top of page
Jack Journal
Home
Property Management Strategy
About
Blog
Video
File Share
All Videos
Play Video
Play Video
06:15
วิศวกรปรับอากาศดีเด่น ประจำปี 2562 - จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
วิศวกรปรับอากาศดีเด่น ประจำปี 2562 สมาคมวิศวกรรมปรับอากาศแห่งประเทศ
Play Video
Play Video
01:30
ทำห้องความดันบวก แก้ PM2.5 ในบ้าน
Play Video
Play Video
02:46
ตอนลิฟต์ค้าง ควรนั่งหรือยืน ในท่าไหน
ติดลิฟต์…อย่าตื่นตระหนก ท่าทางเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ปลอดภัยขึ้น 1 หลายคนเคยคิดว่า “ถ้าลิฟต์ค้างต้องยืนหรือควรนั่ง?” คำตอบจริง ๆ อยู่ที่คำว่า “มั่นคง” มากกว่าท่าทาง เพราะในช่วงที่ทีมช่างกำลังช่วยเหลือ ลิฟต์อาจมีการขยับเล็กน้อยหรือกระตุกเป็นจังหวะ การยืนแบบเกร็ง ๆ หรือพิงประตูอาจทำให้เสียสมดุลได้ง่าย การเลือกยืนในตำแหน่งที่ทรงตัวดี หรือหากมีพื้นที่เพียงพอก็นั่งลงอย่างมั่นคง จะช่วยลดความเสี่ยงจากการล้มได้อย่างมาก 2 สิ่งแรกที่ควรทำทันทีหลังรู้ว่าลิฟต์หยุดทำงาน คือ “กดปุ่มขอความช่วยเหลือ” ระบบจะเชื่อมต่อไปยังเจ้าหน้าที่หรือศูนย์ควบคุม เพื่อให้ทีมงานทราบตำแหน่งของลิฟต์และเริ่มกระบวนการช่วยเหลือ จากนั้นทีมจะค่อย ๆ ปรับระดับลิฟต์ให้ตรงกับชั้นที่ปลอดภัย และใช้กุญแจเฉพาะเปิดจากด้านนอก ทุกขั้นตอนถูกออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยของคนด้านในเป็นหลัก 3 อีกเรื่องที่สำคัญมาก คือการ “อยู่เฉยอย่างมีสติ” หลายเหตุการณ์ที่เกิดอันตราย ไม่ได้มาจากตัวลิฟต์เอง แต่มาจากความพยายามเปิดประตูหรือปีนออกด้วยตัวเอง ประตูลิฟต์ถูกล็อกด้วยระบบเฉพาะ การงัดหรือฝืนเปิดอาจทำให้กลไกเสียหาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการพลัดตกหรือบาดเจ็บ ในมุมของคนภายนอกเองก็เช่นกัน การพยายามงัดประตูเพื่อช่วยเหลือโดยไม่มีอุปกรณ์และความรู้ที่ถูกต้อง อาจทำให้สถานการณ์อันตรายมากขึ้น ทั้งต่อคนด้านในและคนที่ช่วยเหลือ การรอทีมช่างที่มีเครื่องมือและขั้นตอนที่เหมาะสมจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด 4 ความกังวลเรื่องอากาศเป็นสิ่งที่หลายคนคิดถึงเป็นอันดับต้น ๆ แท้จริงแล้วลิฟต์ถูกออกแบบให้มีช่องระบายอากาศทั้งด้านบนและด้านล่าง พร้อมพัดลมหมุนเวียนอากาศตลอดเวลา ภายในจึงมีอากาศเพียงพอสำหรับการรอช่วยเหลือ ความรู้ตรงนี้ช่วยลดความตื่นตระหนก และทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น 5 ระยะเวลาในการช่วยเหลือโดยทั่วไปอยู่ในช่วงประมาณ 10–30 นาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทีมงานต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังที่สุด การเร่งรัดหรือกดดันไม่ได้ช่วยให้เร็วขึ้น กลับทำให้เกิดความเสี่ยงหากขั้นตอนถูกเร่งเกินไป การนิ่ง สื่อสาร และรออย่างเข้าใจ คือสิ่งที่ช่วยให้ทุกคนออกมาได้อย่างปลอดภัย #PropertyManagement #BuildingSafety #ElevatorSafety #JackJournal #BetterBuilding
Play Video
Play Video
01:55
ลดค่าไฟฟ้าอาคารแบบด่วนๆ
1 “ลดค่าไฟฟ้าอาคาร” ไม่ได้เริ่มจากระบบซับซ้อน แต่เริ่มจากการตัดสินใจง่ายๆ ในทุกวัน 2 วิธีที่เห็นผลเร็วที่สุด คือ “ปรับอุณหภูมิแอร์” เพียงเพิ่มขึ้น 1°C สามารถลดพลังงานได้ประมาณ 3–5% (บางกรณีอาจมากกว่านั้น) เพราะช่วยลดภาระของระบบทำความเย็นโดยตรง 3 แต่การประหยัดต้องไม่แลกกับ Productivity หากร้อนเกินไป คนจะทำงานได้แย่ลง และอาจเปิดพัดลมเพิ่ม กลายเป็นใช้ไฟมากกว่าเดิม 4 หัวใจคือ “ความพอดี” อุณหภูมิที่ดีต้องทำให้ทั้งระบบประหยัด และคนยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ 5 อีกจุดที่มักถูกมองข้าม คือ “พื้นที่หนาวเกินไป” ทุกองศาที่เย็นเกินจำเป็น คือค่าไฟที่สูญเสียโดยไม่มีใครได้ประโยชน์ 6 ในมุมวิศวกรรม ระบบ Chiller คือจุดใช้พลังงานหลัก ตัวชี้วัดง่ายๆ คือ “Approach Temperature” ถ้าเกิน 2°F แปลว่าประสิทธิภาพเริ่มตก และกำลังใช้ไฟเกินจำเป็น 7 การล้างเครื่อง Chiller เป็นงานพื้นฐานที่คุ้มค่า ช่วยให้เครื่องกลับมาทำงานใกล้ค่าที่ออกแบบไว้ 8 การลดค่าไฟแบบเร็ว ไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม แต่ต้อง “เห็นให้ชัด” ทั้งพฤติกรรมและระบบ 9 อาคารที่ดี ไม่ใช่อาคารที่ใช้เทคโนโลยีมากที่สุด แต่คืออาคารที่บริหารสิ่งที่มีอยู่ได้ดีที่สุด 10 “Energy efficiency is not a project — it is a discipline.” #PropertyManagement #EnergyEfficiency #GreenBuilding #BuildingOperations #FacilityManagement #ChillerPlant #HVAC #ลดค่าไฟอาคาร #บริหารอาคาร #วิศวกรรมอาคาร #Sustainability #SmartBuilding
Play Video
Play Video
01:02
ไม่ต้องจ้างผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียตามกฎหมายใหม่ โดยต่อเข้าระบบบำบัดน้ำเสียรวมของเมืองแทน
Play Video
Play Video
01:53
การแผ่รังสีความเย็น Radiant Cooling
Radiant Cooling: ความเย็นที่ไม่ต้องพึ่งลม 1 หลายคนคุ้นเคยกับเครื่องปรับอากาศแบบที่ “เป่าลมเย็น” ลงมาในห้อง แต่ในโลกของวิศวกรรมอาคาร ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกเย็นได้โดยแทบไม่ต้องใช้ลมเลย วิธีนั้นเรียกว่า Radiant Cooling หรือ “การทำความเย็นด้วยการแผ่รังสีความเย็น” ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับธรรมชาติที่เราเจออยู่ทุกวัน เพียงแต่ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับอาคารสมัยใหม่ 2 หลักการพื้นฐานของการแผ่รังสีความร้อนนั้นง่ายมาก คือ เมื่อวัตถุสองชนิดมีอุณหภูมิไม่เท่ากัน ความร้อนจะถ่ายเทจากวัตถุที่ร้อนไปสู่วัตถุที่เย็นกว่า โดยไม่จำเป็นต้องมีลมหรือของไหลมาเป็นตัวกลาง การถ่ายเทแบบนี้เรียกว่า “Radiation Heat Transfer” ซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลา แม้ในพื้นที่ที่อากาศนิ่งสนิท 3 ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือเวลานั่งกิน หมูกระทะ แม้จะไม่มีลมพัด แต่เมื่อหันหน้าเข้าเตา เราจะรู้สึกร้อนที่หน้า เพราะรังสีความร้อนจากเตากำลังแผ่มาที่ร่างกาย แต่ถ้าเอาเมนูหรือวัตถุบางอย่างมากั้น ความร้อนนั้นก็จะหายไปทันที เพราะการแผ่รังสีถูกบังไว้ นี่คือหลักการเดียวกันกับที่ใช้ในระบบ Radiant Cooling เพียงแต่เปลี่ยนจาก “เตาร้อน” เป็น “พื้นผิวที่เย็น” 4 Radiant Cooling จึงทำงานโดยการทำให้ พื้น ผนัง หรือเพดานในห้องมีอุณหภูมิต่ำกว่าร่างกายของมนุษย์ เมื่อร่างกายอยู่ในห้องนั้น ความร้อนจากร่างกายจะถ่ายเทไปยังพื้นผิวที่เย็นกว่าโดยตรงผ่านการแผ่รังสี ทำให้เรารู้สึกเย็นลงโดยไม่จำเป็นต้องมีลมพัดแรงเหมือนระบบปรับอากาศแบบเดิม 5 ในทางเทคนิค ระบบ Radiant Cooling มักใช้วิธี ส่งน้ำเย็นไหลผ่านท่อที่ฝังอยู่ในพื้น ผนัง หรือเพดาน น้ำเย็นจะทำให้พื้นผิวเหล่านั้นมีอุณหภูมิต่ำลง และพื้นผิวเหล่านี้จะทำหน้าที่เหมือน “แผงดูดความร้อน” จากร่างกายคนและสิ่งของในห้องอย่างต่อเนื่อง กระบวนการนี้ทำให้ความร้อนในห้องลดลงอย่างเงียบและนุ่มนวล 6 ข้อดีสำคัญของ Radiant Cooling คือ ประหยัดพลังงานในส่วนของพัดลม เพราะไม่จำเป็นต้องใช้แรงลมจำนวนมากในการส่งความเย็นเหมือนระบบปรับอากาศทั่วไป เมื่อปริมาณลมลดลง พลังงานไฟฟ้าที่ใช้กับพัดลมก็ลดลงตามไปด้วย และยังช่วยลดเสียงรบกวนในพื้นที่ใช้งาน ทำให้สภาพแวดล้อมภายในอาคารเงียบและสบายมากขึ้น 7 นอกจากนี้ ระบบแบบ Radiant ยังช่วยลดปัญหาเรื่อง ลมโกรก (draft) ที่ผู้ใช้อาคารมักบ่นในอาคารสำนักงาน เพราะความเย็นไม่ได้มาจากลมที่เป่าใส่ตัวโดยตรง แต่เกิดจากการถ่ายเทความร้อนระหว่างร่างกายกับพื้นผิวของอาคาร จึงให้ความรู้สึกเย็นที่ “นุ่มกว่า” และเป็นธรรมชาติกว่า 8 อย่างไรก็ตาม Radiant Cooling ก็มีข้อจำกัดสำคัญเช่นกัน นั่นคือ การแผ่รังสีความเย็นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้าง Thermal Comfort ที่สมบูรณ์ได้ เพราะร่างกายมนุษย์ยังต้องการการเคลื่อนที่ของอากาศเล็กน้อยเพื่อช่วยระบายความร้อนจากผิวหนัง หากอากาศนิ่งเกินไป แม้อุณหภูมิพื้นผิวจะต่ำ คนก็อาจยังรู้สึกอึดอัดได้ 9 ด้วยเหตุนี้ อาคารที่ใช้ Radiant Cooling จึงมักออกแบบให้มี ระบบลมเสริม (Air Movement) เช่น ระบบลมปริมาณต่ำ พัดลมเพดาน หรือระบบระบายอากาศเฉพาะ เพื่อช่วยให้เกิดความเร็วลมเล็กน้อยในพื้นที่ใช้งาน การผสมผสานระหว่าง “การแผ่รังสีความเย็น” กับ “การเคลื่อนที่ของอากาศ” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสบายของผู้ใช้อาคาร 10 ในโลกของอาคารประหยัดพลังงานและอาคารสีเขียว Radiant Cooling กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะช่วยลดพลังงานของระบบปรับอากาศได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในอาคารสำนักงาน พิพิธภัณฑ์ หรืออาคารที่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เงียบและสบายสูง การเข้าใจหลักการของระบบนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญสำหรับคนทำงานด้านวิศวกรรมอาคารและการบริหารอาคารในยุคใหม่ #JackJournal #RadiantCooling #HVACEngineering #GreenBuilding #PropertyManagement
Play Video
Play Video
02:21
Thermal Comfort มี 6 ปัจจัย
Play Video
Play Video
01:55
ลดค่าไฟฟ้าอาคารแบบด่วนๆ
1 “ลดค่าไฟฟ้าอาคาร” ไม่ได้เริ่มจากระบบซับซ้อน แต่เริ่มจากการตัดสินใจง่ายๆ ในทุกวัน 2 วิธีที่เห็นผลเร็วที่สุด คือ “ปรับอุณหภูมิแอร์” เพียงเพิ่มขึ้น 1°C สามารถลดพลังงานได้ประมาณ 3–5% (บางกรณีอาจมากกว่านั้น) เพราะช่วยลดภาระของระบบทำความเย็นโดยตรง 3 แต่การประหยัดต้องไม่แลกกับ Productivity หากร้อนเกินไป คนจะทำงานได้แย่ลง และอาจเปิดพัดลมเพิ่ม กลายเป็นใช้ไฟมากกว่าเดิม 4 หัวใจคือ “ความพอดี” อุณหภูมิที่ดีต้องทำให้ทั้งระบบประหยัด และคนยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ 5 อีกจุดที่มักถูกมองข้าม คือ “พื้นที่หนาวเกินไป” ทุกองศาที่เย็นเกินจำเป็น คือค่าไฟที่สูญเสียโดยไม่มีใครได้ประโยชน์ 6 ในมุมวิศวกรรม ระบบ Chiller คือจุดใช้พลังงานหลัก ตัวชี้วัดง่ายๆ คือ “Approach Temperature” ถ้าเกิน 2°F แปลว่าประสิทธิภาพเริ่มตก และกำลังใช้ไฟเกินจำเป็น 7 การล้างเครื่อง Chiller เป็นงานพื้นฐานที่คุ้มค่า ช่วยให้เครื่องกลับมาทำงานใกล้ค่าที่ออกแบบไว้ 8 การลดค่าไฟแบบเร็ว ไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม แต่ต้อง “เห็นให้ชัด” ทั้งพฤติกรรมและระบบ 9 อาคารที่ดี ไม่ใช่อาคารที่ใช้เทคโนโลยีมากที่สุด แต่คืออาคารที่บริหารสิ่งที่มีอยู่ได้ดีที่สุด 10 “Energy efficiency is not a project — it is a discipline.” #PropertyManagement #EnergyEfficiency #GreenBuilding #BuildingOperations #FacilityManagement #ChillerPlant #HVAC #ลดค่าไฟอาคาร #บริหารอาคาร #วิศวกรรมอาคาร #Sustainability #SmartBuilding
Play Video
Play Video
16:28
ดาต้าเซ็นเตอร์ศูนย์เหรียญ: บทเรียนจากทัวร์ศูนย์เหรียญที่กำลังกลับมาทดสอบอนาคตไทย
