไม่จำเป็นต้องตอบรับทันที แต่ควรหยุด สอบถามตัวอย่าง ทำความเข้าใจรูปแบบ และนำข้อมูลกลับไปพิจารณาเมื่ออารมณ์สงบลง
ประโยคที่มีประโยชน์ที่สุดอาจไม่ใช่ “ผมเห็นด้วย” แต่คือ
“ช่วยยกตัวอย่างให้ผมเห็นชัดขึ้นได้ไหม”
เพราะเป้าหมายของการรับ Feedback ไม่ใช่การแสดงความสุภาพ แต่คือการได้ข้อมูลเพียงพอที่จะมองเห็นสิ่งที่ตนเองยังไม่เห็น
5. ความเป็น Coachable ต้องมีความไว้ใจทั้งสองฝ่าย
การบอกให้พนักงานเปิดรับ Feedback โดยไม่ตรวจสอบคุณภาพของผู้ให้ Feedback เป็นแนวคิดที่ไม่สมบูรณ์
Coachability ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เกิดขึ้นภายในความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนรู้กับผู้ที่พยายามช่วยให้เขาพัฒนา
Bucher อธิบาย Coachability ว่าเป็นความสามารถในการผสานภาพที่บุคคลต้องการเป็นเข้ากับภาพที่อีกคนมองเห็นว่าเขาสามารถเป็นได้ ผ่านแนวทางการพัฒนาที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน
ข้อความนี้มีความสำคัญ เพราะแสดงว่า Coaching ที่ดีไม่ได้เกิดจากฝ่ายหนึ่งมีอำนาจบอกอีกฝ่ายว่าต้องเป็นอะไร แต่เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายของบุคคล มุมมองของผู้ช่วยพัฒนา และวิธีเดินทางที่ทั้งสองฝ่ายเชื่อร่วมกัน
พนักงานจะเปิดรับคำแนะนำมากขึ้นเมื่อเชื่อว่า
ผู้ให้ Feedback เข้าใจงานและบริบทจริง
ต้องการให้เขาประสบความสำเร็จ
กล้าพูดความจริงโดยไม่มีวาระซ่อนเร้น
ยอมลงทุนเวลาในการช่วยพัฒนา
และใช้มาตรฐานอย่างยุติธรรม
หากหัวหน้าให้ Feedback เฉพาะเวลามีปัญหา ไม่เคยสังเกตพัฒนาการ ไม่เคยถามเป้าหมายของพนักงาน และใช้การโค้ชเป็นเพียงคำสุภาพแทนการตำหนิ ความเป็น Coachable ย่อมเกิดขึ้นได้ยาก
ความไว้ใจจึงต้องสร้างจากความสม่ำเสมอ ไม่ได้เกิดจากตำแหน่งของผู้ให้คำแนะนำ
ในทางกลับกัน ผู้รับการโค้ชต้องแสดงให้เห็นด้วยว่า Feedback ที่ได้รับจะไม่หายไปโดยไม่มีการตอบสนอง ต้องนำไปคิด ทดลอง และกลับมาพูดคุยว่าอะไรได้ผลหรือไม่ได้ผล
Coaching ที่ดีจึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่บริการฝ่ายเดียวที่หัวหน้าส่งมอบให้พนักงาน
6. Coachability ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุหรือตำแหน่ง
หลายองค์กรให้ความสำคัญกับ Coaching ในช่วงต้นของอาชีพ แต่เมื่อบุคคลก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงขึ้น การได้รับ Feedback ที่ตรงไปตรงมากลับลดลง
พนักงานระดับต้นมีหัวหน้าติดตามงาน มีการประเมิน และได้รับคำแนะนำเป็นประจำ ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงมักได้รับข้อมูลที่ถูกกรองมากขึ้น คนรอบตัวเลือกถ้อยคำอย่างระมัดระวัง และบางคนหลีกเลี่ยงการบอกสิ่งที่อาจสร้างความไม่พอใจ
