Functional Obsolescence ของอาคารสำนักงาน
- Chakrapan Pawangkarat
- Jan 17
- 1 min read
Updated: Jan 18
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
17 January 2026

บทสรุปผู้บริหาร
อาคารสำนักงานจำนวนมากในปัจจุบันกำลังเผชิญแรงกดดันด้านความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญไม่ได้อยู่ที่อายุอาคารหรือสภาพโครงสร้าง หากแต่อยู่ที่ความสามารถของอาคารในการตอบโจทย์การใช้งาน เศรษฐศาสตร์ และความคาดหวังของโลกการทำงานยุคใหม่
ภาวะนี้เรียกว่า Functional Obsolescence ซึ่งกำลังพัฒนาเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ส่งผลโดยตรงต่อศักยภาพการปล่อยเช่า การรักษาผู้เช่า แผนการลงทุน มูลค่าสินทรัพย์ เงื่อนไขทางการเงิน และสภาพคล่องในระยะยาว
White Paper ฉบับนี้นำเสนอกรอบคิดเชิงกลยุทธ์ในการทำความเข้าใจ Functional Obsolescence ในฐานะความไม่สอดคล้องระหว่างอาคารกับบริบทใหม่ของการทำงาน เทคโนโลยี พลังงาน และ ESG พร้อมแนวทางประเมิน ตัดสินใจ และออกแบบอาคารสำนักงานให้สามารถดำรงคุณค่าได้ในอนาคต
1. Functional Obsolescence ในบริบทอาคารสำนักงานยุคใหม่
Functional Obsolescence หมายถึงภาวะที่อาคารยังสามารถใช้งานได้ตามกายภาพ แต่สมรรถนะโดยรวมไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน อาคารลักษณะนี้มักเผชิญต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ความพึงพอใจของผู้ใช้ที่ลดลง และความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ความล้าสมัยเชิงหน้าที่เกิดจากการออกแบบและระบบอาคารที่สะท้อนโลกในช่วงเวลาหนึ่ง ขณะที่โลกของการทำงานได้เปลี่ยนกรอบความคาดหวังไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ช่องว่างระหว่าง “อาคารที่มีอยู่” กับ “อาคารที่ตลาดเลือกใช้” ขยายตัวชัดเจนขึ้น
2. ปัจจัยเร่งที่ทำให้ Functional Obsolescence เกิดเร็วขึ้น
การเปลี่ยนแปลงของตลาดสำนักงานในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเกิดขึ้นพร้อมกันหลายมิติรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid ทำให้การใช้อาคารผันผวนมากขึ้น สุขภาวะและคุณภาพอากาศกลายเป็นองค์ประกอบของประสบการณ์ทำงาน ต้นทุนพลังงานและเป้าหมายการลดคาร์บอนมีผลต่อการตัดสินใจลงทุน ESG และข้อมูลสมรรถนะอาคารกลายเป็นภาษากลางของนักลงทุนและผู้เช่าองค์กร
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้อาคารสำนักงานต้อง “ทำงานได้มากกว่าเดิม” ในขณะที่โครงสร้างเดิมของอาคารจำนวนมากถูกออกแบบภายใต้สมมติฐานที่แตกต่างออกไป
3. 5 มิติของ Functional Obsolescence ในอาคารสำนักงาน
3.1 มิติด้านพื้นที่ (Spatial Fitness)
อาคารสำนักงานยุคก่อนมักออกแบบพื้นที่เพื่อรองรับการทำงานประจำที่และความหนาแน่นคงที่ ในขณะที่อาคารยุคใหม่ต้องรองรับกิจกรรมที่หลากหลาย การทำงานร่วมกัน และการปรับเปลี่ยนการใช้งานอย่างต่อเนื่อง
ข้อจำกัดด้านความลึกของ Floor Plate ความสูงระหว่างชั้น และตำแหน่ง Core มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการปรับตัวของพื้นที่ เมื่อการปรับเปลี่ยนต้องแลกด้วยต้นทุนสูง มูลค่าการใช้งานจะลดลงตามลำดับ
3.2 มิติด้านงานระบบอาคารและสภาพแวดล้อมภายใน
ระบบ MEP เป็นหัวใจของสมรรถนะอาคารสำนักงาน การออกแบบที่เน้นการใช้งานเต็มพื้นที่และตารางเวลาคงที่มักเผชิญความท้าทายในยุคที่การใช้งานจริงมีความแปรผันสูง