บทความ: https://www.jack-journal.com/post/ดาต้าเซ็นเตอร์ศูนย์เหรียญ-กับ-บทเรียนจากทัวร์ศูนย์เหรียญ-เราจะออกแบบอนาคตดิจิทัลของไทยอย่างไร ดาต้าเซ็นเตอร์ศูนย์เหรียญ: บทเรียนจากทัวร์ศูนย์เหรียญที่กำลังกลับมาทดสอบอนาคตไทย 1 เมื่อหลายปีก่อน ประเทศไทยเคยภูมิใจกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมืองท่องเที่ยวเต็มไปด้วยผู้คน โรงแรมแน่น ร้านอาหารคึกคัก ตัวเลขดูสวยงามและสะท้อนความเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อมองลึกลงไป หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าเงินหมุนเวียนอยู่ตรงไหน ใครได้ประโยชน์จริง และธุรกิจท้องถิ่นได้รับส่วนแบ่งมากพอหรือไม่ บทเรียนจากทัวร์ศูนย์เหรียญทำให้เราเห็นว่าปริมาณไม่ได้เท่ากับคุณภาพ และกิจกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไม่ได้หมายความว่ามูลค่าจะอยู่ในประเทศเสมอไป 2 วันนี้คำถามลักษณะเดียวกันกำลังเกิดขึ้นกับดาต้าเซ็นเตอร์ อาคารขนาดใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณสูง ทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง และถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของเศรษฐกิจดิจิทัล ประเทศไทยถูกวางตำแหน่งให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาค มีทั้งทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และตลาดที่น่าสนใจ การลงทุนจำนวนมากกำลังจะเข้ามา ภาพรวมดูเป็นโอกาสครั้งใหญ่ แต่คำถามสำคัญคือเราจะได้อะไรกลับมาบ้างในระยะยาว 3 ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ที่ดินไทย ใช้ไฟจากกริดไทย ใช้น้ำและระบบสื่อสารของไทย หากกำไรหลักถูกส่งกลับไปยังต่างประเทศ งานออกแบบขั้นสูงมาจากบริษัทต่างชาติ และองค์ความรู้ไม่ถูกถ่ายทอดให้คนไทย สิ่งที่ประเทศได้รับอาจเป็นเพียงงานก่อสร้างและงานปฏิบัติการพื้นฐาน ภาพแบบนี้คล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต กิจกรรมเกิดในประเทศ ทรัพยากรถูกใช้ในประเทศ แต่มูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในประเทศ 4 การแข่งขันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังรุนแรง มาเลเซียพัฒนาเรื่องพลังงานสะอาดและขั้นตอนอนุมัติที่รวดเร็ว เวียดนามทำให้กฎหมายดิจิทัลชัดเจน สิงคโปร์บริหารทรัพยากรอย่างรอบคอบและคัดเลือกโครงการตามมาตรฐานที่กำหนด ประเทศไทยต้องแข่งขันในสนามเดียวกัน คำถามคือเราจะเลือกทางไหน จะเร่งดึงการลงทุนโดยลดเงื่อนไข หรือจะออกแบบกติกาให้การลงทุนสร้างคุณค่าในประเทศมากที่สุด 5 เรื่องพลังงานเป็นหัวใจสำคัญ ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟจำนวนมาก หากมีการเชื่อมต่อโครงการใหม่โดยที่กำลังผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้น ระบบไฟฟ้าของประเทศจะรับภาระเพิ่มขึ้น การวางนโยบายจึงควรเชื่อมโยงการอนุมัติกับแผนเพิ่มกำลังผลิตและพลังงานสะอาด เปิดทางให้ผู้ลงทุนจัดหาพลังงานสะอาดได้จริง และออกแบบระบบให้ช่วยเสริมเสถียรภาพของกริด เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวโดยตรง 6 ความเร็วในการอนุมัติเป็นปัจจัยสำคัญ นักลงทุนต้องการความชัดเจนและความแน่นอน กระบวนการที่โปร่งใส มีกรอบเวลาแน่นอน และไม่เปลี่ยนกติกากลางทางจะสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าการเร่งแบบไร้ทิศทาง ความเร็วที่มาพร้อมมาตรฐานชัดเจนช่วยให้ทั้งประเทศและนักลงทุนเดินไปในทิศทางเดียวกัน 7 หากประเทศไทยต้องการได้ประโยชน์จริง วิศวกรไทยควรมีบทบาทมากกว่างานติดตั้ง ควรมีส่วนร่วมในงานออกแบบ การวิเคราะห์ระบบ และการบริหารประสิทธิภาพระยะยาว สิทธิประโยชน์จากรัฐสามารถผูกกับการพัฒนาทักษะ การตั้งศูนย์ฝึกอบรม และการทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย เมื่อคนไทยมีความรู้และความสามารถเพิ่มขึ้น มูลค่าจะเริ่มหมุนเวียนในประเทศมากขึ้น 8 คำว่ายั่งยืนควรถูกกำหนดด้วยตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่น ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้น้ำ และการปล่อยคาร์บอน ตัวเลขที่วัดผลได้จะช่วยยกระดับมาตรฐานทั้งระบบ และทำให้การแข่งขันเป็นเรื่องของคุณภาพมากกว่าปริมาณ 9 บทเรียนจากทัวร์ศูนย์เหรียญไม่ได้บอกให้ปิดรับการลงทุน แต่เตือนให้คิดถึงโครงสร้างระยะยาว การดึงโครงการเข้ามาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือการออกแบบเงื่อนไขให้การลงทุนเหล่านั้นสร้างความรู้ พัฒนาคน และเสริมความแข็งแรงให้เศรษฐกิจไทย 10 ดาต้าเซ็นเตอร์จะสร้างประโยชน์มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับกติกาที่เรากำหนดวันนี้ เมื่อไฟในอาคารเหล่านั้นเปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง คำถามที่ควรถามคือ ประเทศไทยได้รับแสงสว่างจากมูลค่าทางเศรษฐกิจมากเพียงใด #DataCenter #ThailandStrategy #DigitalEconomy #EnergyPolicy #ValueCapture
Play Video
Play Video
01:02
ไม่ต้องจ้างผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียตามกฎหมายใหม่ โดยต่อเข้าระบบบำบัดน้ำเสียรวมของเมืองแทน
Play Video
Play Video
01:53
การแผ่รังสีความเย็น Radiant Cooling
Radiant Cooling: ความเย็นที่ไม่ต้องพึ่งลม 1 หลายคนคุ้นเคยกับเครื่องปรับอากาศแบบที่ “เป่าลมเย็น” ลงมาในห้อง แต่ในโลกของวิศวกรรมอาคาร ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกเย็นได้โดยแทบไม่ต้องใช้ลมเลย วิธีนั้นเรียกว่า Radiant Cooling หรือ “การทำความเย็นด้วยการแผ่รังสีความเย็น” ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับธรรมชาติที่เราเจออยู่ทุกวัน เพียงแต่ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับอาคารสมัยใหม่ 2 หลักการพื้นฐานของการแผ่รังสีความร้อนนั้นง่ายมาก คือ เมื่อวัตถุสองชนิดมีอุณหภูมิไม่เท่ากัน ความร้อนจะถ่ายเทจากวัตถุที่ร้อนไปสู่วัตถุที่เย็นกว่า โดยไม่จำเป็นต้องมีลมหรือของไหลมาเป็นตัวกลาง การถ่ายเทแบบนี้เรียกว่า “Radiation Heat Transfer” ซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลา แม้ในพื้นที่ที่อากาศนิ่งสนิท 3 ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือเวลานั่งกิน หมูกระทะ แม้จะไม่มีลมพัด แต่เมื่อหันหน้าเข้าเตา เราจะรู้สึกร้อนที่หน้า เพราะรังสีความร้อนจากเตากำลังแผ่มาที่ร่างกาย แต่ถ้าเอาเมนูหรือวัตถุบางอย่างมากั้น ความร้อนนั้นก็จะหายไปทันที เพราะการแผ่รังสีถูกบังไว้ นี่คือหลักการเดียวกันกับที่ใช้ในระบบ Radiant Cooling เพียงแต่เปลี่ยนจาก “เตาร้อน” เป็น “พื้นผิวที่เย็น” 4 Radiant Cooling จึงทำงานโดยการทำให้ พื้น ผนัง หรือเพดานในห้องมีอุณหภูมิต่ำกว่าร่างกายของมนุษย์ เมื่อร่างกายอยู่ในห้องนั้น ความร้อนจากร่างกายจะถ่ายเทไปยังพื้นผิวที่เย็นกว่าโดยตรงผ่านการแผ่รังสี ทำให้เรารู้สึกเย็นลงโดยไม่จำเป็นต้องมีลมพัดแรงเหมือนระบบปรับอากาศแบบเดิม 5 ในทางเทคนิค ระบบ Radiant Cooling มักใช้วิธี ส่งน้ำเย็นไหลผ่านท่อที่ฝังอยู่ในพื้น ผนัง หรือเพดาน น้ำเย็นจะทำให้พื้นผิวเหล่านั้นมีอุณหภูมิต่ำลง และพื้นผิวเหล่านี้จะทำหน้าที่เหมือน “แผงดูดความร้อน” จากร่างกายคนและสิ่งของในห้องอย่างต่อเนื่อง กระบวนการนี้ทำให้ความร้อนในห้องลดลงอย่างเงียบและนุ่มนวล 6 ข้อดีสำคัญของ Radiant Cooling คือ ประหยัดพลังงานในส่วนของพัดลม เพราะไม่จำเป็นต้องใช้แรงลมจำนวนมากในการส่งความเย็นเหมือนระบบปรับอากาศทั่วไป เมื่อปริมาณลมลดลง พลังงานไฟฟ้าที่ใช้กับพัดลมก็ลดลงตามไปด้วย และยังช่วยลดเสียงรบกวนในพื้นที่ใช้งาน ทำให้สภาพแวดล้อมภายในอาคารเงียบและสบายมากขึ้น 7 นอกจากนี้ ระบบแบบ Radiant ยังช่วยลดปัญหาเรื่อง ลมโกรก (draft) ที่ผู้ใช้อาคารมักบ่นในอาคารสำนักงาน เพราะความเย็นไม่ได้มาจากลมที่เป่าใส่ตัวโดยตรง แต่เกิดจากการถ่ายเทความร้อนระหว่างร่างกายกับพื้นผิวของอาคาร จึงให้ความรู้สึกเย็นที่ “นุ่มกว่า” และเป็นธรรมชาติกว่า 8 อย่างไรก็ตาม Radiant Cooling ก็มีข้อจำกัดสำคัญเช่นกัน นั่นคือ การแผ่รังสีความเย็นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้าง Thermal Comfort ที่สมบูรณ์ได้ เพราะร่างกายมนุษย์ยังต้องการการเคลื่อนที่ของอากาศเล็กน้อยเพื่อช่วยระบายความร้อนจากผิวหนัง หากอากาศนิ่งเกินไป แม้อุณหภูมิพื้นผิวจะต่ำ คนก็อาจยังรู้สึกอึดอัดได้ 9 ด้วยเหตุนี้ อาคารที่ใช้ Radiant Cooling จึงมักออกแบบให้มี ระบบลมเสริม (Air Movement) เช่น ระบบลมปริมาณต่ำ พัดลมเพดาน หรือระบบระบายอากาศเฉพาะ เพื่อช่วยให้เกิดความเร็วลมเล็กน้อยในพื้นที่ใช้งาน การผสมผสานระหว่าง “การแผ่รังสีความเย็น” กับ “การเคลื่อนที่ของอากาศ” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสบายของผู้ใช้อาคาร 10 ในโลกของอาคารประหยัดพลังงานและอาคารสีเขียว Radiant Cooling กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะช่วยลดพลังงานของระบบปรับอากาศได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในอาคารสำนักงาน พิพิธภัณฑ์ หรืออาคารที่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เงียบและสบายสูง การเข้าใจหลักการของระบบนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญสำหรับคนทำงานด้านวิศวกรรมอาคารและการบริหารอาคารในยุคใหม่ #JackJournal #RadiantCooling #HVACEngineering #GreenBuilding #PropertyManagement
Play Video
Play Video
02:21
Thermal Comfort มี 6 ปัจจัย
Play Video
Play Video
01:47
อุบัติเหตุที่เกิดบ่อยที่สุดในอาคาร
1 อุบัติเหตุที่เกิดบ่อยที่สุดในอาคาร ไม่ใช่เหตุใหญ่โตที่เป็นข่าว แต่คือ “การสะดุดหกล้ม” โดยเฉพาะบริเวณที่มีการเปลี่ยนระดับพื้นหรือขั้นบันได ความต่างระดับเพียงไม่กี่เซนติเมตร เมื่อรวมกับความรีบหรือความเผลอ อาจทำให้ใครบางคนล้มลงในเสี้ยววินาที และบางครั้งผลกระทบของการล้มครั้งเดียวก็รุนแรงกว่าที่คิดมาก 2 อาคารที่ปลอดภัยจริงควรออกแบบให้พื้นในชั้นเดียวกันต่อเนื่องมากที่สุด ลดจุดต่างระดับที่ไม่จำเป็น เพราะสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ร่างกายไม่แข็งแรง พื้นที่ที่ดูธรรมดาอาจกลายเป็นจุดเสี่ยง การคิดเผื่อคนที่เปราะบางที่สุด คือมาตรฐานความปลอดภัยที่แท้จริงของอาคาร 3 หากเลี่ยงการเปลี่ยนระดับไม่ได้ ขอบบันไดควรใช้สีตัดกันชัดเจนเพื่อให้มองเห็นง่าย พื้นผิวควรเป็นแบบกันลื่น โดยเฉพาะจุดที่อาจเปียกน้ำ และควรมีราวจับที่มั่นคงเพื่อช่วยพยุงร่างกายในจังหวะที่เสียการทรงตัว รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ลดความเสี่ยงได้มากกว่าที่คิด 4 ในฐานะผู้ใช้อาคาร การมีสติขณะเดิน ไม่ก้มเล่นมือถือ และจับราวบันไดเมื่อจำเป็น คือการดูแลตัวเองที่ง่ายที่สุด เพราะการล้มที่ดูเหมือนไม่รุนแรง อาจนำไปสู่กระดูกแตกหักและค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก ความปลอดภัยในอาคารเริ่มจากการออกแบบที่ดี และพฤติกรรมเล็ก ๆ ของเราทุกคน #PropertyManagement #BuildingSafety #FacilityManagement #SafeDesign #JackJournal
Play Video
Play Video
02:05
3 อุบัติเหตุ เกิดบ่อย ในอาคาร
