top of page

Fake Work: เมื่อองค์กรเริ่มใช้พลังงานไปกับสิ่งที่ไม่ได้สร้างคุณค่า

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

29 May 2026



บทนำ


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา องค์กรจำนวนมากทั่วโลกเผชิญปรากฏการณ์ที่น่าสนใจร่วมกัน แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้ามากขึ้น ระบบบริหารมีความละเอียดมากขึ้น และเครื่องมือด้านการจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทว่าคนทำงานจำนวนมากกลับรู้สึกเหนื่อยล้ามากกว่าเดิม องค์กรมีการประชุมมากขึ้น รายงานมากขึ้น และขั้นตอนการทำงานซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่ความสามารถในการตัดสินใจ การสร้างนวัตกรรม และการแก้ปัญหาจริงกลับลดลงอย่างช้าๆ


ปรากฏการณ์นี้เริ่มถูกอธิบายผ่านแนวคิดที่เรียกว่า “Fake Work”


Fake Work ไม่ได้หมายถึงการทำงานแบบไร้ความรับผิดชอบ หรือการหลีกเลี่ยงงาน หากหมายถึงกิจกรรมเชิงองค์กรที่ใช้เวลา พลังงาน และทรัพยากรจำนวนมาก โดยไม่ได้สร้างคุณค่าเชิงผลลัพธ์อย่างแท้จริง


ในหลายกรณี งานเหล่านี้ยังดู “เป็นมืออาชีพ” มีรูปแบบที่ถูกต้อง มีขั้นตอนครบถ้วน และสามารถอธิบายเหตุผลเชิงระบบได้ทุกขั้นตอน ทว่าเมื่อพิจารณาในระดับผลลัพธ์ กลับพบว่ากิจกรรมจำนวนมากกำลังทำหน้าที่หลักเพียงเพื่อรักษาระบบขององค์กรเอง


1. จุดกำเนิดของ Fake Work


Fake Work มักไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่ผิดพลาด ตรงกันข้าม หลายองค์กรเริ่มต้นจากความต้องการสร้างมาตรฐาน ลดความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร


องค์กรจึงเริ่มเพิ่มระบบติดตามผลเพิ่มรายงานเพิ่มขั้นตอนอนุมัติเพิ่มการตรวจสอบเพิ่ม KPIเพิ่มคณะกรรมการเพิ่มกระบวนการควบคุม


ในช่วงแรก ระบบเหล่านี้ช่วยให้องค์กรมีความเป็นระเบียบมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป กระบวนการจำนวนมากเริ่มขยายตัว และต้องใช้ทรัพยากรเพื่อดูแลตัวมันเอง


มีรายงานเพื่อติดตามรายงานอีกชุดหนึ่งมีการประชุมเพื่อติดตามผลจากการประชุมก่อนหน้ามีการตรวจสอบเพื่อยืนยันว่าการตรวจสอบเดิมดำเนินการครบถ้วน


กิจกรรมเหล่านี้สามารถอธิบายเหตุผลได้ทุกขั้นตอน ทว่าเมื่อสะสมต่อเนื่อง องค์กรจะเริ่มเข้าสู่ภาวะที่บุคลากรใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ “การบริหารกระบวนการ” มากกว่าการสร้างผลลัพธ์


2. ลักษณะของ Fake Work ในองค์กรสมัยใหม่


Fake Work มักปรากฏในรูปแบบที่ดูสมเหตุสมผล และแยกออกจาก “งานจริง” ได้ยาก

ตัวอย่างที่พบได้บ่อย ได้แก่


2.1 การประชุมที่มีข้อมูลจำนวนมาก แต่มีการตัดสินใจน้อย


องค์กรจำนวนมากมีการประชุมอย่างต่อเนื่อง มีการอัปเดตสถานะ มีการติดตาม KPI และมีการสรุปประเด็นอย่างละเอียด ทว่าเรื่องสำคัญจำนวนมากกลับไม่ได้รับการตัดสินใจเชิงรูปธรรม

เวลาของบุคลากรถูกใช้ไปกับการ “พูดถึงงาน” มากกว่าการทำงานจริง


2.2 การสร้างเอกสารที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้จริง


หลายองค์กรมีรายงานจำนวนมาก ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายไตรมาส บุคลากรใช้เวลาจำนวนมากกับการจัด Format การรวบรวมข้อมูล และการตอบข้อสังเกต

ทว่าเอกสารจำนวนมากกลับถูกอ่านเพียงผิวเผิน และแทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์


2.3 KPI ที่สร้างพฤติกรรมผิดเป้าหมาย


ตัวชี้วัดบางประเภททำให้บุคลากรมุ่งรักษาตัวเลข มากกว่าสร้างคุณภาพของผลลัพธ์

องค์กรจึงเริ่มเกิด “ภาพของประสิทธิภาพ” โดยที่ประสิทธิภาพจริงอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน


2.4 ระบบอนุมัติที่ซับซ้อนเกินระดับความเสี่ยง


หลายองค์กรมีการอนุมัติหลายชั้น แม้ในเรื่องที่มีผลกระทบต่ำ กระบวนการเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงบางประเภท ทว่าในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้องค์กรสูญเสียความเร็วในการดำเนินงาน