ยิ่งตำแหน่งสูง Blind Spots ยิ่งสร้างผลกระทบกว้าง แต่ข้อมูลที่ช่วยเปิดเผย Blind Spots กลับยิ่งหายาก
ผู้บริหารอาจเข้าใจผิดว่าประสบการณ์ทำให้ไม่จำเป็นต้องได้รับการโค้ช ทั้งที่ความซับซ้อนของบทบาทใหม่ต้องการการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่มากกว่าเดิม
นักกีฬาระดับสูงยังมีโค้ชหลายด้าน ทั้งด้านเทคนิค สมรรถภาพ จิตใจ และกลยุทธ์ เพราะพวกเขาเข้าใจว่าระดับความสามารถที่สูงขึ้นทำให้รายละเอียดเล็ก ๆ มีความสำคัญมากขึ้น ไม่ได้ทำให้คำแนะนำหมดความจำเป็น
ผู้บริหารระดับสูงก็ควรมีระบบที่ทำให้ได้รับความจริงจากหลายทิศทาง เช่น
การมีที่ปรึกษาที่กล้าท้าทายความคิด
การรับฟัง Feedback แบบ 360 องศา
การพูดคุยกับพนักงานที่ไม่ได้รายงานตรง
การทบทวนการตัดสินใจหลังเหตุการณ์สำคัญ
และการเชิญคนที่มีมุมมองต่างเข้ามาในวงสนทนา
การมีโค้ชไม่ได้หมายความว่าบุคคลอ่อนแอ แต่สะท้อนว่าบุคคลให้ความสำคัญกับคุณภาพของการตัดสินใจมากกว่าภาพลักษณ์ว่าตนสามารถจัดการทุกอย่างได้เพียงลำพัง
7. คน Coachable ต้องรู้ว่าตนต้องการไปที่ใด
การเปิดรับคำแนะนำทุกทิศทางโดยไม่มีเป้าหมายอาจทำให้บุคคลเปลี่ยนไปตามความคาดหวังของคนรอบข้างจนสูญเสียความชัดเจนเกี่ยวกับตนเอง
Coachability ที่มีคุณภาพจึงต้องเริ่มจากความเข้าใจว่าเราอยากพัฒนาไปเป็นใคร ต้องการสร้างคุณค่าแบบใด และกำลังพยายามไปถึงผลลัพธ์อะไร
เมื่อมีเป้าหมายที่ชัด Feedback จะสามารถถูกประเมินได้ว่า ช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายนั้นหรือไม่
ผู้บริหารที่ต้องการเติบโตจาก Functional Leader ไปสู่ Enterprise Leader อาจต้องเปิดรับ Feedback เรื่องการคิดข้ามสายงาน การจัดสรรทรัพยากร และการสร้างผู้นำคนอื่น
ผู้จัดการที่ต้องการสร้างทีมที่พึ่งพาตนเองน้อยลง อาจต้องรับฟังว่าพฤติกรรมใดของตนกำลังทำให้ทีมรอคำตอบ
พนักงานที่ต้องการเติบโตไปสู่บทบาทลูกค้าสัมพันธ์ อาจต้องยอมรับว่าแม้มีความรู้ด้านเทคนิคสูง แต่ยังต้องพัฒนาการฟัง การนำเสนอ และการเข้าใจมุมมองทางธุรกิจ
หากเป้าหมายไม่ชัด บุคคลอาจรับเฉพาะ Feedback ที่ทำให้รู้สึกดี หรือพยายามปรับทุกเรื่องพร้อมกันจนไม่มีเรื่องใดเปลี่ยนอย่างจริงจัง
คน Coachable จึงไม่เพียงถามว่า “คนอื่นคิดอย่างไรกับฉัน” แต่ถามว่า
“จากสิ่งที่ฉันต้องการเป็น ข้อมูลใดที่ฉันจำเป็นต้องรับฟังมากที่สุดในเวลานี้”
8. การรับ Feedback ต้องนำไปสู่การทดลอง
องค์กรจำนวนมากมีการประเมินผลงาน จัด Leadership Assessment และดำเนินการสำรวจ 360 องศา แต่หลังจากอ่านผลและพูดคุยกันแล้ว พฤติกรรมกลับเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย
เหตุผลคือการรับรู้ยังไม่เท่ากับการเรียนรู้ และการเข้าใจปัญหายังไม่เท่ากับการสร้างพฤติกรรมใหม่
คนอาจรู้ว่าตนพูดมากเกินไปในที่ประชุม แต่หากไม่มีการออกแบบวิธีใหม่ เมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดันจะกลับไปสู่พฤติกรรมเดิม
คนอาจเข้าใจว่าตนต้องมอบอำนาจมากขึ้น แต่หากยังถูกวัดด้วยความผิดพลาดทุกเรื่องของทีม ก็จะกลับไปควบคุมรายละเอียดเหมือนเดิม
Coachability จึงต้องแสดงออกผ่านวงจรของการทดลอง
เริ่มจากเลือก Feedback ที่สำคัญหนึ่งเรื่อง
ระบุพฤติกรรมเดิมที่สังเกตเห็นได้
กำหนดพฤติกรรมใหม่ที่ต้องการทดลอง
เลือกสถานการณ์จริงที่จะนำไปใช้
ขอให้คนรอบตัวช่วยสังเกต
และกลับมาทบทวนผลลัพธ์
ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารที่ได้รับ Feedback ว่าปิดกั้นความคิดเห็นโดยไม่ตั้งใจ อาจกำหนดพฤติกรรมทดลองว่า ในการประชุมครั้งต่อไปจะพูดความเห็นของตนหลังจากคนอื่นอย่างน้อยสามคน จะถามคำถามก่อนโต้แย้ง และจะสรุปมุมมองของอีกฝ่ายให้ถูกต้องก่อนเสนอความเห็นของตน
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้วัดได้ สังเกตได้ และสามารถปรับปรุงจากประสบการณ์จริงได้
การบอกว่า “จะเปิดใจมากขึ้น” ฟังดูดี แต่ไม่สร้างพฤติกรรมที่ชัดเจนพอให้ตนเองหรือคนอื่นช่วยติดตาม
9. ความล้มเหลวเป็นข้อมูล ไม่ใช่ข้อสรุปเกี่ยวกับตัวตน
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้กีฬาเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการศึกษา Coachability คือผลลัพธ์ปรากฏอย่างชัดเจน นักกีฬาแพ้ พลาด ไม่ได้รับเลือก หรือทำผลงานต่ำกว่าที่คาดไว้ต่อหน้าผู้ชม
ไม่มีใครสามารถสร้างผลงานสูงสุดได้ตลอดเวลา ความแตกต่างจึงอยู่ที่วิธีที่บุคคลตีความความล้มเหลว
บางคนใช้ความล้มเหลวเป็นหลักฐานว่าตนไม่ดีพอ หรือเชื่อว่าระบบไม่ยุติธรรมจนไม่เหลือข้อมูลสำหรับการเรียนรู้
อีกกลุ่มหนึ่งอาจปฏิเสธความรับผิดชอบทั้งหมด โทษสถานการณ์ เพื่อนร่วมทีม หัวหน้า หรือลูกค้า เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตนเอง
คนที่ Coachable ไม่จำเป็นต้องชอบความล้มเหลว แต่สามารถแยกความเจ็บปวดออกจากข้อมูล พวกเขาถามว่าอะไรอยู่ในการควบคุม อะไรไม่ได้อยู่ในการควบคุม และครั้งต่อไปควรเตรียมตัวหรือตัดสินใจต่างออกไปอย่างไร
การไม่ได้รับเลือกอาจเปิดเผยว่าทักษะยังไม่พร้อม
โครงการที่ล้มเหลวอาจแสดงว่าสมมติฐานเกี่ยวกับผู้ใช้ไม่ถูกต้อง
การเสียคนเก่งออกจากทีมอาจสะท้อนปัญหาเรื่องภาวะผู้นำที่ตัวเลขผลงานไม่เคยแสดง
การร้องเรียนของลูกค้าอาจเป็นข้อมูลเกี่ยวกับช่องว่างของระบบ ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ที่ต้องรีบปิด