3 อุบัติเหตุที่เกิดบ่อยที่สุดในอาคาร และสิ่งเล็ก ๆ ที่เรามองข้าม 1 อุบัติเหตุในอาคารไม่ได้เริ่มจากเหตุการณ์ใหญ่โตเสมอไป ส่วนมากมันเริ่มจาก “จังหวะเผลอ” หนึ่งวินาที การสะดุดและลื่นล้มคืออันดับหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในงานบริหารอาคาร และผู้ที่เจ็บตัวมักเป็นผู้ใช้งานทั่วไป ไม่ใช่ช่าง ไม่ใช่ทีมวิศวกรรม จุดเสี่ยงมักอยู่ตรงที่เราเดินผ่านทุกวัน เช่น พื้นที่เปลี่ยนระดับ บันได ขอบต่างระดับเล็ก ๆ ที่คิดว่าไม่น่าเป็นอะไร บางครั้งแค่สายไฟชั่วคราวที่วางพาดพื้นเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ก็เพียงพอให้ผู้สูงอายุสะดุดล้มจนต้องเข้าโรงพยาบาล ค่ารักษาอาจมากกว่าค่าอุปกรณ์ทั้งเส้นหลายเท่า และอีกปัจจัยที่เห็นชัดขึ้นทุกปีคือการก้มดูมือถือระหว่างเดิน เราอาจคิดว่าชำนาญแล้ว แต่ร่างกายไม่ได้ออกแบบมาให้โฟกัสสองอย่างพร้อมกันในพื้นที่เสี่ยง 2 อันดับสองคือการตกจากบันไดชั่วคราว เหตุการณ์ลักษณะนี้มักเกิดกับพนักงานอาคารหรือช่างที่ต้องปีนขึ้นไปทำงานในที่สูง บันไดที่ดูแข็งแรงอาจไม่แข็งแรงพอสำหรับงานจริง การตั้งบันไดรูปตัว A โดยไม่กางสุดล็อก การพาดบันไดกับผนังโดยไม่ยึดตรึง หรือการวางบนพื้นไม่เรียบ ล้วนเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนงานธรรมดาให้กลายเป็นอุบัติเหตุได้ในไม่กี่วินาที งานบริหารอาคารที่ดีจึงไม่ได้ดูแค่ผลลัพธ์ของงานซ่อม แต่ต้องดูวิธีการทำงานตั้งแต่ก้าวแรก อุปกรณ์ที่ถูกต้อง วิธีตั้งที่ถูกต้อง และวัฒนธรรมที่กล้าหยุดงานเมื่อเห็นความเสี่ยง 3 อันดับสามคืออุบัติเหตุจากไฟฟ้า แม้ความถี่จะน้อยกว่าสองอันดับแรก แต่ความรุนแรงมักสูงกว่าอย่างมาก เหตุการณ์ไฟฟ้าอาร์คจากการทำงานผิดพลาดระหว่างสาย Line และ Ground สามารถสร้างความร้อนมหาศาลพุ่งใส่ร่างกายในเสี้ยววินาที มีกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานต้องเข้า ICU นานหลายสัปดาห์ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเป็นงานตรวจสอบปกติ ไฟฟ้าไม่เคยให้โอกาสแก้ตัว ความรู้ไม่พอ ขั้นตอนคลาดเคลื่อน หรืออุปกรณ์ป้องกันไม่ครบ ล้วนมีต้นทุนที่สูงกว่าที่คิดเสมอ 4 สิ่งที่น่าสนใจคือ อุบัติเหตุทั้งสามอันดับไม่ได้เกี่ยวกับเทคโนโลยีล้ำสมัยเลย มันเกี่ยวกับวินัย การออกแบบพื้นที่ให้ปลอดภัย การจัดเก็บสายไฟให้เรียบร้อย การเลือกใช้บันไดที่เหมาะสม การอบรมซ้ำ ๆ เรื่องไฟฟ้า และที่สำคัญคือ “สติ” ของทุกคนในอาคาร ผู้ใช้งานเองก็มีบทบาทไม่แพ้ทีมบริหาร แค่หยุดเดินหนึ่งจังหวะก่อนก้มดูมือถือ ก็อาจป้องกันเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตได้ 5 งานบริหารอาคารในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ทำให้ระบบเดินได้หรือเครื่องจักรทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แต่คือการทำให้ทุกคนกลับบ้านอย่างปลอดภัยทุกวัน ความสำเร็จของอาคารไม่ควรวัดแค่ค่าใช้จ่ายหรือความพึงพอใจของผู้เช่า แต่ควรวัดจากจำนวนวันที่ไม่มีใครบาดเจ็บ เพราะอุบัติเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเรื่องซับซ้อน มันเกิดจากเรื่องธรรมดาที่เราคิดว่าไม่น่าจะเกิดกับตัวเอง #JackJournal #PropertyManagement #BuildingSafety #FMLeadership #SafetyCulture
Play Video
Play Video
01:40
กระจกภายนอกอาคารสูง ต้องเป็นแบบลามิเนต
1 เวลาเรามองตึกสูง สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ “กระจก” มันทำให้อาคารดูโปร่ง ดูทันสมัย และเปิดรับวิวเมืองได้เต็มสายตา กระจกจึงไม่ได้เป็นแค่เปลือกอาคาร หากเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ มูลค่า และประสบการณ์ของผู้ใช้อาคาร ทว่าในมุมของคนทำงานบริหารอาคาร คำถามสำคัญไม่ใช่สวยหรือไม่สวย หากคือ “ปลอดภัยพอหรือยัง” โดยเฉพาะเมื่อกระจกเหล่านั้นอยู่สูงจากพื้นดินหลายสิบชั้น 2 กระจกที่ใช้ในอาคารสูงโดยทั่วไปมีสองแบบหลัก คือกระจกเทมเปอร์ และกระจกลามิเนต กระจกเทมเปอร์มีจุดเด่นที่ความแข็งแรง เมื่อแตกจะร้าวเป็นเม็ดเล็กคล้ายเม็ดข้าวโพด ลดความคมของเศษกระจก ทว่าในอาคารสูง ความเสี่ยงไม่ได้มีแค่ความคม หากคือการ “ร่วงหล่น” จากที่สูง เศษเล็กๆ ที่ตกลงมาจากหลายสิบชั้นยังคงมีพลังงานมากพอจะสร้างอันตรายต่อคนด้านล่างได้ 3 กระจกลามิเนตต่างออกไป มันประกอบด้วยกระจกสองแผ่นประกบกันด้วยฟิล์มเหนียวตรงกลาง เมื่อเกิดการแตก ฟิล์มจะยึดเศษกระจกไว้ไม่ให้หลุดกระจายหรือร่วงลงด้านล่าง ภาพที่เห็นอาจเป็นกระจกแตกร้าวเต็มแผ่น ทว่าโครงสร้างยังคงยึดเกาะกันอยู่ สิ่งนี้เองคือความแตกต่างระหว่าง “ความเสียหายเชิงวัสดุ” กับ “ความเสี่ยงต่อชีวิตคน” 4 จุดที่ควรใส่ใจมากคือบริเวณระเบียง ปัจจุบันหลายโครงการใช้กระจกเป็นราวกันตกเพื่อเปิดมุมมองให้โล่งที่สุด ความสวยงามจึงเดินคู่กับความเสี่ยง หากใช้กระจกที่ไม่มีชั้นฟิล์มยึดเหนี่ยว เมื่อเกิดแรงกระแทกจากการวิ่งชนหรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด โอกาสที่กระจกจะแตกทะลุและเปิดช่องว่างสู่ภายนอกอาคารย่อมเพิ่มขึ้น กระจกลามิเนตช่วยเพิ่มชั้นความมั่นคง เพราะแม้แตกร้าว ฟิล์มตรงกลางยังทำหน้าที่ยึดโครงสร้างไว้ ลดโอกาสการทะลุผ่าน 5 ในมุมของการบริหารอาคาร เรื่องนี้ไม่ใช่แค่สเปกวัสดุ หากเป็นเรื่องการบริหารความเสี่ยงระยะยาว กระจกภายนอกอาคารสูงควรพิจารณาใช้แบบลามิเนตเป็นมาตรฐาน หากอาคารใดติดตั้งกระจกเทมเปอร์ไปแล้ว การเสริมฟิล์มความปลอดภัยเพิ่มเติมคือทางเลือกที่ช่วยยกระดับความมั่นใจ ลดความเสี่ยงการร่วงหล่นเมื่อเกิดการแตกร้าว การลงทุนเล็กน้อยวันนี้ อาจหมายถึงการป้องกันเหตุใหญ่ในวันข้างหน้า 6 อาคารสูงไม่ได้วัดคุณค่าจากจำนวนชั้นเพียงอย่างเดียว หากวัดจากความรับผิดชอบต่อชีวิตคนที่อยู่ภายในและเดินผ่านด้านล่าง วัสดุที่มองดูโปร่งใสอย่างกระจก จึงต้องผ่านการคิดอย่างรอบคอบที่สุด เพราะในโลกของงานบริหารอาคาร ความปลอดภัยไม่เคยเป็นเรื่องรอง #กระจกอาคารสูง #BuildingSafety #PropertyManagement #JackJournal
Play Video
Play Video
02:35
2-Way control valve จุดรั่วไหลพลังงาน ระบบปรับอากาศแบบน้ำเย็น
Play Video
Play Video
01:52
EC Fan ช่วยประหยัดพลังงานระบบปรับอากาศได้มาก
EC Fan ทางลัดลดค่าไฟของระบบปรับอากาศอาคารยุคใหม่ 1 ค่าไฟของอาคารวันนี้ไม่ใช่ต้นทุนย่อยอีกต่อไป วิดีโอเรื่อง EC Fan ช่วยประหยัดพลังงานระบบปรับอากาศได้มาก ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีพัดลมรุ่นใหม่กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพระบบ HVAC 2 EC Fan คือพัดลมที่รวมมอเตอร์กระแสตรงกับระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ไว้ในตัวเดียว ทำให้ปรับรอบได้ละเอียดและต่อเนื่องกว่าระบบเดิม ตอบสนองภาระโหลดจริงของอาคารได้แม่นยำกว่า 3 จุดเด่นคือการใช้ Direct Drive ตัดปัญหาสายพาน ลดการสูญเสียพลังงาน และช่วยให้เดินเครื่องในช่วงโหลดบางส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาคารใช้พลังงานจำนวนมากโดยไม่จำเป็นในอดีต 4 ปัจจุบัน EC Fan ถูกใช้มากในโรงงานและ Clean Room และกำลังขยายสู่ AHU ของอาคารพาณิชย์ สำหรับอาคารเก่า หากต้องเปลี่ยนมอเตอร์หรืออินเวอร์เตอร์อยู่แล้ว การอัปเกรดเป็น EC Fan คือทางเลือกที่คุ้มค่าในเชิงกลยุทธ์ 5 จากตัวอย่างทดลองเปลี่ยนพัดลมเดิมเป็น EC Fan ใน AHU เดิม สามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 25% ตัวเลขนี้สะท้อนทั้งค่าไฟที่ลดลง และมูลค่าอาคารที่เพิ่มขึ้นในสายตาเจ้าของทรัพย์และผู้เช่า #ECFan #HVAC #AHU #ประหยัดพลังงาน #EnergyEfficiency #GreenBuilding #บริหารอาคาร #SmartBuilding
Play Video
Play Video
02:28
งานซ่อมบำรุงลิฟต์ เป็นงานอันตรายถึงชีวิต
Play Video
Play Video
02:55
ระบบปรับอากาศมีกี่แบบ
ระบบปรับอากาศมีกี่แบบ? 1. เวลาเราพูดถึง “แอร์ในอาคาร” หลายคนจะนึกถึงชื่อรุ่นหรือยี่ห้อก่อน แต่ในมุมคนทำอาคาร เราจะดูจาก โครงสร้างของระบบ เป็นหลัก ซึ่งแบ่งง่าย ๆ จากสองฝั่งคือ ฝั่งที่ทำความเย็น กับฝั่งที่เอาความร้อนออกจากระบบ 2. ฝั่งทำความเย็นมีอยู่สองแนวใหญ่ ๆ แนวแรกคือระบบน้ำเย็น ที่ใช้น้ำเย็นไหลผ่านคอยล์เพื่อดูดความร้อน เหมาะกับอาคารขนาดใหญ่และใช้งานต่อเนื่อง อีกแนวคือระบบน้ำยา หรือ DX ที่ให้น้ำยาไหลเข้าไปในคอยล์โดยตรง แบบที่พบกันในหลายโครงการ รวมถึงแอร์บ้านทั่วไป 3. ส่วนฝั่งระบายความร้อน ก็แบ่งได้เป็นสองแบบเหมือนกัน คือ ระบบใช้น้ำช่วยพาความร้อนออก หรือ Water-Cooled ผ่าน Cooling Tower ซึ่งมักอยู่ในอาคารขนาดใหญ่ ๆ ขณะที่อีกแบบใช้ลมเป่าระบายความร้อนออกสู่ภายนอก หรือระบบ Air-Cooled 4. พอเอาสองฝั่งนี้มาจับคู่กัน จะได้เป็น 4 รูปแบบหลักของระบบปรับอากาศในอาคาร คือ – น้ำเย็น ระบายด้วยน้ำ – น้ำเย็น ระบายด้วยอากาศ – น้ำยา ระบายด้วยน้ำ – น้ำยา ระบายด้วยอากาศ 5. ในชีวิตจริง ชื่อระบบอาจฟังดูเยอะ ทั้ง Package Water-Cooled หรือ VRF/VRV แต่ถ้าถอดโครงสร้างออกมาดูดี ๆ สุดท้ายก็ยังอยู่ในหนึ่งในสี่กลุ่มนี้เสมอ #JackJournal #ระบบปรับอากาศ #HVAC #บริหารอาคาร #วิศวกรรมอาคาร #SmartBuilding #GreenBuilding #Chiller #VRF #ออกแบบอาคาร
Play Video
Play Video
02:18
ตู้สายฉีดน้ำดับเพลิงกับฝาทองเหลืองที่หายไป #jackjournal
1 ตู้สายฉีดน้ำดับเพลิง…อาจดูเป็นแค่ตู้เหล็กธรรมดาตามโถงทางเดินของอาคารหลายแห่ง แต่ในวันที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ นี่คือ “อุปกรณ์กู้ชีพ” ที่ต้องพร้อมใช้งานในวินาทีแรก วิดีโอนี้ชวนเรามองลึกไปถึงรายละเอียดเล็ก ๆ อย่าง “ฝาครอบทองเหลือง” ที่(อาจ)หายไป 2 ภายในตู้ Fire Hose Cabinet จะมีทั้งสายฉีดน้ำแบบม้วนสำหรับการใช้งานเบื้องต้น และจุดต่อสายฉีดน้ำขนาด 2.5 นิ้วสำหรับพนักงานดับเพลิง ซึ่งหัวต่อนี้ถูกปิดด้วยฝาครอบทองเหลือง เพื่อป้องกันฝุ่น สิ่งสกปรก และการกระแทก 3 กฎสำคัญที่สุดข้อหนึ่งของตู้ดับเพลิงคือ “ห้ามล็อค” เพราะอุปกรณ์ต้องเปิดใช้งานได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ และหลายคนอาจยังเข้าใจว่ากระจกหน้าตู้สามารถทุบแตกง่าย ๆ ได้ด้วยมือเปล่า ทั้งที่ในความเป็นจริงส่วนใหญ่เป็นกระจกนิรภัยแบบ Tempered Glass ซึ่งแตกยากมาก การปล่อยให้ตู้พร้อมเปิดเสมอจึงเป็นหลักความปลอดภัยที่จำเป็น 4 เมื่อไม่สามารถล็อคตู้ได้ ช่องโหว่อีกด้านจึงเกิดขึ้น นั่นคือการถูกถอดฝาครอบทองเหลืองไปขายต่อในตลาดของเก่า 5 หัวใจของวิดีโอย้ำชัดว่า “ชีวิตสำคัญกว่าทรัพย์สิน” ตู้ดับเพลิงยังคงต้องเปิดได้ตลอดเวลา ห้ามล็อคตู้เพื่อป้องกันฝาทองเหลืองหาย สิ่งที่ควรทำคือมาตรการเชิงป้องกันอื่น ๆ เช่น การให้ รปภ. ตรวจเช็คตามรอบเดินอาคารอย่างสม่ำเสมอ และการติดตั้ง CCTV ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อช่วยเฝ้าระวัง ลดโอกาสการลักขโมย #FireSafety #BuildingSafety #FireHoseCabinet #LifeSafety #PropertyManagement #FacilityManagement #RiskPrevention #CCTV #SecurityInspection #JackJournal
Play Video
Play Video
01:01
กฎหมายใหม่: อาคารต้องจัดให้มีผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียที่มีใบอนุญาต
