top of page

The RevPAR Math: เมื่อโรงแรมต้องมองไกลกว่า Occupancy และบริหาร “คุณภาพของรายได้” เพื่อสร้างมูลค่าสินทรัพย์

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

27 July 2026



ตัวเลขที่ได้รับความสนใจมากที่สุดมักหนีไม่พ้น Occupancy, ADR และ RevPAR เพราะเป็นตัวชี้วัดที่ช่วยให้ผู้บริหารเห็นได้อย่างรวดเร็วว่าโรงแรมขายห้องได้มากน้อยเพียงใด ขายในราคาเฉลี่ยเท่าไร และสามารถสร้างรายได้จาก Inventory ที่มีอยู่ได้ดีแค่ไหน


เมื่อ Occupancy สูงขึ้น เรามักตีความว่าธุรกิจดีขึ้น เมื่อ ADR เพิ่มขึ้น เรามองว่าทีม Commercial ทำงานได้ดี และเมื่อ RevPAR เติบโต เราก็ยิ่งมั่นใจว่าโรงแรมกำลังเดินมาถูกทาง


แต่คำถามคือ หากโรงแรมเต็มเกือบทุกคืนด้วยลูกค้าที่จ่ายราคาต่ำ ขณะที่ต้องปฏิเสธลูกค้าที่พร้อมจ่ายราคาสูงกว่า โรงแรมนั้นกำลังสร้างผลการดำเนินงานที่ดีจริงหรือไม่


บทความ “The RevPAR math most hotels get wrong” โดย Pierre Marechal (https://www.jll.com/en-sea/insights/the-revpar-math) ซึ่งเผยแพร่โดย JLL เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2026 ตั้งคำถามกับวิธีคิดแบบเดิมของอุตสาหกรรมโรงแรม โดยเสนอว่าโรงแรมที่สร้างผลการดำเนินงานได้ดีที่สุดไม่ได้เติบโตจากการขึ้นราคาห้องเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการบริหาร Business Mix การจัดสรร Inventory การทบทวน Contracted Demand และการเพิ่มประสิทธิภาพของ Revenue Streams ทั้งสินทรัพย์อย่างเป็นระบบ


แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพราะเมื่อค่าแรงสูงขึ้น Margin ถูกกดดัน และความคาดหวังของนักลงทุนเพิ่มขึ้น เป้าหมายของ Commercial Strategy จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่คำถามว่า


เราจะขายห้องให้เต็มขึ้นได้อย่างไร


แต่ควรถามว่า


Inventory ที่มีอยู่กำลังสร้างมูลค่าที่ดีที่สุดให้กับสินทรัพย์แล้วหรือยัง


1. Occupancy สูง ไม่ได้หมายถึง Asset Performance ที่ดีที่สุด


โรงแรมเป็นธุรกิจที่มี Inventory แตกต่างจากสินค้าทั่วไป ห้องพักที่ไม่ได้ขายในคืนนี้ไม่สามารถเก็บไว้ขายในคืนถัดไปได้ ผู้บริหารจึงมีแรงกดดันโดยธรรมชาติที่จะพยายามเติมห้องให้เต็ม และ Occupancy ก็กลายเป็นตัวเลขที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจอย่างมาก


ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อการเพิ่ม Occupancy กลายเป็นเป้าหมายในตัวเอง


โรงแรมอาจรับ Wholesale Business ในราคาต่ำ ต่อ Crew Contract ที่ Yield ต่ำ รักษา Corporate Account ที่เจรจากันมาตั้งแต่หลายปีก่อน หรือรับ Group Business เพื่อสร้าง Base Occupancy แม้ว่าธุรกิจเหล่านั้นจะช่วยให้โรงแรมมีลูกค้าสม่ำเสมอ แต่ในช่วงที่ Demand แข็งแรง ห้องที่ถูกขายไปในราคาต่ำอาจกำลังแย่ง Inventory จากลูกค้าที่พร้อมจ่ายราคาสูงกว่า


JLL จึงเสนอให้เปลี่ยนคำถามจาก


“Segment นี้สร้าง Occupancy ได้เท่าไร”


ไปเป็น


“Segment นี้สร้าง Value ให้กับ Asset มากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับ Inventory ที่ใช้ไป”


เพราะในบางสถานการณ์ การลด Low-rated Business แม้จะทำให้ Occupancy ลดลง สามารถช่วยให้ทั้ง RevPAR และ GOP ดีขึ้นได้