องค์กรที่ Coachable จึงไม่รีบค้นหาคนผิดเพื่อทำให้เรื่องจบลง แต่ใช้เหตุการณ์เพื่อทำให้ระบบมองเห็นตนเองได้ชัดขึ้น
10. คนเก่งต้องเรียนรู้การเป็นผู้เล่นของทีม
ความสามารถส่วนบุคคลทำให้คนสร้างผลงานได้ แต่ความสำเร็จในองค์กรขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำให้ผลงานของตนเชื่อมกับเป้าหมายและวิธีเล่นของทีม
นักกีฬาที่มีทักษะสูงอาจยังไม่ช่วยให้ทีมชนะ หากต้องครองบอลตลอดเวลา ไม่ปรับบทบาทตามคู่แข่ง หรือไม่ยอมรับแผนของโค้ช
ในองค์กรก็เช่นเดียวกัน คนเก่งอาจสร้างผลงานเฉพาะด้านได้ดี แต่สร้างต้นทุนต่อทีมผ่านการไม่แบ่งปันข้อมูล การทำงานตามวิธีของตนเอง หรือการให้ความสำคัญกับการได้รับเครดิตมากกว่าผลลัพธ์ร่วม
Coachability จึงรวมถึงความสามารถในการผสานเป้าหมายของตนกับเป้าหมายของทีม
บุคคลยังสามารถมีความทะเยอทะยานและรักษาจุดแข็งของตนเอง แต่ต้องเข้าใจว่าในบางสถานการณ์ บทบาทที่ทีมต้องการอาจไม่ใช่บทบาทที่ทำให้ตนเองได้รับความสนใจมากที่สุด
ผู้นำบางคนต้องเรียนรู้ที่จะสนับสนุนผู้นำคนอื่น
ผู้เชี่ยวชาญบางคนต้องเปลี่ยนจากการเป็นผู้มีคำตอบไปสู่การสร้างระบบความรู้
คนที่เคยเป็นดาวเด่นอาจต้องแบ่งปันพื้นที่ให้สมาชิกใหม่เติบโต
การยอมปรับบทบาทไม่ได้ลดคุณค่าของบุคคล แต่ทำให้ความสามารถของบุคคลสร้างคุณค่าในระดับทีมได้มากขึ้น
คำอธิบายอย่างเป็นทางการของหนังสือเน้นว่าเรื่องราวของ Coachability สามารถนำไปใช้กับทุกธุรกิจที่พึ่งพาทีมและการทำงานร่วมกัน และการพัฒนาเป็นการเดินทางร่วมกันระหว่างผู้มีความสามารถกับผู้ที่ช่วยให้เขามองเห็นศักยภาพได้ชัดขึ้น
11. หัวหน้าที่ดีต้องสร้าง Coachability ไม่ได้เพียงเรียกร้องให้คนเปิดใจ
ผู้บริหารมักบ่นว่าพนักงานบางคน “ไม่ Coachable” แต่ไม่ค่อยตรวจสอบว่าวิธีการบริหารของตนช่วยเปิดหรือปิดความสามารถในการเรียนรู้ของอีกฝ่าย
การให้ Feedback ที่กว้างเกินไป เช่น “ต้องมีภาวะผู้นำมากกว่านี้” หรือ “ต้องคิดเชิงกลยุทธ์” ไม่ได้ช่วยให้บุคคลรู้ว่าต้องปรับพฤติกรรมอย่างไร
การให้ Feedback เมื่อสะสมความไม่พอใจมานาน ทำให้บทสนทนากลายเป็นการระบายอารมณ์มากกว่าการพัฒนา
การให้คำแนะนำโดยไม่รับฟังเป้าหมายของพนักงาน ทำให้การโค้ชเป็นโครงการของหัวหน้า ไม่ใช่การเดินทางร่วมกัน
หัวหน้าที่สร้าง Coachability ได้ดีมักทำหลายเรื่องพร้อมกัน
สร้างความชัดเจนว่าความสำเร็จหน้าตาอย่างไร
สังเกตพฤติกรรมและใช้ตัวอย่างจริง
ให้ Feedback ใกล้กับเหตุการณ์
อธิบายผลกระทบโดยไม่ตัดสินตัวตน
ถามมุมมองของผู้รับ
ช่วยออกแบบการทดลอง
และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
หัวหน้าต้องแสดง Coachability ของตนเองด้วย เพราะพนักงานจะไม่เชื่อว่าการเปิดรับ Feedback เป็นคุณค่าขององค์กร หากผู้นำตอบโต้ทุกครั้งที่ตนได้รับคำวิจารณ์