3. Fake Work กับการสูญเสียพลังของคนทำงาน


ผลกระทบสำคัญของ Fake Work ไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนของกระบวนการเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การสูญเสีย “พลังงานของบุคลากร”


คนทำงานจำนวนมากเริ่มใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับกิจกรรมที่ห่างจากเป้าหมายหลักขององค์กร


วิศวกรใช้เวลาทำรายงานมากกว่าการวิเคราะห์ปัญหา

ผู้จัดการใช้เวลาประชุมมากกว่าการตัดสินใจ

ผู้เชี่ยวชาญใช้เวลาตอบข้อสังเกตมากกว่าการพัฒนางาน


ในระยะยาว บุคลากรที่มีศักยภาพสูงมักเกิดภาวะหมดพลัง เนื่องจากไม่สามารถเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเวลาที่ตนใช้ กับคุณค่าที่เกิดขึ้นจริง


องค์กรจึงค่อยๆ สูญเสียคนที่สร้างคุณค่า และเริ่มให้รางวัลกับคนที่สามารถบริหารระบบภายในได้ดี


4. Fake Work กับปัญหาเชิงโครงสร้างขององค์กร


ในทางทฤษฎีองค์กร ปรากฏการณ์นี้ใกล้เคียงกับแนวคิด “Goal Displacement” ซึ่งหมายถึงภาวะที่องค์กรเริ่มให้ความสำคัญกับกฎ กระบวนการ และระบบ มากกว่าเป้าหมายดั้งเดิมที่องค์กรถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้เกิดขึ้น


ตัวอย่างเช่น

  • โรงเรียนให้ความสำคัญกับเอกสารมากกว่าคุณภาพการเรียนรู้

  • โรงพยาบาลให้ความสำคัญกับ Compliance มากกว่าประสบการณ์ของผู้ป่วย

  • องค์กรให้ความสำคัญกับ KPI มากกว่าคุณค่าที่ส่งมอบจริง


เมื่อองค์กรเข้าสู่ภาวะนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ระบบจะเริ่มมีลักษณะ “บริหารตัวเอง” มากกว่าบริหารภารกิจหลักขององค์กร


5. ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหาร


การลด Fake Work ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกระบบบริหาร หรือการลดมาตรฐานขององค์กร หากหมายถึงการทำให้ระบบกลับไปทำหน้าที่สนับสนุนเป้าหมายหลักอีกครั้ง


5.1 ทบทวนว่ากิจกรรมใดสร้างคุณค่าจริง


ผู้บริหารควรถามอย่างสม่ำเสมอว่า กิจกรรมแต่ละประเภทช่วยให้องค์กรดีขึ้นอย่างไร หากกิจกรรมใดใช้ทรัพยากรมากกว่าคุณค่าที่สร้างได้ องค์กรควรพิจารณาปรับลดหรือออกแบบใหม่


5.2 ลดงานที่มีเป้าหมายเพียงเพื่อ “รักษาระบบ”


หลายองค์กรมีรายงาน การประชุม หรือขั้นตอนอนุมัติที่ดำรงอยู่เพราะความเคยชิน มากกว่าความจำเป็นจริง การลดกิจกรรมเหล่านี้สามารถคืนเวลาให้บุคลากรได้จำนวนมาก


5.3 วัดผลลัพธ์ มากกว่าวัดกิจกรรม


KPI ที่ดีควรสะท้อนผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการจริง ไม่ใช่เพียงวัดปริมาณกิจกรรมหรือความครบถ้วนของกระบวนการ


5.4 เพิ่มพื้นที่สำหรับการตัดสินใจของคนหน้างาน


องค์กรที่มีประสิทธิภาพสูงมักเปิดโอกาสให้บุคลากรระดับปฏิบัติการสามารถตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานของตนเองได้ภายในกรอบที่เหมาะสม


5.5 ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดภาระงานซ้ำ


Technology ควรถูกใช้เพื่อลดงานเอกสาร ลดการรวบรวมข้อมูลซ้ำซ้อน และช่วยให้คนทำงานใช้เวลาอยู่กับงานที่สร้างคุณค่ามากขึ้น


บทสรุป


ความท้าทายสำคัญขององค์กรในยุคปัจจุบัน อาจไม่ได้อยู่ที่การขาดระบบบริหาร หากอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่าง “การควบคุม” และ “ความสามารถในการสร้างคุณค่า”


Fake Work จึงไม่ใช่ปัญหาของคนขี้เกียจ หากเป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างองค์กรที่ให้รางวัลกับการรักษาระบบ มากกว่าการสร้างผลลัพธ์


องค์กรที่แข็งแรงในระยะยาว ไม่ใช่องค์กรที่มีรายงานมากที่สุด หรือมีขั้นตอนมากที่สุด หากเป็นองค์กรที่สามารถทำให้เวลาของบุคลากรถูกใช้ไปกับสิ่งที่สร้างคุณค่าได้มากที่สุด


คำถามสำคัญสำหรับผู้บริหารจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “องค์กรมีระบบเพียงพอหรือยัง”


หากอาจเป็นคำถามที่สำคัญยิ่งกว่า คือ


“เวลาของคนในองค์กร กำลังถูกใช้ไปกับงานจริง หรือกำลังถูกใช้ไปกับ Fake Work มากขึ้นเรื่อยๆ”

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page