1 กฎหมายสิ่งแวดล้อมกำลังขยับเข้าใกล้อาคารทุกแห่งมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเรื่อง “น้ำเสีย” จากอาคารสำนักงาน คอนโด โรงงาน โรงแรม หรือศูนย์การค้า วันนี้การมีระบบบำบัดอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป เพราะข้อกำหนดใหม่ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กำหนดให้อาคารที่มีระบบบำบัดน้ำเสียต้องว่าจ้าง “ผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย” ที่มีใบอนุญาตตามกฎหมายเข้ามาดูแลโดยตรง เพื่อยกระดับมาตรฐานจากการพึ่งพาความชำนาญเฉพาะตัว ไปสู่ระบบกำกับดูแลที่ตรวจสอบได้ในระดับประเทศ 2 ในอดีตหลายอาคารเลือกใช้ช่างประจำอาคารหรือทีมบำรุงรักษาทั่วไปช่วยดูแลระบบ คุณภาพน้ำทิ้งจึงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน บางช่วงผ่านเกณฑ์ บางช่วงเข้าใกล้เส้นอันตราย และการตรวจจริงมักเกิดขึ้นเมื่อมีการสุ่มจากภาครัฐหรือมีข้อร้องเรียนเกิดขึ้น ภาพแบบนั้นกำลังกลายเป็นเรื่องของวันวาน เพราะทิศทางใหม่คือการสร้าง “กลไกป้องกันล่วงหน้า” ให้ระบบบำบัดทำงานถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอแก้เมื่อเกิดปัญหา 3 กฎหมายนี้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และกำลังขยายขอบเขตให้ครอบคลุมอาคารทุกประเภทภายในปี 2569 ผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียจะทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างอาคารกับภาครัฐ ทำให้การเดินระบบ การตรวจสอบคุณภาพน้ำ และการรายงานผลเป็นไปตามเกณฑ์เดียวกันทั้งประเทศ นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าการจัดการสิ่งแวดล้อมของอาคารกำลังถูกยกระดับจากเรื่องหลังบ้าน ไปสู่ความรับผิดชอบเชิงสาธารณะที่ส่งผลต่อชุมชนรอบข้างโดยตรง 4 สำหรับเจ้าของอาคารและผู้บริหารทรัพย์สิน ช่วงเวลานี้คือจังหวะสำคัญในการเริ่มศึกษาข้อกฎหมาย เตรียมงบประมาณ และวางแผนการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นระบบ เพราะในอนาคตการใช้บุคลากรภายในที่ไม่มีใบอนุญาตมาดำเนินการเองจะไม่สามารถตอบโจทย์ข้อกำหนดได้อีกต่อไป การปรับตัวล่วงหน้าช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย ลดโอกาสเกิดปัญหากับชุมชน และยังสะท้อนภาพลักษณ์ของอาคารที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างจริงจัง 5 กฎหมายเปลี่ยน ระบบต้องเปลี่ยน และวิธีคิดของผู้ดูแลอาคารก็ต้องขยับตามเช่นกัน จากวันที่ระบบบำบัดน้ำเสียถูกมองเป็นต้นทุน วันนี้มันกำลังกลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ใครที่เริ่มก่อน ย่อมมีเวลาวางโครงสร้างให้พร้อมมากกว่าใคร อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน comment แรก #บริหารอาคาร #ระบบบำบัดน้ำเสีย #สิ่งแวดล้อม #EnvironmentalCompliance #PropertyManagement #Sustainability #GreenBuilding
Play Video
Play Video
01:28
ระวัง ของตกใส่หัว
1 วิดีโอสั้นๆ นี้เตือนเรื่องง่ายๆ ที่หลายคนมองข้าม อันตรายจากของตกหล่นอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ตั้งแต่ลูกมะพร้าวในสวน ไปจนถึงเครื่องมือช่างบนที่สูง เหตุการณ์เหล่านี้เกิดเร็วมาก และมักไม่ให้โอกาสตั้งตัว ชีวิตอาจเปลี่ยนได้ในไม่กี่วินาที การระวังตัวจึงเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่ความกลัวเกินเหตุ 2 เมื่อเห็นคนทำงานอยู่เหนือระดับสายตา พื้นที่ด้านล่างไม่ควรเป็นที่ยืนรอหรือเดินผ่าน เครื่องมือชิ้นเล็กๆ ที่หลุดมือสามารถกลายเป็นอันตรายร้ายแรงได้ทันที พื้นที่เปิดโล่งในห้าง ร้านอาหาร หรือร้านกาแฟ หากมีงานบนที่สูง การถอยออกมาอีกนิดคือการดูแลตัวเองที่ง่ายและจำเป็น 3 งานก่อสร้างสาธารณะต้องคิดถึงความปลอดภัยของคนใช้พื้นที่เป็นอันดับแรก งานเหนือทางสัญจรควรจัดการให้ชัดเจน ฟุตบาทที่ยังต้องใช้งานจำเป็นต้องมีโครงป้องกัน งานเหนือถนนที่มีความเสี่ยงสูง การปิดการจราจรชั่วคราวและเร่งทำงานให้จบคือทางเลือกที่รับผิดชอบต่อสังคม 4 หลายครั้งความปลอดภัยเริ่มจากการตัดสินใจของเราเอง หากรู้ว่ามีงานก่อสร้างบนเส้นทางที่ต้องผ่าน การเลือกหลีกเลี่ยงคือการลดความเสี่ยงให้ตัวเอง แม้ต้องอ้อมไกลขึ้น ใช้เวลามากขึ้น แต่แลกกับความสบายใจและความปลอดภัยของชีวิต 5 ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่หน้าที่ของใครคนเดียว มันเริ่มจากการสังเกต ระวัง และเลือกทำสิ่งที่ปลอดภัยกว่าในทุกๆ วัน เพราะในพื้นที่ที่มีคนใช้งานอยู่ ความประมาทไม่มีที่ยืน #SafetyFirst #FallingObjectsHazard #PublicSafetyAwareness #ConstructionSafety #StayAlertStaySafe #LifeOverConvenience #SafetyCulture
Play Video
Play Video
14:14
EIT TALK - 10 - คุณจักรพันธ์ ภวังคะรัตน์ - การบริหารจัดการอาคารในยุคดิจิตอล 4.0
EIT TALK ใน หัวข้อ การบริหารจัดการอาคารในยุคดิจิตอล 4.0 โดย คุณจักรพันธ์ ภวังคะรัตน์ ในงาน "วิศวกรรมแห่งชาติ 2559 " 25-26 พฤศจิกายน 2559 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
Play Video
Play Video
24:57
[The NOVA Talk] Ep.28 I อาคารสะเทิ้นน้ำ
การฟื้นฟูหลังน้ำท่วม และ "โอกาส" ในการอัปเกรดอาคารเพื่ออนาคต เมื่อสภาพอากาศสุดขั้วทำให้น้ำท่วมเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงกว่าเดิม อาคารที่เคยเสียหายหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง ต้องมีแผนฟื้นฟูและป้องกันที่จริงจังเพื่อรับมือทุกสถานการณ์ The NOVA Talk Ep.28 “อาคารสะเทินน้ำ” ร่วมพูดคุยกับ คุณจักรพันธ์ ภวังคะรัตน์ Head of Property Management, JLL Thailand และเลขาธิการสมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย มาถอดบทเรียนสำคัญ ตั้งแต่การฟื้นฟูหลังน้ำลดแบบเร่งด่วน การจัดการเชื้อรา–เชื้อโรค ไปจนถึงการเตรียมตัวเคลมประกันให้ได้ประโยชน์สูงสุด และสำหรับใครที่ต้องการ “แนวทางปฏิบัติพร้อมใช้” เรารวมไว้ให้แล้ว: 🔹 9 ขั้นตอนฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่ โดย Jack Journal คลิ้กที่นี่ https://www.jack-journal.com/post/9-ขั้นตอนฟื้นฟูหาดใหญ่หลังน้ำท่วม 🔹 คู่มือฟื้นฟูอาคารหลังน้ำท่วม โดยคุณสมจินต์ ดิสวัสดิ์ EEC Engineering Network คลิ้กที่นี่ https://shorturl.asia/GbayP เมื่อเตรียมพร้อมถูกจุด… ความเสียหายที่เคยหนัก ก็ป้องกันได้ในอนาคต เพราะการ “รับมือตั้งแต่วันนี้” คือการปกป้องอาคารและชีวิตของทุกคนในวันหน้า และอย่าลืม กด Like 👍 , กด Subscribe 📌 , และกดกระดิ่ง 🔔 Youtube channel: 'The Nova Community' เพื่อไม่พลาดข่าวสาร คอนเทนต์ดีๆ ความรู้แน่นๆ และกิจกรรมใหม่ๆ ด้วยนะคะ💚 พบงานนวัตกรรมอัปเกรดอาคารเพื่อรับมือกับภัยพิบัติได้ที่งาน 🌍 The NOVA Expo 2026 – Re:Build 📅 3–5 มิถุนายน 2569 📍 ไบเทค บางนา Hall 103–104 🎟️ เข้าชมฟรี 00:00 Hightlight 01:36 เกริ่นนำ 02:22 9 ขั้นตอนการฟื้นฟูอาคารหลังน้ำท่วม 06:07 การฆ่าเชื้อโรคที่มองไม่เห็น 11:03 การเตรียมสำหรับการเคลมประกันภัย 16:04 คู่มือฟื้นฟูหลังน้ำท่วม 17:08 การป้องกันภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 24:11 สรุป #EEC #EECacademy #TheNova #TheNovaExpo2026 #TheNovaCommunity #TheNOVATalk #Flood
Play Video
Play Video
03:00
อาคารที่ไม่ต้องมีคนประจำ
ลองจินตนาการดูว่า… อีกไม่กี่ปีข้างหน้า อาคารอาจเปิดใช้งานได้ โดยไม่มีต้องมีคนประจำอาคารเลย นี่ไม่ใช่แนวคิดไซไฟ แต่คือโจทย์จริงของโลกอสังหาฯ ในวันที่ “คนทำงานกำลังหายไป” ข้อมูลหนึ่งที่น่าคิดมาก วันนี้ ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ ไม่ถึง 500,000 คนต่อปี ขณะที่เมื่อราว 50 ปีก่อน ตัวเลขนี้สูงถึง กว่า 1,000,000 คนต่อปี แปลตรงตัวคือ อนาคตเราจะไม่ได้ขาดตำแหน่งงาน แต่จะ ขาดคนมาทำงาน และนี่คือที่มาของแนวคิด No Man Operation Building – อาคารที่ไม่ต้องมีคนประจำ แนวคิดนี้ ไม่ได้หมายถึง “อาคารไร้คน” แต่หมายถึง อาคารที่ออกแบบมาเพื่อลดการพึ่งพาคนให้น้อยที่สุด แล้วอาคารแบบนี้ต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง? อย่างแรก คือการเลิกคิดแบบ “หนึ่งอาคาร = หนึ่งทีม” แล้วเปลี่ยนเป็น การบริหารแบบรวมศูนย์ (Centralized Operation) ใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเล็ก ๆ ควบคุมอาคารหลายแห่งจากศูนย์กลาง ผ่านระบบรีโมทและข้อมูลแบบเรียลไทม์ อย่างที่สอง อาคารต้องฉลาดพอจะทำงานเอง หรือที่เรียกว่า Autonomous Building ระบบต้องตัดสินใจเรื่องพื้นฐานได้เอง เพื่อลดภาระมนุษย์ให้เหลือเฉพาะงานที่ต้องใช้วิจารณญาณจริง ๆ อย่างที่สาม การออกแบบต้องคิดถึง “หุ่นยนต์” ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นต่างระดับ เส้นทางสัญจร หรือวัสดุพื้นผิว ถ้าอาคารไม่เป็นมิตรกับหุ่นยนต์ ต้นทุนการใช้งานจะสูงกว่าการใช้คนเสียอีก แม้แต่งานรักษาความปลอดภัยก็เปลี่ยนไป กล้อง CCTV, โดรน และหุ่นยนต์ลาดตระเวน จะทำงานแทนพนักงานจำนวนมาก มนุษย์จะเข้ามาเฉพาะกรณีที่เทคโนโลยียังจัดการไม่ได้ ประเด็นสำคัญของ No Man Operation ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีล้ำแค่ไหน แต่คือการยอมรับความจริงว่า “แรงงานจะเป็นทรัพยากรที่หายากที่สุดของอาคารในอนาคต” อาคารที่ยังออกแบบโดยสมมติว่า “เดี๋ยวก็หาคนมาดูแลได้” อาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่บริหารไม่ได้ในอีกไม่กี่สิบปี #NoManOperation #อสังหาริมทรัพย์ #SmartBuilding #PropertyManagement #condo
Play Video
Play Video
02:44
PDPA กับการใช้อาคาร
เมื่อคุณ “เดินเข้าอาคาร” คุณไม่ได้แค่เข้าไปใช้พื้นที่ แต่คุณกำลังส่งมอบ ข้อมูลส่วนบุคคล ให้กับอาคารโดยอัตโนมัติ และทั้งหมดนี้…อยู่ภายใต้กฎหมาย PDPA จากวิดีโอ “PDPA กับการใช้อาคาร” สรุปประเด็นสำคัญที่คนใช้อาคารและเจ้าของอาคารควรรู้ 👇 🔹 ข้อมูลอะไรบ้างที่เราอาจให้อาคารไปโดยไม่รู้ตัว – แลกบัตร Visitor → บัตรประชาชน / ข้อมูลส่วนตัว – กรอกแบบฟอร์ม → ชื่อ เบอร์โทร อีเมล – ระบบ Biometric → ใบหน้า ลายนิ้วมือ – กล้อง CCTV → ภาพเคลื่อนไหวตลอดการใช้งานอาคาร 🔹 ตามกฎหมาย PDPA ใครคือใคร – ผู้ใช้งานอาคาร = เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล – เจ้าของอาคาร = ผู้ควบคุมข้อมูล (Data Controller) 🔹 แค่เดินเข้าอาคาร = ให้ความยินยอมแล้วจริงไหม คำตอบคือ “ใช่” หากอาคารมีป้ายแจ้งเตือน CCTV หรือมี Privacy Policy ชัดเจน ถือเป็นการให้ความยินยอมโดยปริยาย เพื่อแลกกับการเข้าใช้พื้นที่ 🔹 สิทธิของเจ้าของข้อมูล & ข้อจำกัดของอาคาร – อาคารใช้ข้อมูลได้ “เฉพาะตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้” – ห้ามนำข้อมูลไปขายต่อ ส่งต่อ หรือใช้เพื่อการตลาด – เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอให้ลบข้อมูลได้ ตามเงื่อนไขกฎหมาย 📌 สรุปสั้น ๆ PDPA ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่ายกฎหมาย แต่คือ ความสัมพันธ์ระหว่างอาคารกับคนใช้อาคาร ที่ต้องโปร่งใส เคารพสิทธิ และมีความรับผิดชอบ #PDPA #การบริหารอาคาร #CCTV #condo #PropertyManagement