ประโยคง่าย ๆ เช่น “สิ่งที่คุณบอกทำให้ผมเห็นผลกระทบที่ไม่เคยคิดมาก่อน” อาจสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ได้มากกว่าการจัดหลักสูตร Coaching หลายครั้ง
12. องค์กรที่ Coachable ต้องให้คุณค่ากับความจริงมากกว่าความสบายใจ
การพัฒนาคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับทักษะของบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมที่ห่อหุ้มพฤติกรรมนั้น
ในวัฒนธรรมที่ลงโทษคนซึ่งพูดปัญหา พนักงานจะเรียนรู้ที่จะซ่อนข้อมูล
ในวัฒนธรรมที่ผู้บริหารต้องดูถูกต้องเสมอ Feedback จะไหลลงด้านล่างแต่ไม่ไหลขึ้นด้านบน
ในวัฒนธรรมที่การยอมรับข้อผิดพลาดถูกมองว่าอ่อนแอ คนจะพยายามสร้างคำอธิบายแทนการเรียนรู้
องค์กรที่ Coachable ต้องทำให้ความจริงสามารถเดินทางผ่านลำดับชั้นได้โดยไม่ถูกบิดเบือนมากเกินไป
รายงานที่แสดงปัญหาควรได้รับการใช้เพื่อแก้ระบบ ไม่ได้ใช้เพื่อค้นหาคนที่ทำให้ตัวเลขดูไม่ดี
การทบทวนโครงการควรถามว่าได้เรียนรู้อะไร ไม่ได้ถามเฉพาะว่าใครต้องรับผิดชอบ
ผู้นำควรแยกความแตกต่างระหว่างความผิดพลาดจากความประมาท กับความผิดพลาดจากการทดลองภายใต้การควบคุมอย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน วัฒนธรรม Coachable ไม่ได้หมายถึงการลด Accountability
คนต้องรับผิดชอบต่อการเตรียมตัว การตอบสนองต่อ Feedback และการปรับปรุงสิ่งที่อยู่ในการควบคุมของตน ความล้มเหลวสามารถได้รับการยอมรับในฐานะข้อมูล แต่การทำผิดซ้ำโดยไม่เรียนรู้ไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ
องค์กรที่มีความปลอดภัยทางจิตใจจึงยังสามารถมีมาตรฐานสูง เพราะความปลอดภัยหมายถึงคนสามารถพูดความจริงและขอความช่วยเหลือได้ ไม่ได้หมายความว่าผลงานทุกระดับจะได้รับการยอมรับโดยไม่มีการจัดการ
13. การเลื่อนตำแหน่งควรพิจารณาความเป็น Coachable
หลายองค์กรตัดสินใจเลื่อนตำแหน่งจากผลงานในบทบาทเดิม โดยสมมติว่าคนที่ทำงานเก่งจะสามารถนำคนอื่นได้ดี
แต่บทบาทที่สูงขึ้นมักต้องใช้ความสามารถที่แตกต่างจากบทบาทเดิม
ผู้เชี่ยวชาญต้องเปลี่ยนจากการสร้างคำตอบด้วยตนเองไปสู่การสร้างคนที่สามารถหาคำตอบได้
ผู้จัดการหน้างานต้องเปลี่ยนจากการควบคุมรายละเอียดไปสู่การจัดลำดับความสำคัญ
ผู้นำสายงานต้องเปลี่ยนจากการปกป้องทรัพยากรของตนไปสู่การจัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์ขององค์กร
ผู้ที่ไม่สามารถรับ Feedback จะมีความเสี่ยงสูงในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะจะใช้ความสามารถเดิมต่อไปแม้บริบทต้องการพฤติกรรมใหม่
การประเมิน Talent จึงควรถามเพิ่มเติมว่า
