top of page

Sunk Cost Fallacy: เมื่อต้นทุนที่เสียไปแล้ว ไม่ควรเป็นเหตุผลให้เสียต่อ

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

30 June 2026



บทนำ


ในการทำงานจริง การตัดสินใจที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งของผู้บริหาร ไม่ใช่การอนุมัติโครงการใหม่ แต่คือการยอมรับว่าโครงการเดิมอาจไม่ควรเดินหน้าต่อ


หลายองค์กรมีโครงการที่เริ่มต้นด้วยความตั้งใจดี มีการลงทุนทั้งงบประมาณ เวลา บุคลากร และความคาดหวัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามแผน ลูกค้าไม่ตอบรับ ตลาดเปลี่ยนไป ต้นทุนเพิ่มขึ้น หรือข้อมูลใหม่ชี้ชัดว่าโอกาสสำเร็จลดลงอย่างมาก


ในสถานการณ์เช่นนี้ คำถามที่ควรถามคือ "จากวันนี้เป็นต้นไป ควรใช้ทรัพยากรอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด"


แต่คำถามที่มักเกิดขึ้นจริงคือ "ลงทุนไปมากแล้ว จะหยุดได้อย่างไร"


นี่คือจุดเริ่มต้นของ Sunk Cost Fallacy หรือกับดักต้นทุนที่จมไปแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในอคติทางความคิดที่ทำให้องค์กรตัดสินใจผิดพลาดได้มากที่สุด


Sunk Cost Fallacy คืออะไร


Sunk Cost คือ ต้นทุนที่เกิดขึ้นแล้วและไม่สามารถเรียกคืนได้ ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา ความพยายาม ทรัพยากรของทีม หรือชื่อเสียงที่ผูกไว้กับโครงการ


ตามหลักเหตุผล ต้นทุนเหล่านี้ไม่ควรมีผลต่อการตัดสินใจในอนาคต เพราะไม่ว่าองค์กรจะเดินหน้าต่อหรือหยุด ต้นทุนในอดีตก็ไม่สามารถกลับคืนมาได้อยู่ดี


แต่ Sunk Cost Fallacy เกิดขึ้นเมื่อเรานำต้นทุนที่เสียไปแล้วมาเป็นเหตุผลในการลงทุนเพิ่ม ทั้งที่ข้อมูลปัจจุบันบอกว่าโครงการนั้นอาจไม่คุ้มค่าต่อไป


กล่าวอย่างง่าย คือ เราไม่ได้เดินหน้าต่อเพราะอนาคตดูดี แต่เดินหน้าต่อเพราะไม่อยากยอมรับว่าอดีตอาจเป็นการตัดสินใจที่ผิด


ทำไมองค์กรจึงติดกับดักนี้


เหตุผลสำคัญคือ มนุษย์ไม่ชอบความรู้สึกสูญเสีย


การหยุดโครงการมักถูกมองว่าเป็นความล้มเหลว เป็นการยอมรับว่าความพยายามที่ผ่านมาไม่เกิดผล หรือเป็นการทำให้ผู้ที่เคยตัดสินใจเสียหน้า


ในหลายองค์กร ปัญหานี้ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อโครงการนั้นมีผู้บริหารระดับสูงสนับสนุน มีการประกาศต่อสาธารณะ หรือถูกผูกกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กร


เมื่อเป็นเช่นนั้น การประเมินโครงการจึงไม่ใช่เรื่องของข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นเรื่องของอารมณ์ อัตตา ความคาดหวัง และวัฒนธรรมองค์กร


นี่คือเหตุผลที่หลายองค์กรไม่ได้ขาดความรู้ แต่ขาดกลไกในการยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมา


ต้นทุนที่น่ากลัว ไม่ใช่ต้นทุนที่เสียไปแล้ว


ความเสียหายจาก Sunk Cost Fallacy ไม่ได้อยู่ที่เงินที่ลงทุนไปในอดีต เพราะเงินก้อนนั้นเสียไปแล้ว


ความเสียหายที่แท้จริงคือการใช้ทรัพยากรใหม่ไปกับสิ่งที่ไม่ควรใช้ต่อ


ทุกงบประมาณที่เติมลงไปในโครงการที่ไม่คุ้มค่า คือเงินที่ไม่ได้ใช้กับโอกาสใหม่


ทุกชั่วโมงของทีมที่ยังคงถูกดึงไว้กับงานที่ไม่สร้างผลลัพธ์ คือเวลาที่หายไปจากงานที่มีศักยภาพกว่า


ทุกการประชุมที่พยายามปกป้องแผนเดิม คือพลังงานขององค์กรที่ไม่ได้ใช้กับการเรียนรู้และปรับตัว


ดังนั้น คำถามสำคัญไม่ใช่ "เราเสียอะไรไปแล้ว" แต่คือ "เรากำลังจะเสียอะไรเพิ่มอีก หากยังไม่เปลี่ยนทิศทาง"