นี่คือความแตกต่างระหว่างการบริหารเพื่อให้ โรงแรมเต็ม กับการบริหารเพื่อให้ สินทรัพย์สร้างผลตอบแทน


สองเรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกันเสมอไป


2. Revenue Quality สำคัญกว่า Room Night Volume


หากดูเพียงจำนวน Room Nights ลูกค้าสองกลุ่มอาจมีคุณค่าใกล้เคียงกัน แต่เมื่อมองลึกลงไป ความแตกต่างอาจมากกว่าที่ตัวเลข Occupancy แสดงให้เห็น


ลูกค้ากลุ่มหนึ่งอาจจองล่วงหน้านาน มี Cancellation ต่ำ เข้ามาพักในช่วงที่ Demand อ่อน และสร้างรายได้เพิ่มเติมจากอาหารหรือบริการอื่น ลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งอาจสร้าง Room Nights มากกว่า แต่ได้ Rate ต่ำ เข้ามาพักในช่วง Peak Demand และแทนที่ลูกค้าอีกกลุ่มที่พร้อมจ่ายสูงกว่า


จำนวนห้องที่ขายจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการ


บทความ JLL เสนอให้โรงแรมวิเคราะห์ Demand ผ่านหลายมิติ ทั้ง Contribution Margin, Displacement Cost, Seasonality, Booking Behaviour, Cancellation Patterns, Ancillary Spend และ Overall Profitability Contribution ไม่ควรตัดสินคุณค่าของลูกค้าจาก ADR หรือ Occupancy เพียงอย่างเดียว


มุมมองนี้สำคัญมาก เพราะ Revenue ที่มีจำนวนเท่ากันอาจมีคุณภาพไม่เท่ากัน


  • Revenue บางประเภทมีต้นทุนการได้มาสูง

  • บางประเภทใช้ทรัพยากรบริการมาก

  • บางประเภทมี Commission สูง

  • บางประเภทช่วยเติม Demand ในวันที่ต้องการ

  • และบางประเภทเข้ามาในวันที่โรงแรมสามารถขายห้องนั้นได้ง่ายอยู่แล้ว


ดังนั้นเป้าหมายของผู้บริหารไม่ควรเป็นการสร้าง Revenue Quantity เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจ Revenue Quality


เมื่อมองเช่นนี้ ฝ่ายขายไม่ได้มีหน้าที่เพียงหา Business เพิ่ม แต่ต้องช่วยหา Business ที่เหมาะกับ Economics ของ Asset


3. Business Mix ต้องถูกบริหารตามเวลา ไม่ใช่กำหนดครั้งเดียวแล้วใช้ทั้งปี


ไม่มี Customer Segment ใดดีหรือไม่ดีโดยตัวมันเอง


Wholesale Business ที่ Rate ต่ำอาจมีประโยชน์มากในช่วง Low Season เพราะช่วยสร้าง Base Demand และทำให้โรงแรมสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้ดีขึ้น Corporate Business อาจมีความสำคัญในวันทำงาน ขณะที่ Leisure Demand อาจแข็งแรงในวันหยุด Group Business สามารถช่วยเติมช่วงเวลาที่ Demand ยังไม่แน่นอน


ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมี Segment เหล่านี้


ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อโรงแรมยังเปิด Inventory ให้กับ Business ราคาต่ำในช่วงที่ตลาดไม่ต้องการ Business ประเภทนั้นแล้ว


ในคืนที่ Demand ต่ำ โรงแรมอาจต้องการ Occupancy


แต่ในคืนที่เกิด Major Event, Convention หรือมี Demand Compression สูง สิ่งที่ต้องการอาจไม่ใช่ Room Night เพิ่มอีกหนึ่งคืน แต่เป็นความสามารถในการปกป้อง Inventory เพื่อขายให้กับ Demand ที่มี Yield สูงกว่า


Business Mix จึงไม่ใช่สูตรคงที่


มันต้องเปลี่ยนตาม Seasonality, Booking Pace, Market Demand และ Pricing Environment


โรงแรมที่มีวินัยทาง Commercial จึงไม่ได้ถามเพียงว่า


“เรามี Business จาก Segment ไหนบ้าง”


แต่ถามต่อว่า


“เราต้องการ Business ประเภทใด ในวันไหน และในราคาเท่าไร”