Play Video
Play Video
01:12
อพยพแผ่นดินไหวกับหนีไฟ ต่างกันยังไง
อพยพแผ่นดินไหว กับ หนีไฟ “เหมือนกันตรงออกจากอาคาร แต่ตัดสินใจไม่เหมือนกันเลย” หลายคนยังเข้าใจว่า 👉 เจอเหตุฉุกเฉิน = รีบวิ่งออกจากอาคารเหมือนกันหมด แต่จริง ๆ แล้ว แผ่นดินไหว กับ ไฟไหม้ ใช้หลักคิดคนละแบบ สรุปให้เข้าใจง่ายจากวิดีโอสั้นนี้ 👇 🔥 กรณีอพยพหลังแผ่นดินไหว • ไม่ต้องรีบวิ่ง • รอให้การสั่นไหวหยุดก่อน • ประเมินสถานการณ์ ▪️ ถ้าไหวเบา ไม่มีอันตราย → อาจไม่ต้องอพยพ ▪️ ถ้ามีรอยร้าว วัสดุหล่น โครงสร้างน่าสงสัย → ค่อย ๆ อพยพ • เดินด้วยความระมัดระวัง เพราะเหตุการณ์หลัก “ผ่านไปแล้ว” 🔥 กรณีอพยพหนีไฟ • ต้องรีบอพยพทันที เมื่อได้ยินสัญญาณเตือน • ทิ้งของทุกอย่าง เอาชีวิตรอดก่อน • อย่าลังเล เพราะความล่าช้าแค่ 5 นาที อาจเปลี่ยนไฟเล็ก → ไฟลุกลาม และโอกาสรอดชีวิตต่างกันอย่างมาก 📌 สรุปสำคัญ แม้การซ้อมอพยพในอาคารสูง อาจซ้อม “แผ่นดินไหว + หนีไฟ” พร้อมกัน แต่ในสถานการณ์จริง การตัดสินใจไม่เหมือนกัน เข้าใจให้ถูก = เพิ่มโอกาสรอดชีวิต เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้… สำคัญกว่าที่คิด #ความปลอดภัยอาคาร #อพยพหนีไฟ #แผ่นดินไหว #BuildingSafety #EmergencyResponse
Play Video
Play Video
02:57
ซ้อมหนีไฟทำไม
ทำไมอาคารต้อง “ซ้อมหนีไฟ” ทั้งที่หลายคนคิดว่าไม่เคยเกิดเหตุจริง เพราะไฟไหม้ไม่ได้ฆ่าคน แต่ “ความไม่รู้” ต่างหากที่ทำให้คนหนีไม่ทัน สรุปเหตุผลของการซ้อมหนีไฟ มี 3 เรื่องหลัก 1. ให้คนรู้และเข้าใจ รู้ว่าสัญญาณเตือนคืออะไร รู้ว่าต้องหนีไปทางไหน รู้ว่าจุดรวมพลอยู่ตรงไหน เพราะเวลาเกิดเหตุจริง ไม่มีเวลาคิดใหม่ 2. ให้ฝ่ายอาคารได้ซ้อมของจริง ซ้อมสื่อสาร ซ้อมค้นหาคนติดค้าง ซ้อมระงับเหตุเบื้องต้น และซ้อมฟื้นฟูอาคารหลังเหตุสงบ อาคารที่ไม่เคยซ้อม มักพังเป็นระบบ 3. ให้หน่วยดับเพลิงคุ้นเคยพื้นที่ รู้ทางเข้าอาคาร รู้จุดต่อท่อน้ำ รู้ตำแหน่งลิฟต์และบันไดหนีไฟ ลดเวลาที่แลกมาด้วยชีวิต สรุปสั้น ๆ ซ้อมหนีไฟ ไม่ได้ทำเพียงเพราะกฎหมาย แต่ทำเพื่อให้วันที่แย่ที่สุด เสียหายน้อยที่สุด #ซ้อมหนีไฟ #FireDrill #ความปลอดภัยอาคาร #PropertyManagement
Play Video
Play Video
02:58
Sick Building Syndrome โรคแพ้ตึก
🌫️ “โรคแพ้ตึก” คืออะไร? ทำไมอาคารบางแห่ง… ทำให้เราป่วย? หลายคนเคยมีประสบการณ์เข้าไปในอาคารบางแห่งแล้ว “รู้สึกไม่สบาย” ทั้งที่ก่อนเข้าทุกอย่างปกติดี เวียนหัว แสบจมูก คันผิวหนัง น้ำมูกไหล หรือระคายคอ นี่คือสัญญาณของ Sick Building Syndrome (SBS) หรือ “โรคแพ้ตึก” โรคที่เกิดจากอาคารเอง ไม่ได้เกี่ยวกับสภาพอากาศภายนอกเลย ⸻ 🧩 ทำไมตึกบางแห่งถึงทำให้คนป่วย? เหตุผลสำคัญคือ มีมลพิษสะสมในอาคาร แต่ไม่มีอากาศใหม่เข้ามาเจือจาง ความเข้มข้นของมลพิษจึงสูงขึ้นจนส่งผลต่อสุขภาพผู้ใช้อาคาร “ตัวการสำคัญ” ที่สร้างโรคแพ้ตึก ได้แก่ 👇 ✨ ความอับชื้นและเชื้อรา ซ่อนอยู่เหนือฝ้า–ในผนัง ปล่อยสปอร์และกลิ่นจนทำให้เกิดอาการแพ้ ✨ ท่อระบบสุขาภิบาลรั่ว แก๊สไข่เน่าปริมาณน้อยแต่สูดดมต่อเนื่อง ทำให้เกิดอาการผิดปกติได้ ✨ การปิด Fresh Air เพื่อประหยัดพลังงาน หลายอาคารลดการรับอากาศสดจากภายนอกเพื่อประหยัดค่าไฟ แต่ต้นทุนด้านสุขภาพของคนในอาคารกลับสูงกว่าแบบที่มองไม่เห็น ✨ ฟิลเตอร์อากาศไม่ได้มาตรฐาน กรองได้แค่ฝุ่นหยาบ ปล่อยฝุ่นละเอียดและแบคทีเรียหมุนเวียนในระบบลม ✨ แอร์ขาดการบำรุงรักษา ความชื้นสะสมในคอยล์หรือถาดน้ำทำให้แบคทีเรียเติบโตและกระจายไปทั่วอาคาร ⸻ 🛠️ วิธีแก้ปัญหา Sick Building Syndrome ✨ เพิ่มอากาศใหม่จากภายนอก (Fresh Air) วิธีพื้นฐานที่สุด และได้ผลทันที มลพิษถูกเจือจางลงในเวลาไม่กี่นาที ✨ ยกระดับระบบกรองอากาศ ใช้ฟิลเตอร์ที่รองรับฝุ่นละเอียดและแบคทีเรียตามมาตรฐานปัจจุบัน ✨ ตรวจจุดอับชื้น–รอยรั่ว–เชื้อราที่ซ่อนอยู่ ปัญหาที่มองไม่เห็น มักมีผลมากที่สุด ✨ บำรุงรักษาระบบแอร์อย่างสม่ำเสมอ ลดการสะสมของเชื้อโรคและแหล่งกำเนิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ⸻ 📌 สรุปแบบเข้าใจใน 10 วินาที 🏢 อาการเกิดเฉพาะในอาคารบางแห่ง = สัญญาณของ Sick Building Syndrome 🦠 สาเหตุหลัก: มลพิษสะสม + ไม่มีอากาศใหม่เข้ามา 🔧 วิธีแก้: เพิ่ม Fresh Air | ปรับฟิลเตอร์ | ตรวจเชื้อรา | บำรุงรักษาแอร์ 💡 อาคารที่ดี ไม่ควรทำให้ผู้ใช้งานป่วย ⸻ สุขภาพของคนในอาคาร คือมาตรฐานใหม่ของการบริหารอาคารในยุคนี้ #SickBuildingSyndrome #โรคแพ้ตึก #คุณภาพอากาศในอาคาร #HealthyBuilding #BuildingManagement #JackJournal
Play Video
Play Video
02:54
ท่อพีวีซี ใช้เป็นท่อน้ำเย็นระบบปรับอากาศได้หรือไม่
ท่อ PVC ใช้แทนท่อเหล็กในระบบน้ำเย็นแอร์ได้ไหม? หลายประเทศตะวันตกกำหนดให้ใช้ ท่อเหล็ก ในระบบปรับอากาศมาตลอด แต่ปัจจุบันท่อ PVC พัฒนาไปจนรับแรงดันได้สูงมาก—อย่างท่อ PVC สีฟ้า Class 13.5 รับแรงดันได้ถึง 13.5 บาร์ เทียบเท่าน้ำสูง 135 เมตร หรืออาคารประมาณ 35 ชั้น นั่นหมายความว่า “เรื่องแรงดันไม่ใช่ปัญหาแล้ว” แต่ทำไมยังมีคนกังวล? เพราะประเด็นเรื่องอายุการใช้งานและการรั่วซึม หากติดตั้งไม่ดี ใช้น้ำยาประสานผิดขั้นตอน ข้อต่ออาจหลุดได้ และยังมีข้อถกเถียงเรื่องก๊าซพิษกรณีเกิดเพลิงไหม้ ทำให้หลายอาคารสูงยังลังเลที่จะเปลี่ยนมาใช้ PVC อย่างไรก็ตาม ท่อ PVC มีข้อดีสำคัญที่ท่อเหล็กให้ไม่ได้ คือ ไม่เป็นสนิม และไม่รั่วเป็น “ตามด” ซึ่งเป็นปัญหาที่อาคารสูงจำนวนมากเจอในช่วง 10–30 ปี จนสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้พื้นที่ใช้งานและระบบอาคาร สรุปคือ… ยังไม่มีคำตอบตายตัวว่า “PVC ดีหรือไม่ดี” แต่สิ่งที่ควรทำคือ อย่าปิดประตูทางเลือก เพราะในยุคที่วัสดุทันสมัยขึ้น มาตรฐานการติดตั้งดีขึ้น บางโปรเจกต์อาจคุ้มค่ากว่าเดิม
Play Video
Play Video
01:55
ถ้าติดไปกับรถ ในระบบ Auto Parking
🔥 เหตุการณ์จริงในระบบ Auto Parking ที่ไม่มีใครคาดคิด มีคน “ติดไปพร้อมรถ” ในระบบจอดรถอัตโนมัติ เพราะเจ้าหน้าที่เข้าใจผิดว่าไม่มีคนอยู่ในรถ แล้วใช้บัตรสั่งเก็บรถเข้าไปในพื้นที่จัดเก็บ ทำให้ประตูปิด–รถขยับ–และเจ้าของรถติดอยู่ด้านในแบบตั้งใจไม่ได้ ที่น่ากังวลคือ… พื้นที่ด้านใน ไม่มีสัญญาณมือถือ ไม่มีระบบ SOS ไม่มีป้ายทางหนีไฟ และไม่มีภาพจากกล้องให้เจ้าหน้าที่รู้ว่า “มีคนอยู่ในรถ” คลิปนี้ถอดบทเรียนได้ว่า 🟦 ระบบอัตโนมัติ แม้จะล้ำแค่ไหน…ก็ยังต้องออกแบบเผื่อ “เคสที่มนุษย์ทำในสิ่งที่ระบบไม่คาดคิด” 📌 ประเด็นสำคัญจากคลิป • ผู้ใช้งานนั่งอยู่ในรถนาน ทำให้ รปภ. คิดว่ารถค้างระบบ จึงใช้บัตรพนักงานสั่งเก็บรถเข้าไป • ระบบทำงานทันที เจ้าของรถถูกพาเข้าไปด้านในโดยไม่ตั้งใจ • ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ทำให้ไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้ • ต้องเปิดประตูรถ เดินตามทางเท่าที่มี เพื่อออกมาขอความช่วยเหลือเอง 📌 ข้อเสนอแนะในการพัฒนาระบบ Auto Parking • ติดตั้งปุ่มขอความช่วยเหลือ (Emergency Call Point) • ติดตั้งกล้อง CCTV ที่ตรวจเห็นคนในรถได้จริง • จัดทำป้าย Exit / ทางหนีไฟภายในโซนจัดเก็บรถ • ออกแบบระบบให้รู้ว่า “มีคนอยู่ในรถ” และไม่ให้ระบบเริ่มทำงาน นี่คือคลิปที่ทุกอาคารที่ใช้ Auto Parking ควรดู และทุกโครงการควรเอาไปเป็นบทเรียน ⸻ ถ้าดูจบแล้ว เชื่อว่าจะมองระบบอัตโนมัติในอาคาร “ต่างไปจากเดิม” แน่นอน 🚗✨
Play Video
Play Video
02:15
บทเรียนจากไฟไหม้ฮ่องกง
🔥 บทเรียนไฟไหม้ฮ่องกง: ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในงานรีโนเวทอาคาร สิ่งที่ทำให้ไฟลามอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่วัสดุหลักของอาคาร แต่เป็น วัสดุชั่วคราว ที่ใช้ระหว่างการปรับปรุง อะไรคือบทเรียนที่อุตสาหกรรมก่อสร้าง–บริหารอาคารต้องรีบปรับทันที ⸻ 💡 สรุป 1) ตัวการคือ Safety Net ที่ติดไฟง่าย ตาข่ายกันตกสีเขียวที่คลุมตึก ไม่ได้มาตรฐาน และติดไฟได้ง่ายมาก 2) วัสดุชั่วคราว = ความเสี่ยงถ้าไม่ใช้แบบกันไฟ ทุกอย่างที่เป็นพลาสติก เช่น ตาข่าย ฉนวน หากไม่ได้ใส่สาร Fire Retardant ก็กลายเป็นเชื้อเพลิงทันที 3) ประกายไฟเล็ก ๆ จุดไฟทั้งตึกได้ การสูบบุหรี่–ทำ Hot Work แบบไม่ถูกต้อง คือจุดเริ่มต้นของไฟลามแนวดิ่งอย่างรวดเร็ว 4) ระบบดับเพลิงภายใน “ช่วยไม่ได้” เพราะไฟเกิดนอกอาคาร — ระบบภายในไม่ได้ออกแบบมาเพื่อดับไฟด้านนอก และรถดับเพลิงก็สู้ไฟที่ลุกขึ้นตามแนวดิ่งสูง ๆ ไม่ได้ 5) ไฟจะดับก็ต่อเมื่อเชื้อเพลิงหมด จึงเห็นภาพไฟอาคารทั้งหลังก่อนจะสงบลง 6) ควัน–สะเก็ดไฟปลิวเข้าในอาคาร ทำให้เกิดไฟลามภายในต่ออีกชั้นหนึ่ง ⸻ 🎯 บทเรียนสำคัญ การรีโนเวทอาคารไม่ใช่แค่เรื่องออกแบบก่อสร้าง แต่คือ “การบริหารความเสี่ยง” ที่ต้องเข้มที่สุดกับวัสดุชั่วคราว เพราะถ้าเลือกผิด… ความเสียหายอาจใหญ่เกินที่ระบบใด ๆ จะช่วยได้ #HongKongFire #RenovationSafety #BuildingManagement #ConstructionRisk #FireSafety #SafetyFirst #BuildingRenovation #PropertyManagement #EngineeringInsight #JackJournal
Play Video
Play Video
01:52
ระวัง Safety Device หลังน้ำท่วม
หลังน้ำท่วม บางอาคารรีบเปิดไฟ รีบเดินระบบ แต่ลืมสิ่งสำคัญที่สุด… อุปกรณ์ Safety ทุกชิ้นอาจ “หมดสภาพการป้องกัน” โดยที่เราไม่รู้ตัว คลิปนี้อธิบายว่า ทำไม Safety Valve, เบรกเกอร์ และอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ที่ “เคยทำงานได้ดี” หลังจมน้ำ…อาจไม่สามารถปกป้องเราได้อีกต่อไป 📌 ประเด็นสำคัญจากคลิป • เบรกเกอร์ที่จมน้ำ แม้ทำให้แห้งแล้วจะเปิดไฟได้ แต่ “หน้าที่ตัดกระแสเกิน” อาจหายไป • ถ้าเบรกเกอร์ไม่ตัด → สายไฟเริ่มร้อน → ฉนวนละลาย → ลัดวงจร → ไฟไหม้ • Safety Valve ในระบบที่มีความดันสูง เช่น ระบบทำความเย็น/ทำน้ำแข็งขนาดใหญ่ ระบบไอน้ำ → หากเสีย = เสี่ยง “ระเบิด” • ทุกอุปกรณ์ Safety ที่โดนน้ำ ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด หรือ “เปลี่ยนใหม่” ตามมาตรฐาน • เรื่องนี้เกี่ยวกับชีวิตและทรัพย์สินโดยตรง อย่าใช้วิธีคาดเดา ⸻ “ทำไมอุปกรณ์ Safety ที่จมน้ำ…ถึงไม่ควรใช้ต่อ? เรื่องเล็กที่อาจกลายเป็นภัยใหญ่ของอาคารและโรงงานหลังน้ำท่วม” หลังจบภาวะน้ำท่วม สิ่งที่เรามองเห็นคือความเสียหายรอบตัว แต่สิ่งที่อันตรายที่สุด…มักเป็นสิ่งที่ “มองไม่เห็น” โดยเฉพาะอุปกรณ์ Safety ที่ซ่อนอยู่ในระบบไฟฟ้าและระบบเครื่องกล อุปกรณ์เหล่านี้คือด่านสุดท้ายที่ปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน และเมื่อมันจมน้ำ—even แค่ไม่กี่ชั่วโมง—หน้าที่สำคัญของมันอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับว่ามัน “เปิดติดไหม” แต่เกี่ยวกับว่า มันยังทำหน้าที่ป้องกันได้หรือเปล่า ⸻ 1) เบรกเกอร์: สิ่งเล็ก ๆ ที่คุมความปลอดภัยของทั้งอาคาร หลายคนเห็นเบรกเกอร์ที่เคยจมน้ำ แล้วนำมาผึ่งลมจนแห้ง เปิดไฟ…ติด ดูเหมือนใช้งานได้ปกติ แต่ความจริงคือ “การเปิดติด” ไม่ได้แปลว่า “ปลอดภัย” เบรกเกอร์มี 2 หน้าที่ 1. เปิด-ปิดวงจร 2. และที่สำคัญที่สุด → ตัดกระแสเมื่อเกิดโหลดเกิน หลังโดนน้ำ กลไกภายในเกิดสนิม การสึกกร่อน และความผิดปกติที่มองไม่เห็น ผลคือ เบรกเกอร์อาจ “ไม่ตัดกระแส” เมื่อจำเป็นต้องตัด เมื่อไม่ตัด – สายไฟจะเริ่มร้อน – ฉนวนละลาย – กระแสลัดวงจร – และไฟไหม้ตามมา ไฟไหม้หลายครั้งเกิดจาก “อุปกรณ์ตัดกระแสที่ไม่ทำงาน” ไม่ใช่เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าเสีย นี่คือความอันตรายที่หลายคนประเมินต่ำเกินไป ⸻ 2) ทำไมมาตรฐานสากลถึงสั่งให้ ‘เปลี่ยนใหม่เท่านั้น’? เพราะไม่มีวิธีตรวจที่ 100% สำหรับเบรกเกอร์ที่จมน้ำ แม้ช่างจะทดสอบแล้วพบว่าเปิดไฟได้ ไม่ชอร์ต แต่ก็ไม่มีใครตรวจได้แน่นอนว่ากลไก Trip จะทำงานได้เมื่อกระแสเกินจริง อุปกรณ์ที่เอาชีวิตคนเป็นเดิมพัน ไม่ควรฝากไว้กับ “ความน่าจะเป็น” มาตรฐานสากลจึงให้คำแนะนำชัดเจน เบรกเกอร์ที่จมน้ำ = ต้องเปลี่ยนใหม่ ⸻ 3) Safety Valve: ตัวป้องกันการระเบิดที่หลายอาคารมองข้าม ในระบบเครื่องกล เช่น – ระบบทำความเย็น (Refrigeration) – ระบบไอน้ำ – ระบบแรงดันสูงอื่น ๆ จะมีอุปกรณ์หนึ่งที่สำคัญมาก คือ Safety Valve มันทำหน้าที่เหมือน “ประตูระบายความดัน” หากความดันในระบบเกินกว่าที่ออกแบบไว้ Safety Valve จะเปิดเพื่อระบายแรงดัน ไม่ให้ระบบระเบิด แต่หลังน้ำท่วม – สปริง – กลไกเปิด-ปิด – ซีล อาจบิดเบี้ยวหรือเสื่อมสภาพจนไม่ทำงาน ถ้า Safety Valve ไม่ยอมเปิดในวันที่ความดันสูงผิดปกติ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาอาจไม่ใช่แค่เครื่องจักรเสีย แต่คือ “การระเบิดของระบบแรงดันสูง” หลายเหตุการณ์ใหญ่ทั่วโลก เกิดจาก Safety Valve ไม่ทำงาน ไม่ใช่เพราะระบบใหญ่ผิดพลาด แต่เพราะ “ตัวป้องกันสุดท้าย” ล้มเหลว ⸻ 4) หลังน้ำท่วม: สิ่งที่อาคารต้องทำ ไม่ใช่แค่ซ่อม แต่ต้อง ‘ประเมินความปลอดภัยใหม่ทั้งหมด’ อาคารจำนวนมากรีบเร่งเดินเครื่องเพื่อให้กลับมาใช้งานได้เร็วที่สุด แต่ความเร่งรีบอาจแปลว่า “มองข้ามความเสี่ยงตัวจริง” หลังน้ำท่วม ต้องตรวจหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ดังนี้ • เบรกเกอร์ทุกตัวที่โดนน้ำ • Safety Valve ในทุกระบบแรงดันสูง • Pressure Switch, Level Switch, Flow Switch • อุปกรณ์ควบคุมความปลอดภัยอื่น ๆ หลักคิดง่ายมาก ถ้าอุปกรณ์นั้นคือ “ตัวป้องกันชีวิต” → อย่าเสี่ยงใช้ของที่ถูกน้ำท่วม ⸻ 5) ทำไมเรื่องนี้สำคัญ? เพราะ Safety Device = ประกันชีวิตของอาคาร อาคารที่ดูปลอดภัยที่สุด ไม่ใช่อาคารที่ซ่อมแซมเร็วที่สุด แต่คืออาคารที่ “ไม่ปล่อยให้อุปกรณ์ป้องกันล้มเหลว” แม้แต่ชิ้นเดียว เพราะอุปกรณ์ Safety แต่ละตัว เหมือนระบบเบรกของรถยนต์ เราจะไม่อยากใช้เบรกที่เคยจมน้ำมาก่อน แม้มันจะเหยียบติดก็ตาม ⸻ บทสรุป หลังน้ำท่วม สิ่งที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่น้ำที่ท่วมอาคาร แต่คืออุปกรณ์ Safety ที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้เหมือนเดิม เบรกเกอร์ที่ไม่ตัดไฟ และ Safety Valve ที่ไม่เปิด คือสองเรื่องที่นำไปสู่ความเสียหายใหญ่หลวงที่สุดในงานบริหารอาคาร มาตรฐานจึงพูดชัด อุปกรณ์ Safety ที่จมน้ำ = ต้องตรวจละเอียด หรือเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เพราะความปลอดภัย…ไม่มีคำว่า “เอาไปก่อน เดี๋ยวค่อยว่า” มีแต่คำว่า “ต้องมั่นใจ 100% ก่อนเปิดใช้งาน” #น้ำท่วม #ฟื้นฟูอาคาร #SafetyDevice #ElectricalSafety #MechanicalSafety #JackJournal
Play Video
Play Video
02:52
อันตรายหลังน้ำท่วมระบบประปา
หลังน้ำท่วม…อันตรายที่ซ่อนอยู่ใน “น้ำประปา” อาจรุนแรงกว่าที่หลายคนคิด หลายอาคารเริ่มมีน้ำไหลกลับมาแล้ว แต่ไม่ได้แปลว่า “ปลอดภัย” คลิปนี้สรุปชัด ทำไมน้ำประปาหลังน้ำท่วมถึงเสี่ยงปนเปื้อน ทำไมถึงห้ามดื่มทันที และอาคารต้องทำอะไรบ้างก่อนเปิดใช้งานจริง 📌 ประเด็นสำคัญจากคลิป • ระบบท่อประปาที่สูญเสียแรงดันอาจดูดสิ่งปนเปื้อนเข้าไป เช่น ซากสัตว์ ปฏิกูล และน้ำสกปรก • ถังน้ำใต้ดินถูกน้ำท่วม = สิ่งปนเปื้อนเข้าสู่ระบบทั้งหมดของอาคาร • แม้น้ำจะไหลแล้ว ก็ห้ามดื่มทันที ต้องต้มก่อน • ต้องรอประกาศยืนยันความปลอดภัยจากการประปา • อาคารต้องล้างถังน้ำ ล้างท่อ ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนเข้มข้นสูง ตามหลักวิศวกรรม • ในช่วงแรกใช้น้ำใหม่ล้างพื้นก่อน อย่านำมาดื่ม • โรงพยาบาล เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ = ต้องเข้มงวดยิ่งกว่าเดิม • ขั้นสุดท้าย ควรตรวจคุณภาพน้ำแบบแล็บ ⸻ “อันตรายที่ซ่อนอยู่ในน้ำประปาหลังน้ำท่วม: ทำไมอาคารจึงต้องล้างทั้งระบบก่อนใช้งานจริง” เวลาน้ำท่วม…สิ่งที่เรามองเห็นคือบ้านเรือน ถนน รถยนต์ที่จมอยู่ใต้น้ำ แต่สิ่งที่เรา “มองไม่เห็น” และอาจอันตรายยิ่งกว่า คือการปนเปื้อนใน ระบบประปา ของเมืองและอาคารต่าง ๆ หลายครั้งหลังน้ำลดไม่นาน เราจะเห็นน้ำประปาไหลกลับมาเหมือนเดิม ผู้คนอาจรู้สึกว่า “ทุกอย่างกลับสู่ปกติแล้ว” แต่เบื้องหลังความปกตินั้น มีความเสี่ยงที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่เต็มไปหมด และนี่คือเรื่องที่ผู้ดูแลอาคารทุกแห่งต้องเข้าใจให้ลึก… เพราะน้ำที่ออกจากก๊อก อาจไม่ใช่น้ำที่เราคิดว่ามันเป็น ⸻ 1) ทำไมน้ำประปาหลังน้ำท่วมถึงเสี่ยงอันตราย? คำตอบเริ่มต้นง่ายมาก เมื่อน้ำท่วม เมืองทั้งเมืองมักเผชิญปัญหาเดียวกันคือ แรงดันในท่อประปาหายไป พอไม่มีแรงดัน สิ่งสกปรกจากภายนอก—ตั้งแต่โคลน ซากพืช ซากสัตว์ ไปจนถึงปฏิกูล—สามารถ “ย้อนเข้าไปในท่อ” ได้ นี่คือกลไกเดียวกันกับหลอดน้ำที่เราอัดลมไม่ทัน ท่อประปาที่ไม่มีกำลังดัน ก็เหมือนหลอดที่ดูดเอาสิ่งรอบตัวเข้าไปโดยไม่รู้ตัว น้ำที่เราคิดว่า “ใส” อาจปนเชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรียจำนวนมหาศาลโดยที่ไม่เห็นด้วยตาเปล่า ⸻ 2) ถังน้ำใต้ดิน: จุดเสี่ยงที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่รู้ หลายอาคารใช้น้ำประปาผ่าน “ถังเก็บน้ำใต้ดิน” ก่อนสูบขึ้นไปจ่ายให้ทั้งอาคาร ทันทีที่เกิดน้ำท่วม ถังเหล่านี้คือจุดแรก ๆ ที่โดนผลกระทบ ถังน้ำที่ถูกน้ำท่วม = สิ่งสกปรกจากน้ำท่วมไหลเข้าไปเต็ม ๆ และเมื่อน้ำไหลขึ้นสู่ระบบท่อของอาคาร สิ่งปนเปื้อนก็ไหลตามขึ้นไปด้วย ผลลัพธ์คือ อาคารอาจมีน้ำไหลปกติ แต่ความปลอดภัย ไม่ปกติ ⸻ 3) แม้น้ำไหลแล้ว…ทำไมยังดื่มไม่ได้? หลายคนเชื่อผิด ๆ ว่า “น้ำไหลกลับมาเมื่อไร ก็ใช้ดื่มได้ทันที” แต่ความจริงคือ ผิดเต็มประตู น้ำที่ดูใสอาจยังมีเชื้อโรค เช่น อี.โคไล (E.coli), ซัลโมเนลลา หรือไวรัสจากของเสียมนุษย์ ดังนั้นหลังน้ำท่วม ทุกหน่วยงานแนะนำเหมือนกันทั่วโลกว่า ห้ามดื่มน้ำประปาทันที ต้องต้มก่อนเท่านั้น ⸻ 4) ระบบผลิตน้ำต้องปลอดภัยก่อน เมืองจึงจะปลอดภัย ก่อนจะใช้น้ำประปาได้อย่างมั่นใจ ต้องรอฟังประกาศจาก • การประปาฯ • หรือผู้ผลิตน้ำท้องถิ่น เพราะกระบวนการตรวจสอบต้องทำตั้งแต่ “ต้นน้ำ” จากโรงผลิต → ท่อหลัก → ท่อย่อย → เข้าสู่เขตเมือง หากขั้นใดขั้นหนึ่งยังปนเปื้อน น้ำก็ยังไม่ปลอดภัย ⸻ 5) แล้วอาคารต้องทำอะไร? ทำไมต้องล้างทั้งระบบ? แม้ต้นทางของเมืองจะปลอดภัยแล้ว แต่อาคารเองก็ต้องทำงานต่ออีกหลายขั้นตอน เพราะถังน้ำและท่อภายในอาคารอาจยังสกปรกเหมือนเดิม ขั้นตอนที่ถูกต้องคือ 1. ล้างถังน้ำประปา 2. ล้างท่อภายในอาคาร 3. เติมคลอรีนความเข้มข้นสูง 4. แช่ทิ้งไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อฆ่าเชื้อโรค 5. ระบายน้ำออก 6. เติมน้ำใหม่ แล้วตรวจคลอรีนให้กลับสู่ระดับปลอดภัย นี่คือกระบวนการที่ต้องทำ “ตามหลักวิศวกรรมสุขาภิบาล” ไม่ใช่ทำแบบเร็ว ๆ แล้วคิดว่าจบ ⸻ 6) น้ำชุดแรกที่เข้ามา…ไม่ควรนำไปดื่มหรือใช้กับร่างกาย น้ำประปาชุดแรกมักมีตะกอนสูง และอาจยังมีสิ่งปนเปื้อน อาคารจำนวนมากจึงเลือกปล่อยน้ำชุดแรกทิ้ง หรือใช้น้ำเหล่านั้นล้างพื้น ล้างอาคารก่อน เป็นการ “ล้างทางเดินน้ำ” ให้สะอาด ก่อนเริ่มใช้งานจริง ⸻ 7) อาคารเสี่ยงสูง ต้องเข้มงวดยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะ • โรงพยาบาล • คลินิก • ศูนย์เด็กเล็ก • ศูนย์ผู้สูงอายุ อาคารเหล่านี้มีผู้อยู่อาศัยที่ภูมิคุ้มกันต่ำ จึงต้องเด็ดขาดขึ้นหลายเท่าในกระบวนการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ ⸻ 😎 ขั้นสุดท้าย: ตรวจน้ำในห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันความปลอดภัย เมื่อระบบทั้งหมดสะอาดแล้ว การส่งน้ำจาก “ก๊อกปลายทาง” ไปตรวจที่ห้องแล็บคือขั้นตอนที่ช่วยยืนยันได้ชัดเจนที่สุดว่า น้ำประปาในอาคารปลอดภัยจริง เพราะสิ่งที่วัดได้…คือความจริงที่หลอกไม่ได้ ⸻ บทสรุป น้ำท่วมทำลายถนน บ้าน และทรัพย์สิน แต่ความเสียหายที่ซ่อนอยู่ในระบบประปาอาจร้ายแรงกว่า เพราะมันกระทบ “คุณภาพชีวิต” ของผู้คนทั้งอาคารโดยตรง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม การล้างถังน้ำ ล้างท่อ ฆ่าเชื้อ และตรวจน้ำ จึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือหน้าที่สำคัญของผู้บริหารอาคารทุกฝ่าย เพื่อให้คนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยอีกครั้ง เพราะคุณภาพน้ำที่ดี…ไม่ใช่เรื่องดวง แต่เป็นผลของการทำงานที่ละเอียด รอบคอบ และไม่ประมาทแม้แต่วินาทีเดียว #น้ำท่วม #ฟื้นฟูอาคาร #ระบบประปา #ความปลอดภัยหลังน้ำท่วม #JackJournal
Play Video
Play Video
01:28
Build Back Better Hat Yai
Build Back Better: โอกาสฟื้นฟูหาดใหญ่ให้แข็งแรงกว่าเดิม สถานการณ์ที่หาดใหญ่มาถึงจุดสำคัญแล้ว—จาก “ภาวะวิกฤต” เข้าสู่ “ช่วงฟื้นฟู” และเป็นช่วงเวลาที่ทุกภาคธุรกิจต้องตัดสินใจให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ความเสียหายครั้งนี้เกิดซ้ำอีกในอนาคต คลิปนี้อธิบายว่า กลยุทธ์ Build Back Better (BBB) ไม่ใช่แค่ซ่อมให้กลับมาเหมือนเดิม แต่คือการ “สร้างกลับใหม่ให้ดีกว่าเดิม” แข็งแรงกว่าเดิม ปลอดภัยกว่าเดิม และพร้อมรับภัยพิบัติรอบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ สรุปประเด็นสำคัญจากคลิป 👇 🔹 Build Back Better คืออะไร แนวคิดฟื้นฟูหลังภัยพิบัติที่เน้นสร้างระบบและโครงสร้างใหม่ให้ทนทานกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ซ่อมให้เหมือนเดิม 🔹 ทำไมต้องใช้ BBB ตอนนี้ นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการประเมินความเสี่ยงใหม่ทั้งหมด แล้วออกแบบการกลับมาอย่างยั่งยืนและต้านทานน้ำท่วมได้มากขึ้น 🔹 สิ่งที่ธุรกิจในหาดใหญ่ควรทำ • ธุรกิจที่มีประกันภัยต้องรีบแจ้งบริษัทประกันและเปิดเคลมทันที • ประสานเจ้าหน้าที่เข้ามาประเมินความเสียหาย • หาผู้เชี่ยวชาญมาวางแผน “จะสร้างกลับมาใหม่ให้ดีขึ้นอย่างไร” • ขับเคลื่อนตามแผน BCP เพื่อกลับมาเปิดกิจการให้เร็วที่สุด 🔹 ข้อคิดจากคลิป ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การฟื้นฟู แต่คือ โอกาสครั้งใหญ่ในการยกระดับเมืองและธุรกิจ เพราะความเสียหายครั้งใหญ่ มาพร้อมโอกาสในการ “สร้างระบบใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม” #HatYaiFlood2025 #BuildBackBetter #BCP #DisasterRecovery #FloodRecovery #UrbanResilience #JackJournal