ตัวอย่างในชีวิตการทำงาน


Sunk Cost Fallacy ไม่ได้เกิดเฉพาะกับโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เกิดขึ้นในงานประจำวันขององค์กรตลอดเวลา


ระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้งานยาก แต่ยังถูกใช้งานต่อเพราะเคยลงทุนติดตั้งไปมาก


แคมเปญการตลาดที่ไม่สร้างยอดขาย แต่ยังถูกขยายต่อเพราะทีมเตรียมงานมานาน


กระบวนการทำงานที่ซับซ้อนเกินจำเป็น แต่ไม่มีใครกล้ายกเลิกเพราะใช้กันมาหลายปี


ตำแหน่งงานหรือบทบาทบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจแล้ว แต่ยังคงอยู่เพราะองค์กรเคยออกแบบไว้เช่นนั้น


ปัญหาเหล่านี้มีรูปแบบเดียวกัน คือองค์กรให้ความสำคัญกับสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ มากกว่าสิ่งที่ยังเลือกได้


บทบาทของผู้นำ


ผู้นำที่ดีไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ทุกการตัดสินใจในอดีตดูถูกต้องเสมอไป


แต่มีหน้าที่ทำให้การตัดสินใจในปัจจุบันเหมาะสมที่สุดภายใต้ข้อมูลที่มีอยู่จริง


ความกล้าของผู้นำจึงไม่ได้อยู่ที่การเดินหน้าต่อทุกสถานการณ์ แต่อยู่ที่การแยกให้ออกว่าเรื่องใดควรอดทน เรื่องใดควรปรับ และเรื่องใดควรหยุด


การหยุดสิ่งที่ไม่สร้างคุณค่าไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการคืนทรัพยากรให้กับอนาคต


วิธีลดผลกระทบของ Sunk Cost Fallacy


องค์กรสามารถลดกับดักนี้ได้ด้วยการออกแบบกระบวนการตัดสินใจให้มองไปข้างหน้า มากกว่ายึดติดกับอดีต


ตัวอย่างเช่น

  • กำหนดเกณฑ์วัดผลของโครงการตั้งแต่เริ่มต้น

  • กำหนดจุดทบทวนโครงการเป็นระยะ

  • แยกผู้ประเมินออกจากเจ้าของโครงการ

  • ใช้ข้อมูลจริงมากกว่าความรู้สึก

  • ถามเสมอว่า หากเริ่มจากศูนย์วันนี้ องค์กรยังจะเลือกทำเรื่องนี้หรือไม่

  • ประเมินทางเลือกใหม่ควบคู่กับการประเมินโครงการเดิม

  • สร้างวัฒนธรรมที่มองการเปลี่ยนทิศทางเป็นการเรียนรู้ ไม่ใช่ความล้มเหลว


สิ่งเหล่านี้ช่วยให้องค์กรไม่ติดอยู่กับคำว่า "เสียดาย" จนลืมคำว่า "คุ้มค่า"


จากความเสียดาย สู่การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีวินัย


ในมุมของการบริหารองค์กร Sunk Cost Fallacy ไม่ใช่เพียงเรื่องจิตวิทยา แต่เป็นเรื่องของวินัยในการจัดสรรทรัพยากร


องค์กรที่ดีต้องรู้ว่าทรัพยากรมีจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา คน ความสนใจของผู้บริหาร หรือพลังงานของทีม


การใช้ทรัพยากรกับสิ่งหนึ่ง หมายถึงการไม่สามารถใช้ทรัพยากรนั้นกับอีกสิ่งหนึ่งได้


ดังนั้น การตัดสินใจหยุดบางเรื่องจึงไม่ใช่การลดความทะเยอทะยานขององค์กร แต่เป็นการทำให้องค์กรมีพื้นที่มากขึ้นสำหรับสิ่งที่สำคัญกว่า


บทสรุป


Sunk Cost Fallacy เตือนให้เราระวังว่า อดีตอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากกว่าที่เราคิด


ต้นทุนที่เสียไปแล้วไม่ควรเป็นเหตุผลให้เราเสียต่อ สิ่งที่ควรกำหนดการตัดสินใจไม่ใช่เงินที่จ่ายไปแล้ว เวลาที่ใช้ไปแล้ว หรือความพยายามที่ผ่านมา แต่คือคุณค่าที่จะเกิดขึ้นจากวันนี้เป็นต้นไป


องค์กรที่เข้มแข็งไม่ใช่องค์กรที่ไม่เคยตัดสินใจผิด แต่คือองค์กรที่เรียนรู้เร็ว ยอมรับข้อมูลใหม่ และกล้าปรับทิศทางก่อนที่ต้นทุนใหม่จะถูกใช้ไปกับสิ่งที่ไม่มีอนาคต


บางครั้ง การตัดสินใจที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การเดินหน้าต่อ แต่คือการหยุดอย่างมีเหตุผล เพื่อให้ทรัพยากรที่เหลืออยู่ได้ไปสร้างคุณค่าที่มากกว่า

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page