แนวคิดเรื่อง Business Mix Optimisation จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ JLL มองว่ายังถูกนำมาใช้ต่ำกว่าศักยภาพ ทั้งที่สามารถสร้าง RevPAR Growth โดยไม่ต้องพึ่งการขึ้น Retail Rate เพียงอย่างเดียว


4. Contract ที่เคยมีคุณค่า อาจกลายเป็น Revenue Leakage


โรงแรมจำนวนมากมี Corporate Account, Wholesale Agreement หรือ Contracted Business ที่ทำงานร่วมกันมาหลายปี


เมื่อถึงเวลาต่อสัญญา วิธีคิดที่เกิดขึ้นได้ง่ายคือการนำราคาปัจจุบันมาเป็นฐาน แล้วเจรจาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย

  • ราคาปีนี้ 100

  • ปีหน้าเพิ่ม 5%

  • กลายเป็น 105


ในเชิง Negotiation ดูเหมือนโรงแรมสามารถเพิ่ม Rate ได้


แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ


100 ยังเป็นราคาที่เหมาะสมหรือไม่ตั้งแต่แรก


JLL ชี้ว่าหลายโรงแรมยังมีข้อตกลงเก่าที่เกิดขึ้นภายใต้สภาพตลาดซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก โดยเฉพาะ Contract ที่ทำขึ้นในช่วง Market Disruption ซึ่งโรงแรมยอมรับ Low-rated Business เพื่อสร้าง Occupancy แต่เมื่อ Demand ฟื้นกลับมา ข้อตกลงเหล่านั้นกลับไม่ได้รับการปรับโครงสร้างใหม่


Contract Review ที่ดีจึงไม่ควรดูเพียง Rate Increase


แต่ต้องประเมิน Actual Production เทียบกับ Allocation, Realised ADR เทียบกับ Transient Opportunity, Profitability Contribution, Booking Window, Cancellation Trend, Length of Stay และผลกระทบจาก Displacement ในช่วง Peak Demand


หลังจากวิเคราะห์แล้ว ข้อสรุปอาจไม่ได้เป็นเพียง “ต่อสัญญาในราคาใหม่”


บางครั้งคำตอบที่ดีที่สุดอาจเป็น

  • ลด Allocation

  • เปลี่ยนเงื่อนไข

  • เจรจาใหม่อย่างจริงจัง

  • หรือออกจาก Account นั้นทั้งหมด


ความสัมพันธ์ระยะยาวมีคุณค่า


แต่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดีต้องสร้างคุณค่าให้ทั้งสองฝ่าย ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้โครงสร้างราคาที่หมดอายุทางเศรษฐกิจอยู่ต่อไปอย่างไม่มีกำหนด


5. เวลาของ Sales Team ก็เป็นทรัพยากรที่ต้องสร้างผลตอบแทน


การบริหาร Revenue ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดสรรห้องเท่านั้น


ยังเกี่ยวข้องกับการจัดสรรเวลาของทีม Commercial


ฝ่ายขายอาจใช้เวลาจำนวนมากดูแล Account เดิม ประชุม ต่อสัญญา จัดทำ Proposal ตอบ Request และรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า แต่หาก Account เหล่านั้นสร้าง Yield ต่ำ ขณะที่ทีมไม่มีเวลาพัฒนา Demand Generator ใหม่ที่เหมาะสมกับ Positioning ของโรงแรมมากกว่า ปัญหาก็ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของทีมขาย แต่อยู่ที่การจัดสรรทรัพยากร


JLL มองเรื่องนี้จากมุมของเจ้าของสินทรัพย์ว่าเป็น Capital Allocation


โรงแรมมีทรัพยากรจำกัดสองประเภท

  • หนึ่งคือ Inventory

  • อีกหนึ่งคือ Commercial Resources


ทั้งสองควรถูกนำไปใช้กับโอกาสที่สามารถสร้าง Return สูงที่สุด โรงแรมที่ Outperform ตลาดจึงมักเป็นโรงแรมที่กล้าตั้งคำถามกับโครงสร้าง Commercial เดิม แทนที่จะต่ออายุ Agreement เดิมทุกปีเพียงเพราะเคยทำเช่นนั้นมาเสมอ


หลักคิดนี้ใช้ได้กับธุรกิจเกือบทุกประเภท


งานที่เคยมีคุณค่าเมื่อห้าปีก่อน ไม่ได้หมายความว่าจะยังเป็นการใช้ทรัพยากรที่ดีที่สุดในวันนี้


การรักษาลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ


แต่การรู้ว่าลูกค้ารายใดควรได้รับทรัพยากรมากที่สุด ก็สำคัญไม่แพ้กัน


6. Inventory Control คือเครื่องมือของ Asset Management


โดยทั่วไป Inventory Control มักถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของ Revenue Manager

  • เปิดราคา

  • ปิดราคา

  • กำหนด Minimum Stay

  • จัด Allocation

  • ควบคุม Channel


แต่เมื่อมองจาก Asset Management ทุกการตัดสินใจเกี่ยวกับ Inventory คือการตัดสินใจเกี่ยวกับผลตอบแทนจากสินทรัพย์


บทความ JLL ยกตัวอย่างเรื่อง Non-Last-Room-Availability หรือ NLRA ใน Corporate Agreement


Contract แบบ Last-Room-Availability อาจกำหนดให้ลูกค้า Corporate สามารถเข้าถึงห้องใน Contracted Rate ได้ตราบใดที่โรงแรมยังมี Inventory เหลือ แม้ในคืนที่ Demand สูงมากก็ตาม ซึ่งจำกัดความสามารถของโรงแรมในการ Yield ห้องพักช่วง Peak


NLRA เปิดทางให้โรงแรมสามารถปิด Discounted Inventory ในช่วงที่ Demand แข็งแรง และเก็บห้องไว้ให้ Higher-rated Transient Demand ได้มากขึ้น


แม้ Inventory เพียงสัดส่วนเล็ก ๆ หากถูกผูกอยู่กับ Low-rated Contract ในคืนสำคัญอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถกด ADR และ RevPAR ของโรงแรมได้อย่างมีนัยสำคัญ


ประเด็นนี้สะท้อนหลักคิดที่สำคัญว่า


ทุกครั้งที่โรงแรมขายห้อง ไม่ได้มีเพียง Revenue ที่เกิดขึ้น แต่ยังมี Opportunity Cost ของสิ่งที่โรงแรมไม่สามารถขายได้อีกแล้ว


ดังนั้นบางครั้ง การตอบ “No” กับ Booking หนึ่งรายการอาจช่วยสร้าง Revenue มากกว่าการตอบ “Yes”


Commercial Discipline จึงไม่ได้หมายถึงการขายเก่งเพียงอย่างเดียว


แต่หมายถึงการรู้ว่า เมื่อใดควรขาย และเมื่อใดควรรักษา Inventory ไว้


7. RevPAR ยังสำคัญ แต่ไม่สามารถอธิบายทั้ง Asset ได้อีกต่อไป


RevPAR ยังคงเป็นหนึ่งใน Benchmark สำคัญที่สุดของธุรกิจโรงแรม


เพราะมันรวมสององค์ประกอบหลักเข้าด้วยกัน คือ Rate และ Occupancy

โดยพื้นฐาน


RevPAR = ADR × Occupancy


แต่แม้ RevPAR จะบอกเราได้มากกว่าการมอง Occupancy หรือ ADR แยกกัน มันยังคงวัดเฉพาะ Rooms Revenue


โรงแรมหนึ่งแห่งไม่ได้มีเพียงห้องพัก


โดยเฉพาะ Luxury Hotel, Resort และ Lifestyle Hotel รายได้จาก Food & Beverage, Spa & Wellness, Meetings & Events, Destination Experiences, Membership และ Guest Services อื่น ๆ สามารถกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของทั้ง Profitability และ Asset Valuation


JLL จึงเห็นว่าอุตสาหกรรมกำลังขยับไปสู่ Total Revenue Management มากขึ้น โดยมองการเพิ่มประสิทธิภาพของ Revenue Streams ทั้งสินทรัพย์ แทนที่จะมุ่งเพิ่ม Rooms Revenue เพียงส่วนเดียว


  • Resort อาจสร้างมูลค่าเพิ่มจาก Wellness Program และ Experience

  • Lifestyle Hotel อาจสร้าง Destination Dining ที่ดึงลูกค้าซึ่งไม่ได้เข้าพักในโรงแรม

  • Urban Hotel อาจพัฒนา Meetings, Premium Events หรือ Co-working ให้เป็น Revenue Engine เพิ่มเติม


คำถามจึงเปลี่ยนจาก


“ห้องพักทำรายได้เท่าไร”


ไปเป็น


“สินทรัพย์ทั้งหมดสามารถสร้างรายได้จากลูกค้าและพื้นที่ที่มีอยู่ได้มากเพียงใด”