Play Video
Play Video
02:21
อาคารเรา ทนน้ำท่วมได้สูงเท่าไร
ตอนนี้หลายพื้นที่ในหาดใหญ่ยังเผชิญน้ำท่วมหนัก สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยของทุกคนก่อนเป็นอันดับแรก แต่ในขณะเดียวกัน ควรเริ่ม “เตรียมทีมฟื้นฟู” ตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้พร้อมทำงานทันทีเมื่อน้ำลด เพราะช่วงฟื้นฟูเป็นงานใหญ่และต้องใช้เวลาอย่างมาก นี่คือสรุปจากคลิป 👇 • 💧 หลังน้ำลดจะพบโคลนและเชื้อราปริมาณมาก ผนัง เฟอร์นิเจอร์ พื้นที่ภายในอาคารดูดน้ำเร็วและเสี่ยงเชื้อราภายในไม่กี่วัน • 🧹 งานฟื้นฟูต้องใช้แรงและเวลาอย่างมาก ต้องขนของ ล้างพื้น ขัดผนัง ทำความสะอาดทั้งบ้านหรือทั้งอาคาร • 🔧 ควรเตรียมอุปกรณ์เร่งงานตั้งแต่ตอนนี้ เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ปั๊มน้ำ ถุงมือยาง ไม้ถูพื้น ถุงขยะ อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยลดเวลาฟื้นฟูลงได้อย่างมีนัยสำคัญ • 🧭 ควรจัดทีมฟื้นฟูล่วงหน้า ทีมทำความสะอาด ทีมจัดการขยะ ทีมประเมินความเสียหาย เมื่อได้รับสัญญาณว่าน้ำเริ่มลด จะได้ทำงานต่อได้ทันทีโดยไม่เสียเวลา • ⏳ การฟื้นฟูทั้งเมืองใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน บ้านเรือน ถนน ระบบสาธารณูปโภค โรงเรียน ร้านค้า ต้องซ่อมพร้อมกัน ตอนนี้ขอให้ทุกคนปลอดภัยเป็นอันดับแรก และเริ่มเตรียมแผน–เตรียมคน–เตรียมอุปกรณ์ล่วงหน้า เพื่อให้พร้อมลุยทันทีหลังน้ำลด #HatyaiFlood #น้ำท่วมหาดใหญ่ #ฟื้นฟูหลังน้ำท่วม #DisasterManagement #HatyaiStrong #JackJournal
Play Video
Play Video
02:53
สิ่งที่จะเกิดหลัังน้ำลดที่หาดใหญ่
หลังน้ำลดที่หาดใหญ่…งานใหญ่เพิ่งเริ่มต้น สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ แต่สำคัญมากต่อการฟื้นฟูเมือง หลังน้ำลด เมืองจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานอย่างน้อย 6 เดือน และมี “3 งานใหญ่” ที่ต้องเร่งจัดการทันที ซึ่งจะกระทบทั้งชีวิตความเป็นอยู่ สุขภาพ และค่าใช้จ่ายของทุกครัวเรือน ⸻ 🧹 1) งานทำความสะอาดครั้งใหญ่ หลังน้ำลด บ้านจะเต็มไปด้วยโคลนและเชื้อราตามโซฟา ผ้าม่าน และผนัง สิ่งที่ต้องเร่งช่วย: • เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ช่วยลดเวลาได้มาก • การจัดการ “ขยะมหาศาล” ต้องใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ ไม่ใช่รถขยะทั่วไป • ต้องรีบขนออก ป้องกันสปอร์เชื้อราแพร่กระจายและปัญหาสุขภาพระยะยาว ⸻ 🔧 2) งานซ่อมแซมเครื่องใช้จำนวนมาก ของใช้พื้นฐานจะเสียหาย เช่น พัดลม หม้อหุงข้าว ตู้เย็น ทีวี และอุปกรณ์ผู้สูงอายุ/เด็ก สิ่งที่ควรรู้: • นักเรียนอาชีวะคือ “ฮีโร่” ช่วยซ่อมได้จำนวนมาก • ต้องจัดศูนย์ซ่อมให้เป็นระบบ ป้องกันมิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาหาผลประโยชน์ในช่วงประชาชนเดือดร้อน ⸻ 🏚️ 3) งานสร้างใหม่ หลังรื้อพรม ผ้าม่าน และวัสดุที่เสียหาย จะเริ่มปูกระเบื้องใหม่ ทาสีใหม่ และติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ สิ่งที่ต้องช่วยกัน: • ควบคุมราคาไม่ให้ “โก่งราคา” ค่าช่างและวัสดุก่อสร้าง เพราะความต้องการจะพุ่งสูงทั้งเมือง ⸻ 🛠️ เตรียมฟื้นฟูตั้งแต่วันนี้ ในขณะทีมหนึ่งกำลังช่วยเหลือเฉพาะหน้า ควรมี อีกทีมวางแผนฟื้นฟูล่วงหน้า เพื่อให้เมื่อถึงเวลาน้ำลด ทุกอย่างกลับมาได้เร็วที่สุด ลดค่าใช้จ่ายและลดความเสียหายที่ยืดเยื้อ ⸻ #น้ำท่วมหาดใหญ่ #ฟื้นฟูหลังน้ำลด #ช่วยเหลือผู้ประสบภัย #HatyaiFlood2025 #การจัดการภัยพิบัติ #DisasterRecovery #อาสาสมัคร #หาดใหญ่เข้มแข็ง #ร่วมกันฟื้นเมืองเรา
Play Video
Play Video
02:37
เตรียมฟื้นฟูหาดใหญ่หลังน้ำท่วม
📌 “เตรียมฟื้นฟูหาดใหญ่หลังน้ำท่วม” เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่นี้คือบททดสอบสำคัญของหาดใหญ่และหลายพื้นที่ในภาคใต้ คลิปนี้สรุป “สิ่งที่ต้องทำทันที – และสิ่งที่ต้องรีบเตรียม” เพื่อให้ทุกครอบครัว ธุรกิจ และอาคารฟื้นกลับมาได้เร็วที่สุด และปลอดภัยที่สุด 💡 สรุปสาระสำคัญจากคลิป 1) สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงวิกฤต • อันดับ 1: ชีวิตต้องมาก่อน — ช่วยเหลือ ป้องกันอันตราย และดูแลความปลอดภัยเป็นลำดับแรก • อันดับ 2: ลดความเสียหายของทรัพย์สิน — รีบป้องกันของที่ยังไม่เสีย • จากนั้นจึงเข้าสู่ ช่วงฟื้นฟู ซึ่งสำคัญมากและต้องทำอย่างเป็นระบบ ⸻ 2) ประกันภัย & ผู้รับเหมา ต้องเตรียมล่วงหน้า • ตรวจ กรมธรรม์ ให้ชัดว่า คุ้มครองน้ำท่วมหรือไม่ และมีวงเงินเท่าไร • เมื่อน้ำเริ่มลด รีบหา ผู้รับเหมาที่เชื่อถือได้ มาให้ราคาประเมิน • ติดต่อ บริษัทประกันภัย ให้มาสำรวจโดยเร็ว • ต้องทำทุกอย่างแข่งกับเวลา เพราะหลังน้ำลดทั้งเมืองจะต้องซ่อมพร้อมกัน → ผู้รับเหมา & วัสดุจะขาดแคลนมาก ⸻ 3) ความปลอดภัยเรื่องไฟฟ้า = ห้ามประมาทเด็ดขาด • หลีกเลี่ยง สายไฟ / เสาไฟ / โครงโลหะ ทุกชนิด เพราะเสี่ยงไฟรั่ว • เครื่องใช้ไฟฟ้าที่โดนน้ำ เช่น • แอร์แบบตั้งพื้น • ตู้เย็น • เครื่องซักผ้า • ปั๊มน้ำ จากประสบการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ — หลายชิ้นซ่อมกลับมาใช้งานได้ ถ้าปล่อยให้แห้งสนิท + ทำความสะอาด • ❗ ต้อง รอให้แห้ง 100% ก่อนจ่ายไฟและลองเดินเครื่อง ⸻ 4) หากเป็นอาคารใหญ่ / โรงงาน ต้องฟื้นระบบความปลอดภัยก่อน • ระบบที่ต้องรีบฟื้นอันดับแรก ได้แก่ • ระบบดับเพลิง • ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ • เพื่อให้อาคารกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย • และอย่าลืม ทำระดับน้ำสูงสุด (High-water mark) เพื่อใช้วางแผนป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ⸻ #หาดใหญ่ #ฟื้นฟูหลังน้ำท่วม #เตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย #ChakrapanPawangkarat #PropertyManagement #DisasterRecovery #FloodResponse #สรุปให้ดูง่ายๆ
Play Video
Play Video
00:29
ด่วน! ค้นพบข้อเสียสำคัญของประตูบานเลื่อน
🚨 BREAKING NEWS: พบข้อเสียใหญ่ของ “ประตูบานเลื่อน” ที่หลายบ้านไม่เคยรู้มาก่อน! คลิปนี้เผยให้เห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ตรงหน้าเรา… และมันทำให้ค่าไฟพุ่งขึ้นแบบเสียของโดยไม่รู้ตัว! 🎥 สรุปเนื้อหา 🟥 จุดรั่วซ่อนอยู่ ระหว่าง “บานเลื่อน–บานติดตาย” 🟥 ลมร้อน + ความชื้น ไหลเข้าห้องตลอดเวลา 🟥 แอร์ทำงานหนักขึ้น → ค่าไฟพุ่ง → ปล่อยคาร์บอนเกินจำเป็น 🟥 แต่ข่าวดีคือ แก้ง่ายมาก แค่ติดแถบกันลมรั่วก็จบ 📺 ดูคลิปเต็ม (25 วินาที) ใครมีประตูบานเลื่อนที่บ้าน ต้องรีบดูก่อนจะเสียเงินไปแบบไม่รู้ตัว 🚨💡🌍
Play Video
Play Video
01:26
วิธีแก้ความชื้นสูงเวลาไปพักโรมแรมริมทะเล
🌧️❄️ ความชื้นสูงเวลาไปพักโรงแรมริมทะเล… แก้ยังไงดี? ใครไปทะเลแล้วรู้สึก “อับ ชื้น เหนียวตัว” ทั้งที่เปิดแอร์แรงสุด… คลิปนี้ตอบโจทย์ แบบเข้าใจง่าย พร้อมวิธีแก้ที่ทำได้ทันทีในห้องพัก 💡 💧 สรุปสั้น ๆ แอร์โรงแรมจะหยุดทำงานเมื่อถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ทำให้ไม่ดึงความชื้นออก และพัดลมยังพาความชื้นกลับเข้าห้องอีก 😮 วิธีแก้ง่าย ๆ ที่ทำได้ทันที: • ปรับ Fan Speed ให้ต่ำ เพื่อให้เครื่องแอร์กำจัดความชื้นดีขึ้น • ตั้ง 24–25°C ไม่ต้องปรับให้เย็นจัด • ลองใช้ Dry Mode ถ้าเครื่องมี จะช่วยลดความชื้น โดยไม่พัดพาความชื้นออกจากเครื่อง • ถ้าไม่มี Dry Mode ให้เปิดแอร์ให้เย็นถึงจุดที่ต้องการ แล้ว ปิดเครื่องชั่วคราว เพื่อไม่ให้พัดลมพาความชื้นกลับเข้าห้อง เหมาะมากสำหรับคนที่ไปทะเลแล้วเจอห้องชื้น นอนแล้วไม่สบายตัว ลองทำตามดู ดีขึ้นทันที ✨ #ความชื้นในห้องพัก #แอร์โรงแรม #เที่ยวทะเล #HotelTips #ลดความชื้น #AirConditioningTips #HumidityControl #ChakrapanPawangkarat #JackJournal #BuildingManagement #วิศวกรรมปรับอากาศ #ความรู้คู่การเดินทาง #ทริปทะเล #BeachTripTips #DryMode #FanSpeed #แอร์เย็นสบายไม่เหนียวตัว
Play Video
Play Video
02:35
“Commissioning Report สำคัญแค่ไหน?”
“Commissioning Report สำคัญแค่ไหน?”✨ หลายคนคุ้นคำว่า “Commissioning” แต่อาจไม่ค่อยรู้ว่า รายงาน Commissioning Report คือหัวใจของการเริ่มต้นอาคารที่ดี ❤️🔥 ใครทำงานด้านอาคาร—วิศวกร, PM, ผู้จัดการอาคาร, ช่างเทคนิค—ไม่ควรพลาด ⸻ 🔍 สรุปเนื้อหาในคลิป ✅ Commissioning Report คืออะไร? • เป็นเอกสารสำคัญที่ผู้ว่าจ้างควรได้รับทันทีเมื่ออาคารสร้างเสร็จใหม่ๆ • เก็บ “ค่าเริ่มต้นของระบบ” ทั้งหมด เช่น แรงดัน, Flow, กระแสไฟ, ค่าควบคุม ฯลฯ • ใช้เป็นเอกสารอ้างอิงระยะยาวสำหรับงานบริหารอาคาร 🛠️ ทำไมถึงสำคัญมาก? • ใช้เทียบค่าปัจจุบันกับค่าเริ่มต้น → เห็นความเสื่อมได้ชัดเจน • ช่วยยืนยันว่าอาคารถูกติดตั้งและปรับจูน “พร้อมใช้งานจริง” • วางแผน Maintenance / Overhaul / เปลี่ยนอุปกรณ์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น 🧪 กระบวนการทำ Commissioning • ทดสอบการทำงานของทุกระบบตอนท้ายงานก่อสร้าง • ตรวจจับปัญหาที่มักเจอ เช่น ท่อลมรั่ว, เดินสายไฟไม่สมบูรณ์ • แก้ไขทุกจุดให้เรียบร้อย ก่อนออก Report ฉบับสมบูรณ์ส่งมอบอาคาร 📘 ฝ่ายวิศวกรรมอาคารควรใช้ยังไง? • อ้างอิงค่าใน Report เพื่อเทียบกับค่าปัจจุบันเสมอ • หากค่าผิดเพี้ยนมาก = สัญญาณว่าระบบเริ่มมีปัญหา • ทำให้อาคารเดินระบบได้เต็มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องเดา ⸻ ถ้าใครทำงานด้านงานระบบ งานบริหารอาคาร การมี Commissioning Report ที่ดี ช่วยให้เราดูแลอาคารได้แบบ “จบจริง” ไม่ต้องเดา ไม่ต้องแก้ซ้ำ #Commissioning #CommissioningReport #BuildingCommissioning #PropertyManagement #BuildingManagement #HVACengineering #MEPEngineering #BuildingOperation #FacilityManagement #BuildingPerformance #SmartBuilding #EnergyEfficiency #EngineeringKnowledge #RealEstateThailand #JackJournal #ChakrapanPawangkarat
Play Video
Play Video
02:09
จะรู้ได้ไงว่า Fire Pump ทำงานได้จริง
🔥 จะรู้ได้ไงว่า Fire Pump ทำงานได้ “จริง” เวลามีไฟไหม้? หลายอาคารเดินเครื่อง Fire Pump ทุกสัปดาห์ แต่ไม่ได้ ทดสอบสมรรถนะจริง พอถึงเวลามีเหตุฉุกเฉิน… ปั๊มหมุน แต่ น้ำไม่ออก ก็เคยเกิดขึ้นจริง คลิปนี้อธิบายว่า การทดสอบสมรรถนะประจำปี (Performance Test) ไม่ใช่แค่เดินเครื่องให้หมุน แต่คือการ พิสูจน์ว่าเครื่องสูบน้ำดับเพลิงพร้อมใช้งานจริง ⸻ 🎯 สรุปเนื้อหาในคลิป การทดสอบสมรรถนะต้องมี 3 จุด ตามมาตรฐาน NFPA 25 1. No Flow ปิดวาล์วทั้งหมด → วัดแรงดันสูงสุดของปั๊ม 2. อัตราไหล 100% เดินที่อัตราการไหลตามการออกแบบ → แรงดันต้องได้ตามสเปค 3. อัตราไหล 150% เปิดจ่ายน้ำเกินการออกแบบ → ดูว่าเครื่องยนต์/มอเตอร์ยังขับได้ต่อเนื่องหรือไม่ ถ้าผ่านครบทั้ง 3 จุด → มั่นใจได้ว่าพร้อมสู้งานจริง ⸻ 🏢 ทำไมสำคัญ โดยเฉพาะอาคาร 20–30 ปีขึ้นไป ระบบอาจเสื่อมสภาพโดยไม่รู้ตัว และ บริษัทประกันภัย มักขอดูรายงานทดสอบ เพราะกรมธรรม์ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่า ระบบดับเพลิงต้องใช้งานได้จริง ⸻ ถ้าอาคารของคุณยังไม่เคยทำ Performance Test 3 จุด อาจถึงเวลาที่ต้องเช็คให้แน่ใจ ว่า Fire Pump ที่เรามี “ทำงานได้จริง” ⸻ #FirePump #NFPA25 #FireSafety #BuildingManagement #PropertyManagement #อาคารปลอดภัย #ระบบดับเพลิง #FacilityManagement #RealEstateOperations #JackJournal