ความสามารถในการควบคุมรายโซน การทำงานที่มีประสิทธิภาพในภาวะ Partial Occupancy และการรักษาคุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ กลายเป็นปัจจัยกำหนดทั้งต้นทุนและประสบการณ์ผู้ใช้อาคาร
3.3 มิติด้านพลังงานและคาร์บอน
พลังงานได้พัฒนาเป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ของสินทรัพย์ อาคารที่มีสมรรถนะพลังงานต่ำหรือขาดเส้นทางการปรับปรุงที่ชัดเจน จะเผชิญแรงกดดันจากกฎระเบียบ นักลงทุน และผู้เช่าองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ Net Zero และ ESG
ความสามารถในการปรับตัวด้านพลังงานจึงมีผลต่อความน่าเชื่อถือและอายุทางเศรษฐกิจของอาคารในระยะยาว
3.4 มิติด้านดิจิทัลและการบริหารจัดการ
อาคารสำนักงานสมัยใหม่ถูกคาดหวังให้บริหารจัดการบนฐานข้อมูล การมีมิเตอร์ เซนเซอร์ และระบบที่เชื่อมโยงกันได้ ช่วยให้การตัดสินใจเป็นเชิงรุกและแม่นยำมากขึ้น
อาคารที่ขาดความพร้อมด้านข้อมูลมักพึ่งพาการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ส่งผลให้ต้นทุนสะสมและความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ
3.5 มิติด้านประสบการณ์และคุณค่าที่รับรู้
การแข่งขันของอาคารสำนักงานขยายจากพื้นที่เช่าสู่ประสบการณ์โดยรวม พื้นที่ส่วนกลาง สิ่งอำนวยความสะดวก Wellness และคุณภาพการให้บริการ กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการตัดสินใจเลือกอาคาร
อาคารที่สามารถสร้างเหตุผลให้ผู้คนอยากมาใช้งาน จะรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ดีกว่าในระยะยาว
4. Functional Obsolescence ในมุมมองความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์
Functional Obsolescence ส่งผลต่อรายได้ ค่าใช้จ่าย และมูลค่าสินทรัพย์พร้อมกัน ช่องว่างระหว่างอาคารที่เพียง “ใช้งานได้” กับอาคารที่ “ตอบโจทย์ตลาด” กำลังสะท้อนออกมาในค่าเช่าสุทธิ ระยะเวลาว่าง และต้นทุนการลงทุนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
การมองข้ามความล้าสมัยเชิงหน้าที่จึงเท่ากับการปล่อยให้มูลค่าทรัพย์สินรั่วไหลโดยไม่รู้ตัว
5. แนวทางเชิงกลยุทธ์ในการรับมือ
แนวทางการรับมือขึ้นอยู่กับบริบทและศักยภาพของแต่ละอาคาร บางอาคารสามารถเพิ่มมูลค่าผ่านการปรับปรุงการบริหารและการควบคุม บางอาคารต้องการการลงทุนเฉพาะจุดที่ปลดล็อกศักยภาพ บางอาคารเหมาะกับการรีโพสิชันเชิงลึก หรือการเปลี่ยนบทบาทในตลาด
หัวใจสำคัญคือการตัดสินใจบนฐานข้อมูลและภาพอนาคตของสินทรัพย์
6. การออกแบบอาคารสำนักงานให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง
อาคารที่รักษาคุณค่าได้ยาวนานมักถูกออกแบบและบริหารโดยคำนึงถึงความสามารถในการปรับตัว ระบบที่ยืดหยุ่น โครงสร้างที่รองรับการอัปเกรด และการวางแผนการลงทุนแบบเป็นลำดับขั้น ช่วยลดความเสี่ยงของ Functional Obsolescence ในระยะยาว
บทสรุป
Functional Obsolescence เป็นสัญญาณที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของโลกการทำงาน อาคารที่สามารถอ่านสัญญาณนี้ได้เร็ว และตอบสนองอย่างเป็นระบบ จะยังคงรักษาบทบาทและมูลค่าในตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ในอนาคต ความสำเร็จของอาคารสำนักงานจะถูกกำหนดโดยสมรรถนะเชิงหน้าที่ ความยืดหยุ่น และความสามารถในการพัฒนาไปพร้อมกับโลก มากกว่ารูปลักษณ์หรืออายุอาคาร