บุคคลตอบสนองต่อ Feedback อย่างไร
สามารถยอมรับความผิดพลาดได้หรือไม่
นำข้อมูลไปทดลองเปลี่ยนพฤติกรรมหรือไม่
ขอความช่วยเหลือเมื่อเจอเรื่องที่ไม่รู้หรือไม่
ปรับบทบาทตามความต้องการของทีมได้หรือไม่
และสามารถทำให้คนอื่นเก่งขึ้นหรือไม่
ศักยภาพไม่ได้หมายถึงความสามารถที่จะทำงานใหญ่กว่าเดิมเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงความสามารถในการเปลี่ยนตัวเองให้เหมาะกับความรับผิดชอบที่ใหญ่กว่าเดิมด้วย
14. Middle Managers ต้องเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้การโค้ช
ผู้จัดการระดับกลางอยู่ในตำแหน่งที่ซับซ้อน เพราะต้องรับ Feedback และทิศทางจากผู้บริหาร พร้อมกับโค้ชทีมให้สามารถนำทิศทางนั้นไปปฏิบัติ
หากผู้จัดการไม่เปิดรับข้อมูลจากด้านบน อาจยึดติดกับวิธีเดิมและกลายเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลง
หากไม่เปิดรับข้อมูลจากด้านล่าง อาจส่งต่อนโยบายโดยไม่เห็นข้อจำกัดของหน้างาน
หากไม่สามารถให้ Feedback อย่างมีคุณภาพ ทีมจะไม่พัฒนาและปัญหาจะถูกแก้ด้วยการเข้าไปทำงานแทน
ผู้จัดการระดับกลางจึงต้องมี Coachability สองทิศทาง
ทิศทางแรกคือรับการพัฒนา ยอมให้คนอื่นช่วยเปิด Blind Spots และปรับวิธีนำทีมตามบริบทใหม่
ทิศทางที่สองคือสร้าง Coachability ให้คนอื่น ผ่านความไว้วางใจ ความชัดเจน และการติดตามที่จริงจัง
องค์กรไม่ควรมอบหมายให้ผู้จัดการทำหน้าที่โค้ชโดยไม่พัฒนาทักษะของพวกเขา เพราะคนที่เคยได้รับแต่คำสั่งมักส่งต่อคำสั่ง และคนที่เคยได้รับ Feedback แบบตำหนิมักทำซ้ำรูปแบบเดียวกันกับทีม
การสร้าง Coaching Culture จึงต้องเริ่มจากการเปลี่ยนประสบการณ์ที่ผู้จัดการได้รับ ไม่ได้เริ่มจากการแจกแบบฟอร์มให้ไปใช้กับพนักงาน
15. Coachability ในงาน Property Management
งาน Property Management ต้องอาศัยการเรียนรู้จาก Feedback อย่างต่อเนื่อง เพราะคุณภาพบริการเกิดจากเหตุการณ์จำนวนมากที่ไม่สามารถออกแบบล่วงหน้าได้ทั้งหมด
ทีมต้องรับ Feedback จากลูกค้า ผู้เช่า ผู้ใช้อาคาร เจ้าของทรัพย์สิน ผู้รับเหมา หน่วยงานกำกับดูแล และข้อมูลจากการปฏิบัติงาน
แต่การได้รับ Feedback จำนวนมากไม่ได้ทำให้องค์กร Coachable โดยอัตโนมัติ
หากทุกข้อร้องเรียนถูกส่งไปให้ทีมหน้างานแก้เฉพาะกรณี องค์กรอาจตอบสนองเร็วแต่ไม่เรียนรู้
หากรายงาน Incident มุ่งระบุว่าใครผิดมากกว่าทำความเข้าใจว่าระบบเปิดโอกาสให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นอย่างไร ปัญหาเดิมจะกลับมาในรูปแบบใหม่
หากหัวหน้าอาคารเชื่อว่าประสบการณ์ของตนเพียงพอและไม่รับฟังข้อมูลจากพนักงานรุ่นใหม่ องค์กรจะสูญเสียโอกาสพัฒนาวิธีทำงาน