Play Video
Play Video
01:19
ไปลอยกระทงระวังโดนไฟดูด
🎆 🌊 ไปลอยกระทง…อย่าให้ “แสงไฟแห่งความสุข” กลายเป็น “ไฟแห่งอันตราย” คืนนี้หลายพื้นที่จัดงานลอยกระทงกัน 🎇 แต่ในความสวยงามของแสงไฟริมแม่น้ำ…ยังมี “ความเสี่ยง” ที่มักถูกมองข้าม — นั่นคือ ไฟฟ้าแสงสว่างชั่วคราว ที่ต่อกันอย่างเร่งรีบโดยไม่ได้มาตรฐาน ⚡ วิดีโอนี้เตือนให้ทุกคนรู้เท่าทัน “อันตรายจากไฟดูด” ที่เกิดขึ้นได้จริงในงานเทศกาล สรุปข้อควรระวังสำคัญ: 🔌 สาเหตุเสี่ยงไฟดูดที่มักพบในงานลอยกระทง • เดินสายไฟชั่วคราวไม่ปลอดภัย • ใช้สายไฟผิดประเภท หรือวางบนพื้นดิน/พื้นหญ้าที่เปียกน้ำ • ต่อสายไฟด้วยเทปพันสายไฟแทนข้อต่อกันน้ำ 🧯 สิ่งที่ควรทำเพื่อความปลอดภัย • ผู้ร่วมงานควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือเดินใกล้จุดติดตั้งไฟฟ้าชั่วคราว • เจ้าของพื้นที่ต้องตรวจตราการเดินสายไฟให้รัดกุม • ต้องมีระบบสายดิน และกั้นพื้นที่เสี่ยงไม่ให้คนเข้าใกล้ โดยเฉพาะเด็ก ๆ เพียงตรวจสอบและป้องกันล่วงหน้า “แสงไฟแห่งความสุข” ก็จะไม่กลายเป็น “ไฟแห่งอันตราย” #JackJournal #ChakrapanPawangkarat #ลอยกระทงปลอดภัย #ไฟดูด #ความปลอดภัยในงานเทศกาล #ElectricalSafety
Play Video
Play Video
02:16
น้ำท่วมห้องเครื่องสูบน้ำ: บทเรียนจากความประมาทเพียงนิดเดียว
น้ำท่วมห้องเครื่องสูบน้ำ: บทเรียนจากความประมาทเพียงนิดเดียว “หนึ่งในเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยในอาคารสูง” — น้ำท่วมห้องเครื่องสูบน้ำประปา หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ความเสียหายอาจลามถึงส่วนของผู้เช่าหรือส่วนสำคัญอื่นของอาคารได้! 🎯 สาเหตุหลักที่พบบ่อย • 🔧 ลืมปิดวาล์วระบายน้ำ — มักเกิดหลังการซ่อมบำรุงถังน้ำประปา เช่น การเดรนน้ำออกเพื่อซ่อมถัง หากลืมปิดวาล์วระบายน้ำทิ้ง เมื่อเติมน้ำกลับเข้าไปจนถึงระดับท่อระบายน้ำ น้ำจะไหลออกมาท่วมพื้นห้องเครื่อง • 🧩 วาล์วลูกลอยค้าง — ทำให้น้ำไหลเข้าไม่หยุดจนล้นออกทางท่อ Overflow และถ้าท่อระบายนี้ต่อเข้าห้องเครื่องโดยตรง น้ำก็จะท่วมโดยไม่รู้ตัว 🛠️ แนวทางป้องกันก่อนสายเกินแก้ • 💡 ติดตั้งระบบ Water Leak Detector — ตรวจจับน้ำรั่วหรือน้ำท่วมได้ทันที พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยังห้องควบคุมอาคาร • 🧱 ติดตั้งคันกั้นน้ำ (เขื่อนเตี้ย) — ป้องกันไม่ให้น้ำล้นกระจายออกไปในพื้นที่อื่น โดยเฉพาะบริเวณขอบริมอาคารและหน้าประตูห้องเครื่อง 🏢 ความประมาทเพียงเล็กน้อยในห้องเครื่องสูบน้ำ อาจสร้างผลกระทบใหญ่ระดับอาคาร #JackJournal #BuildingSafety #FacilityManagement #EngineeringInsight #WaterLeakPrevention #PropertyManagement 💧
Play Video
Play Video
01:42
ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ สำคัญมาก
🔥 บทเรียนจากข่าวไฟไหม้อาคารสูง: ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ สำคัญกว่าที่หลายคนคิด 🔥 ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุไฟไหม้ในอาคารสูงหลายแห่ง และมีผู้เสียชีวิตอย่างน่าเศร้า… แต่สิ่งเหล่านี้ “ป้องกันได้” ถ้า ระบบดับเพลิงอัตโนมัติทำงานได้จริง 💧 ⸻ 🏢 อาคารขนาดใหญ่และอาคารสูง มี “ทางหนีจำกัด” เพราะฉะนั้น เป้าหมายไม่ใช่แค่ดับไฟ แต่คือการ “ต้องดับก่อนที่จะเกิดควันมากจนปิดกั้นเส้นทางหนีชีวิต” 🚪 ⸻ 💦 ระบบสปริงเกอร์ (Sprinkler System) คือหัวใจของระบบดับเพลิงอัตโนมัติ เพราะเมื่อเกิดไฟไหม้ หัวสปริงเกอร์จะ “ฉีดเองทันที” ไม่ต้องรอคน ไม่ต้องรอสั่งการ และสามารถดับไฟตั้งแต่ต้นเหตุ ก่อนจะลุกลาม 🔥 ⸻ 🚨 แต่ถ้าไฟไหม้แล้วไฟลุกไหม้ใหญ่ มีควันเต็มอาคาร นั่นคือสัญญาณชัดว่า “ระบบดับเพลิงอัตโนมัติไม่ทำงาน” สาเหตุที่พบบ่อยคือ 🔹 ติดตั้งไม่ถูกต้อง 🔹 เครื่องสูบน้ำไม่ทำงานอัตโนมัติ 🔹 ถังน้ำดับเพลิงไม่มีน้ำสำรอง 🔹 ถังน้ำมันดีเซลว่างเปล่า ⸻ 💡 บทเรียนสำคัญ คืออย่าคิดว่า “ติดตั้งแล้ว” หมายถึง “ปลอดภัยแล้ว” ผู้จัดการอาคารและทีมบำรุงรักษาต้อง ✅ ตรวจสอบระบบสปริงเกอร์ ✅ ทดสอบเครื่องสูบน้ำอัตโนมัติ ✅ ตรวจน้ำในถังสำรองและน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะระบบที่ “พร้อมทำงานทุกเวลา” คือสิ่งที่ช่วยรักษาชีวิตได้จริง ❤️ #JackJournal #ChakrapanPawangkarat #FireSafety #BuildingSafety #SprinklerSystem #PropertyManagement #อาคารสูง #ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ
Play Video
Play Video
01:43
ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดแบบจิตอาสาโปรดระวัง
🏢 “จิตอาสาได้…แต่ต้องเข้าใจกฎหมายด้วย” หลายคอนโดมีผู้จัดการนิติฯ ที่เข้ามาช่วยงานด้วยใจ — ทำด้วยความตั้งใจดี อยากให้คอนโดน่าอยู่ขึ้น แต่รู้ไหมคะ ว่าหน้าที่ของ “ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด” ไม่ได้จบแค่ “ช่วยดูแล” เท่านั้น เพราะตาม พ.ร.บ.อาคารชุด ระบุชัดว่า ผู้จัดการคือ “ผู้แทนโดยชอบธรรมของนิติบุคคล” และต้อง รับผิดชอบทางกฎหมายเต็มรูปแบบ 📜 หน้าที่สำคัญ เช่น • ดูแล ความปลอดภัยของเจ้าของร่วม และผู้อยู่อาศัยทั้งหมด • รับผิดชอบหากอาคาร บกพร่องด้านระบบวิศวกรรมหรือหนีไฟ • เป็นผู้ลงนาม ติดต่อหน่วยงานภายนอก ในนามของนิติบุคคล ⚠️ หากเกิดเหตุ เช่น ไฟไหม้แล้วมีผู้เสียชีวิต และพบว่าอาคารไม่มีการตรวจเช็กระบบดับเพลิง หรือบันไดหนีไฟไม่พร้อมใช้งาน ผู้จัดการนิติฯ อาจถูกมองว่า “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” และต้องขึ้นศาล แม้เข้ามาทำงานแบบ “จิตอาสา” ก็ตาม 💬 สรุปคือ การเป็น “ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด” ต้องมีทั้ง “ใจบริการ” และ “ความเข้าใจกฎหมาย” ควบคู่กัน เพราะความตั้งใจดีเพียงอย่างเดียว…ไม่เพียงพอในงานที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคนทั้งอาคาร #ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด #บริหารอาคาร #คอนโดปลอดภัย #JackJournal #PropertyManagement #CondoManagement #จิตอาสาแต่ต้องรู้กฎหมาย #อาคารชุด #ความปลอดภัยอาคาร #BuildingSafety #FacilityManagement #RealEstateThailand #เรียนรู้กฎหมายอาคาร #ผู้จัดการนิติฯรุ่นใหม่
Play Video
Play Video
04:04
CO2 Sensor เครื่องวัดคุณภาพอากาศในอาคาร
🌿 อากาศดี…ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือเรื่องของ “การระบายอากาศที่ถูกต้อง” 💨 CO₂ Sensor สำคัญกว่าที่คิด! ในพื้นที่ปรับอากาศปิด — ทุกลมหายใจของเราจะปล่อย CO₂ ออกมา ถ้ามีคนอยู่เยอะ แต่ “เติมอากาศจากภายนอก” น้อยเกินไป ค่าคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะค่อย ๆ พุ่งขึ้นเรื่อย ๆ และนั่นคือสัญญาณว่า… “อากาศเริ่มไม่ดี ถึงเวลาเติมลมหายใจใหม่ให้กับอาคาร” ⸻ 📊 ASHRAE แนะนำไว้ว่า • ค่าภายในอาคาร ไม่ควรเกิน 700 ppm เหนือกว่าภายนอก • ถ้าภายนอกอยู่ที่ 300 ppm → ภายในควรไม่เกิน 1,000 ppm • เกิน 5,000 ppm คือ “ระดับอันตราย” ที่ไม่ควรปล่อยให้เกิด ⸻ 🏢 ทำไมบางอาคารถึงมีค่า CO₂ สูง? เพราะระบบปรับอากาศถูกออกแบบตาม “สมมุติฐานการใช้งานเดิม” เช่น ออกแบบไว้สำหรับ 200 คน แต่ใช้งานจริง 400 คน หรือบางแห่ง “ปิดช่องลมภายนอก” เพื่อประหยัดพลังงาน สุดท้าย อากาศอับ สมองตื้อ คนเหนื่อยง่าย — Productivity หายไปโดยไม่รู้ตัว 😣 ⸻ 🔧 แนวทางแก้แบบมืออาชีพ ✅ เพิ่มอัตราการระบายอากาศ (Ventilation Rate) ✅ ใช้ระบบ Dedicated Outdoor Air System (DOAS) เติมอากาศบริสุทธิ์เข้ามาโดยตรง ✅ ตรวจสอบเซ็นเซอร์ CO₂ และระบบ HVAC ให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง ⸻ 💬 สรุป: CO₂ Sensor ไม่ได้มีไว้แค่โชว์ตัวเลข แต่มันคือ “เสียงเตือนของอาคาร” เพราะเมื่ออากาศดี… คนในอาคารก็จะ “คิดดี ทำงานดี และอยู่ดี” 🌱 ⸻ #SmartBuilding #IndoorAirQuality #CO2Sensor #BuildingWellness #JackJournal
Play Video
Play Video
02:22
บันไดหนีไฟ ต้องเข้าได้ออกได้ตลอดเวลา
🔥 “บันไดหนีไฟ ต้องเข้าได้ออกได้ตลอดเวลา” 🚪 หลายคนเข้าใจว่า “บันไดหนีไฟ” คือพื้นที่ปลอดภัยเวลาไฟไหม้ แต่ไม่รู้ว่าการ “ล็อคประตู” ผิดเพียงนิดเดียว อาจหมายถึงชีวิตของคนทั้งอาคารได้เลย นี่คือ สรุปเนื้อหาสำคัญจากวิดีโอ ที่ทุกคนควรรู้ 👇 ✨ 1. ต้องเข้าได้ตลอดเวลา (ห้ามล็อคโดยเด็ดขาด) • 🚫 ห้ามล็อคประตูบันไดหนีไฟ — ต้องเปิดเข้าได้ตลอดเวลา • ⚖️ ผิดกฎหมาย หากมีการติดตั้งกลอนไฟฟ้า กลอนกุญแจ หรือ magnetic lock ที่ทำให้เปิดเข้าบันไดหนีไฟไม่ได้ • ⚠️ หากเกิดเหตุจนมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผู้ที่ล็อคมีโทษตามกฎหมาย ✨ 2. ต้องออกย้อนกลับได้ (Re-entry) • 🔁 มาตรฐานสากลกำหนดให้บันไดหนีไฟ “ย้อนกลับเข้าชั้นอื่นได้” เพื่อให้หนีควันหรือไฟได้หากทางลงถูกปิดกั้นด้วยควัน • 🚷 ห้ามล็อคประตู(ด้านย้อนออก) มีข้อยกเว้นอาคารบางแบบทำได้ แต่ห้ามทำต่อเนื่องเกิน 4 ชั้น — ทุก ๆ 4 ชั้น ต้องสามารถย้อนกลับเข้าอาคารได้ • 💀 หลายอาคารเข้าใจผิด ล็อคทุกชั้น ทำให้ผู้หนีไฟไม่มีทางออกเมื่อมีควันเข้าบันไดหนีไฟ ⸻ 🏢 บันไดหนีไฟคือ “เส้นทางสุดท้ายของชีวิต” อย่าปล่อยให้มันถูกปิดตายเพราะ “ความไม่รู้” #FireSafety #บันไดหนีไฟ #ChakrapanPawangkarat #SafetyAwareness #BuildingManagement #LifeSafety
Play Video
Play Video
03:54
ตรวจบันไดหนีไฟด้วยตัวเอง
🏢 4 จุดง่าย ๆ ตรวจบันไดหนีไฟด้วยตัวเองได้เลย หลายคนอาจไม่เคยสังเกตเลยว่า “บันไดหนีไฟ” ที่เราเดินผ่านทุกวันนั้น คือ “เส้นทางชีวิต” เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างเพลิงไหม้ 🔥 ชวนทุกคนใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ตรวจบันไดหนีไฟด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ เพราะความปลอดภัยของอาคาร…เริ่มต้นจากสายตาและความใส่ใจของคนอยู่ในอาคารเอง 💡 ✨ 4 จุดที่ควรตรวจเช็กเป็นประจำ 🔹 1. ประตูบันไดหนีไฟ — ต้องปิดสนิทเสมอ เป็นประตูเหล็กกันไฟ และมีโช๊คปิดอัตโนมัติ 🔹 2. พื้นที่ทางเดิน — ห้ามเก็บของหรือวางสิ่งกีดขวางใด ๆ ในบันไดหนีไฟ 🔹 3. ไฟฟ้าแสงสว่าง — ต้องมีแสงสว่างตลอดเวลา พร้อมระบบไฟสำรองเมื่อไฟดับ 🔹 4. ระบบป้องกันควัน — ตรวจว่ามีระบบอัดอากาศ หรือช่องระบายอากาศที่เปิดอยู่เสมอ ⚠️ ถ้าพบสิ่งผิดปกติ แจ้ง “นิติบุคคลอาคารชุด” ให้รีบแก้ไข และถ้ายังเพิกเฉย สามารถร้องเรียนผ่านแอป Traffy Fondue ของ กทม. ได้โดยตรง เพราะ “บันไดหนีไฟ” อาจไม่ใช่พื้นที่ที่เราใช้บ่อย แต่เมื่อถึงเวลาฉุกเฉิน มันคือ “ทางรอดเดียวที่เราต้องพึ่งพา” ❤️ #ChakrapanPawangkarat #JackJournal #FireSafety #บันไดหนีไฟ #BuildingSafety #PropertyManagement #ความปลอดภัยในอาคาร #ตรวจบันไดหนีไฟ
Play Video
Play Video
02:01
อันตรายจากประตูหมุน
Load More
All Videos
bottom of page