8. จาก Room Revenue สู่ Total Guest Value


เมื่อโรงแรมเริ่มคิดแบบ Total Revenue Management วิธีมองลูกค้าก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย


สมมติลูกค้า A จ่ายค่าห้องสูงกว่าลูกค้า B


หากดูจาก ADR ลูกค้า A ดูมีคุณค่ามากกว่า


แต่ลูกค้า B อาจรับประทานอาหารในโรงแรม ใช้ Spa เข้าร่วม Experience จองห้องประชุม หรือกลับมาใช้บริการซ้ำในอนาคต


เมื่อรวม Revenue และ Margin ทั้งหมดแล้ว ลูกค้า B อาจสร้างคุณค่าให้ Asset มากกว่า

นี่คือเหตุผลที่ Data ของโรงแรมต้องค่อย ๆ ขยับจาก Room-centric ไปสู่ Customer-centric


โรงแรมต้องสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง

  • Room Revenue

  • Food & Beverage

  • Wellness

  • Events

  • Experiences

  • Loyalty

  • Booking Behaviour

  • Ancillary Spend


เมื่อข้อมูลเหล่านี้เชื่อมกัน การตัดสินใจเรื่อง Pricing, Promotion, Segmentation และ Customer Acquisition จะเปลี่ยนไป


ลูกค้าที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่คนที่จ่าย Room Rate สูงที่สุด


แต่อาจเป็นคนที่สร้าง Total Lifetime Value สูงที่สุดให้กับ Asset


การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ Commercial Strategy ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “การขายห้อง”


แต่กลายเป็นการออกแบบว่าโรงแรมจะสร้าง Economic Value จาก Customer Ecosystem อย่างไร


9. Commercial Strategy และ Asset Management กำลังกลายเป็นเรื่องเดียวกันมากขึ้น


ในโครงสร้างองค์กรแบบเดิม หน้าที่อาจถูกแบ่งออกอย่างชัดเจน

  • Revenue Manager ดู Rate และ Inventory

  • Sales ดู Corporate และ Group

  • Marketing สร้าง Demand

  • Operations ดู Guest Experience

  • Finance ดูรายได้และกำไร

  • Asset Manager ดูผลตอบแทนของเจ้าของ


แต่ในความเป็นจริง การตัดสินใจของแต่ละฝ่ายมีผลกระทบต่อกันตลอดเวลา

  • Sales สามารถเพิ่ม Occupancy ได้ แต่หาก Business ที่นำเข้ามา Displace ลูกค้าราคาสูงกว่า Asset อาจเสีย Value

  • Revenue Management สามารถเพิ่ม ADR ได้ แต่หาก Strategy ทำให้ Demand จากลูกค้าที่มี Ancillary Spend สูงหายไป ผลลัพธ์รวมอาจไม่ได้ดีขึ้น

  • Marketing สามารถสร้าง Traffic ให้ Restaurant ได้มาก แต่หาก Promotion มี Margin ต่ำ Total Profit อาจไม่ได้เพิ่มตามจำนวนลูกค้า

  • Operations สามารถสร้าง Guest Experience ที่ยอดเยี่ยม แต่หากต้นทุนในการส่งมอบบริการเติบโตเร็วกว่ารายได้ Return ของ Asset ก็อาจลดลง


นี่คือเหตุผลที่ JLL มองว่า Commercial Strategy ไม่สามารถทำงานแยกจาก Asset Management ได้อีกต่อไป เจ้าของและนักลงทุนกำลังมองไกลกว่าตัวเลข Occupancy และให้ความสำคัญกับ Quality, Profitability และ Sustainability ของ Revenue Streams มากขึ้น


Commercial Success จึงไม่ควรวัดจาก KPI ของแผนกใดแผนกหนึ่ง

แต่ควรวัดจาก


Total Asset Profitability และ Long-term Value Creation


10. เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ Higher Rate แต่คือ Higher Asset Value


สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากบทความนี้คือ การเปลี่ยนคำถามของผู้บริหาร


คำถามเดิมคือ


ปีหน้าเราจะขึ้น Rate ได้อีกกี่เปอร์เซ็นต์


คำถามใหม่คือ


เรากำลังดึง Value สูงสุดออกจาก Inventory, Customer Base และ Revenue Ecosystem ที่มีอยู่แล้วหรือยัง