หากสำนักงานใหญ่กำหนดมาตรฐานโดยไม่รับ Feedback จากไซต์งาน ระบบอาจดูดีในรายงานแต่ใช้งานได้ยากในพื้นที่จริง
Coachable Property Management จึงควรมีวงจรการเรียนรู้ที่ชัดเจน
ข้อร้องเรียนต้องถูกแปลเป็นข้อมูลเชิงระบบ
Incident ต้องนำไปสู่การปรับ Control หรือกระบวนการ
การประเมินผู้รับเหมาต้องนำไปสู่แผนพัฒนา ไม่ได้จบที่คะแนน
ข้อมูลจากอาคารหนึ่งควรถูกแบ่งปันให้อาคารอื่นเรียนรู้
และผู้บริหารต้องแสดงให้เห็นว่าการยอมรับปัญหาอย่างรวดเร็วมีคุณค่ามากกว่าการทำให้รายงานดูดี
ทีมที่ Coachable ไม่ได้เป็นทีมที่ไม่มีความผิดพลาด แต่เป็นทีมที่ความผิดพลาดแต่ละครั้งเพิ่มความสามารถในการป้องกันและตอบสนองต่อเหตุการณ์ครั้งต่อไป
16. คนที่ Coachable ไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง
ข้อกังวลหนึ่งของคนเก่งคือ หากรับฟังทุกคนมากเกินไป ตนเองอาจสูญเสียจุดยืนและกลายเป็นคนที่พยายามทำให้ทุกฝ่ายพอใจ
แต่ความเป็น Coachable ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนตัวเองตามทุกความคิดเห็น
Feedback แต่ละชิ้นเป็นข้อมูล ไม่ใช่คำสั่ง ความรับผิดชอบของบุคคลคือพิจารณาว่าข้อมูลใดสะท้อนรูปแบบจริง ข้อมูลใดมาจากความคาดหวังเฉพาะของผู้พูด และข้อมูลใดสอดคล้องกับเป้าหมายหรือคุณค่าที่ตนต้องการรักษา
ผู้นำที่ดีต้องสามารถรับฟังอย่างเปิดกว้างและยังตัดสินใจด้วยความชัดเจน
อาจรับฟังความกังวลของทีมโดยไม่เปลี่ยนเป้าหมาย
อาจยอมรับว่าการสื่อสารไม่ดีพอโดยยังรักษาการตัดสินใจเดิม
อาจเรียนรู้จากคำวิจารณ์โดยไม่ยอมให้คำวิจารณ์ทุกเรื่องกำหนดคุณค่าของตนเอง
Coachability จึงต้องมีทั้งความอ่อนน้อมและแกนกลางภายใน
ความอ่อนน้อมทำให้เรายอมรับว่าเราอาจไม่เห็นทุกอย่าง
แกนกลางทำให้เราสามารถประเมินข้อมูลโดยไม่ถูกพัดไปตามความเห็นทุกทิศทาง
17. ความเก่งที่ยั่งยืนต้องได้รับการสร้างใหม่ตลอดเวลา
ความสำเร็จอาจทำให้คนเชื่อว่าตนพบสูตรที่ถูกต้องแล้ว แต่บริบทเปลี่ยนอยู่เสมอ ลูกค้าเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน ทีมเปลี่ยน และสิ่งที่องค์กรต้องการจากผู้นำก็เปลี่ยนตามไปด้วย
วิธีนำทีมที่เคยได้ผลกับคนกลุ่มหนึ่งอาจไม่ได้ผลกับอีกกลุ่ม
ความเชี่ยวชาญที่เคยหายากอาจถูกเทคโนโลยีทำให้เข้าถึงได้ทั่วไป
วิธีสร้างความน่าเชื่อถือในอดีตอาจไม่ตอบสนองต่อความคาดหวังของคนรุ่นใหม่
คนที่หยุดรับการโค้ชจึงไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่กำลังถอยหลังเมื่อเทียบกับโลกที่ยังเคลื่อนไหว
คำอธิบายของ Bucher ต่อหนังสือเน้นว่า Coachability คือสิ่งที่ทำให้คนดีสามารถก้าวไปสู่ความยอดเยี่ยม และช่วยให้ความยอดเยี่ยมนั้นดำรงอยู่ได้ เพราะการเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพังและไม่ได้มีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน
คนที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนจึงไม่ได้รักษาความสำเร็จด้วยการปกป้องวิธีเดิม แต่รักษาความสามารถในการสร้างตัวเองขึ้นใหม่
บทสรุป
Coachable เปลี่ยนคำถามเกี่ยวกับความสำเร็จจาก “เรามีพรสวรรค์มากเพียงใด” ไปสู่คำถามว่า “เรายังยอมให้ตัวเองได้รับการพัฒนาอยู่หรือไม่”
ความสามารถ ความพยายาม และความทะเยอทะยานยังคงมีความสำคัญ แต่สิ่งเหล่านี้อาจพาคนไปถึงขีดจำกัด หากบุคคลไม่สามารถรับฟังข้อมูลที่กระทบต่อความเชื่อเดิม ไม่สามารถเรียนรู้จากความผิดพลาด และไม่ยอมให้คนอื่นช่วยมองเห็นสิ่งที่ตนเองมองไม่เห็น
คนที่ Coachable ไม่ได้เป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจ แต่มีความมั่นใจมากพอที่จะยอมรับว่าตนยังพัฒนาได้
ไม่ได้เชื่อฟังทุกคำแนะนำ แต่ให้ความเคารพต่อข้อมูลมากพอที่จะพิจารณาก่อนปฏิเสธ
ไม่ได้มอง Feedback เป็นคำตัดสินคุณค่าของตนเอง แต่มองเป็นข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม ผลกระทบ และทางเลือกใหม่
ไม่ได้รอให้โค้ชสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ แต่รับผิดชอบต่อการทดลอง ฝึกฝน และกลับมาทบทวนผลลัพธ์
สำหรับผู้นำ ความเป็น Coachable มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะยิ่งตำแหน่งสูงขึ้น ผลกระทบของ Blind Spots ยิ่งกว้างขึ้น ขณะที่จำนวนคนที่กล้าพูดความจริงมักลดลง
ผู้นำจึงต้องสร้างช่องทางรับ Feedback อย่างตั้งใจ แสดงให้เห็นว่าความเห็นต่างได้รับการรับฟัง และทำให้คนเห็นว่าตนเองสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมจากข้อมูลที่ได้รับจริง
สำหรับองค์กร Coachability ต้องเป็นมากกว่าคุณสมบัติส่วนบุคคล ต้องถูกสร้างเป็นวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับความจริง การเรียนรู้ และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง องค์กรต้องสามารถพูดถึงข้อผิดพลาดโดยไม่รีบปกป้องภาพลักษณ์ สามารถท้าทายผู้บริหารโดยไม่ทำลายความสัมพันธ์ และสามารถรักษามาตรฐานสูงโดยไม่ทำให้คนกลัวที่จะขอความช่วยเหลือ
ท้ายที่สุด คนที่มีศักยภาพสูงที่สุดอาจไม่ได้เป็นคนที่เริ่มต้นด้วยความสามารถมากที่สุดเสมอไป
แต่อาจเป็นคนที่สามารถเรียนรู้จากคนอื่นได้มากที่สุด ยอมปรับตัวได้เร็วที่สุด และไม่ปล่อยให้ความสำเร็จในอดีตปิดกั้นบุคคลที่ตนเองยังสามารถเป็นได้ในอนาคต
เพราะความเก่งทำให้เราได้รับการมองเห็น
ความสำเร็จทำให้เราได้รับโอกาส
และความเป็น Coachable ทำให้เรายังคงเติบโต หลังจากวันที่คนอื่นเริ่มเชื่อว่าเราเก่งพอแล้ว