สองคำถามนี้ดูใกล้เคียงกัน แต่สร้างวิธีบริหารที่แตกต่างกันมาก

  • คำถามแรกมอง Pricing

  • คำถามที่สองมอง Asset

  • คำถามแรกอาจนำไปสู่การขึ้นราคา

  • คำถามที่สองอาจนำไปสู่การเปลี่ยน Business Mix ปรับ Contract ลด Allocation ปกป้อง Inventory เปลี่ยน Sales Priorities เพิ่ม Ancillary Revenue หรือออกแบบ Revenue Stream ใหม่


โรงแรมที่ดีที่สุดในอนาคตจึงอาจไม่ได้เป็นโรงแรมที่มี Occupancy สูงที่สุด หรือแม้แต่โรงแรมที่มี ADR สูงที่สุด

  • แต่คือโรงแรมที่รู้ว่า Inventory ทุกหน่วยควรถูกนำไปสร้าง Value อย่างไร

  • รู้ว่าลูกค้ากลุ่มใดควรได้รับ Inventory ในแต่ละช่วงเวลา

  • รู้ว่าสัญญาใดยังสร้างคุณค่า

  • รู้ว่าทรัพยากรของ Sales Team ควรทุ่มไปที่ไหน

  • และมอง Revenue ทั้งโรงแรมเป็นระบบเดียวกัน


นี่คือจุดที่ Revenue Management เปลี่ยนจากศาสตร์ของการกำหนดราคา

ไปเป็นศาสตร์ของ Asset Value Creation


บทสรุป


บทความ The RevPAR math most hotels get wrong ช่วยให้เรามอง RevPAR จากมุมที่กว้างกว่าการคำนวณรายได้ต่อห้องที่มีอยู่ เพราะปัญหาของโรงแรมจำนวนมากไม่ได้อยู่ที่ไม่สามารถขายห้องได้ แต่เกิดจากการจัดสรร Inventory ให้กับ Demand ที่อาจไม่ได้สร้าง Value สูงที่สุด


Business Mix จึงต้องถูกบริหารอย่างต่อเนื่อง Contract เก่าต้องได้รับการทบทวน Inventory ต้องถูกปกป้องในช่วงเวลาที่เหมาะสม Commercial Resources ต้องถูกนำไปใช้กับโอกาสที่ให้ผลตอบแทนสูง และ Revenue Management ต้องขยายจาก Rooms Revenue ไปสู่ Total Revenue ของ Asset


สิ่งสำคัญคือแนวคิดนี้ไม่ได้บอกว่า Occupancy, ADR หรือ RevPAR ไม่มีความหมาย

  • ตัวเลขเหล่านี้ยังจำเป็น

  • แต่ตัวเลขทุกตัวให้เพียงมุมหนึ่งของความจริง

  • Occupancy บอกว่าเราใช้ Inventory ไปมากเพียงใด

  • ADR บอกว่าเราได้ราคาเฉลี่ยเท่าไร

  • RevPAR บอกว่า Inventory ห้องพักสร้าง Revenue ได้ดีแค่ไหน


แต่ผู้บริหารยังต้องถามต่อว่า

  • Revenue นั้นมาจาก Business ประเภทใด

  • มี Margin เท่าไร

  • เราเสีย Opportunity อะไรเพื่อให้ได้ Revenue นั้นมา

  • ลูกค้าเหล่านั้นสร้าง Revenue อื่นให้ Asset หรือไม่

  • และผลลัพธ์ทั้งหมดกำลังเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์ในระยะยาวหรือไม่


เพราะท้ายที่สุด เจ้าของโรงแรมไม่ได้ลงทุนในสินทรัพย์เพื่อสร้าง Occupancy


และไม่ได้ลงทุนเพื่อทำให้ Dashboard มีตัวเลข RevPAR ที่สวยที่สุด


เป้าหมายที่แท้จริงคือการทำให้เงินทุน พื้นที่ Inventory ทีมงาน Brand และ Customer Base ที่มีอยู่ สามารถสร้างผลตอบแทนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน


ดังนั้นคำถามที่ผู้บริหารโรงแรมควรถามอาจไม่ใช่เพียง


“How full are we?”

หรือ

“How high can we push the rate?”


แต่คือ

“Are we extracting the highest possible value from the asset we already own?”


เมื่อคำถามเปลี่ยน วิธีบริหารก็เปลี่ยน


และตรงนั้นเอง Commercial Strategy จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้าง Revenue


แต่กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สุดของ Asset Management และ Long-term Value Creation

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page