top of page

Bangkok’s Invisible Stranded Assetsอาคารที่ยังเปิดใช้งาน แต่อาจกำลังสูญเสียอนาคตทางเศรษฐกิจ

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

10 July 2026




บทนำ


เมื่อพูดถึงวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของกรุงเทพฯ ภาพที่หลายคนนึกถึงคืออาคารก่อสร้างค้างหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 โครงสร้างคอนกรีตที่ไม่มีผนัง ไม่มีผู้ใช้งาน และไม่มีเงินทุนสร้างต่อ อาคารเหล่านั้นเป็นสัญลักษณ์ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนของการลงทุนเกินตัวและระบบการเงินที่ล้มลง


ความเสี่ยงรอบใหม่อาจมีหน้าตาแตกต่างออกไป อาคารส่วนใหญ่สร้างเสร็จแล้ว มีกรรมสิทธิ์ถูกต้อง มีผู้เช่าหรือผู้อยู่อาศัย และยังเปิดใช้งานตามปกติ ภายนอกจึงดูเหมือนทรัพย์สินที่ยังดำเนินธุรกิจได้ ทว่าภายในอาจกำลังเผชิญอัตราว่างที่เพิ่มขึ้น รายได้ลดลง ค่าใช้จ่ายในการดูแลสูงขึ้น การซ่อมแซมถูกเลื่อนออกไป และไม่มีเงินทุนเพียงพอสำหรับการปรับปรุงครั้งใหญ่


บทความ “Bangkok’s Stranded Assets Are Hiding in Plain Sight” ซึ่งเผยแพร่โดย JLL เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2026 (https://www.jll.com/en-sea/insights/bangkoks-stranded-assets-are-hiding-in-plain-sight) ชี้ให้เห็นว่า วงจรทรัพย์สินที่มีปัญหารอบใหม่ของกรุงเทพฯ อาจไม่ได้ปรากฏในรูปของอาคารสร้างไม่เสร็จเหมือนในอดีต หากกำลังซ่อนอยู่ในอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จและยังมีผู้ใช้งาน แต่เริ่มไม่มีเส้นทางที่ชัดเจนสำหรับการฟื้นฟู การเปลี่ยนการใช้งาน หรือการขายออกจากการลงทุน


อาคารลักษณะนี้อาจกำลังเข้าสู่ภาวะ Stranded Asset หรือทรัพย์สินที่ยังคงอยู่ทางกายภาพ แต่ความสามารถในการสร้างรายได้ รักษามูลค่า หาเงินทุน ดึงดูดผู้เช่า หรือเปลี่ยนมือในตลาดลดลงอย่างต่อเนื่อง


วิกฤตรอบใหม่ของกรุงเทพฯ จึงอาจไม่มีอาคารร้างตั้งเด่นเป็นอนุสรณ์ หากซ่อนตัวอยู่ในอาคารที่เราเดินผ่านและใช้งานกันอยู่ทุกวัน


วิกฤตที่ต่างจากปี 2540


ปัญหาหลังปี 2540 เกิดขึ้นในช่วงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อาคารจำนวนมากยังสร้างไม่เสร็จเมื่อเงินทุนหายไป ความเสียหายจึงปรากฏออกมาในรูปของโครงการที่หยุดก่อสร้าง


ความเสี่ยงในปัจจุบันเกิดขึ้นหลังจากอาคารถูกพัฒนาและใช้งานมาแล้วหลายสิบปี อาคารเหล่านี้ผ่านวงจรชีวิตช่วงเติบโตและกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนระบบวิศวกรรม ปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลาง เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ยกระดับความปลอดภัย หรือปรับรูปแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้อาคารยุคใหม่


ในเวลาเดียวกัน ตลาดมีอาคารรุ่นใหม่เข้ามาแข่งขันอย่างต่อเนื่อง พร้อมมาตรฐานด้านสุขภาวะ เทคโนโลยี ความยั่งยืน ประสบการณ์ผู้ใช้อาคาร และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีกว่า ผู้เช่าที่มีศักยภาพจึงย้ายเข้าสู่อาคารคุณภาพสูง หรือที่เรียกว่า Flight to Quality ทิ้งให้อาคารรุ่นเก่าต้องแข่งขันด้วยค่าเช่าที่ต่ำลงและสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้น


ข้อมูลวิจัยของ JLL Thailand ในไตรมาสแรกปี 2026 ระบุว่า อาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ ราว 38% มีอัตราพื้นที่ว่างสูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยความเสี่ยงกระจุกตัวในอาคารย่านธุรกิจที่สร้างในช่วงทศวรรษ 1990 และอาคารในพื้นที่นอกศูนย์กลาง เช่น วิภาวดีและบางนา ส่วนศูนย์การค้ารูปแบบเก่า โดยเฉพาะตลาดค้าส่งและศูนย์การค้าที่พึ่งพาผู้เช่าหลักเพียงรายเดียว กำลังเผชิญทั้งจำนวนผู้ใช้บริการที่ลดลงและกระแสเงินสดไม่เพียงพอสำหรับการลงทุนใหม่ (JLL)


ภาพของปัญหาจึงไม่ได้เกิดจากอาคารสร้างไม่เสร็จ หากเกิดจากอาคารที่สร้างเสร็จแล้วแต่ไม่สามารถลงทุนเพื่อเดินทางต่อไปได้


อายุอาคารเป็นเพียงจุดเริ่มต้น


อาคารเก่าไม่ได้หมายความว่าจะต้องกลายเป็น Stranded Asset อาคารหลายแห่งทั่วโลกมีอายุหลายสิบปีและยังรักษามูลค่าได้ดี เพราะได้รับการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง มีการวางแผนเงินลงทุนระยะยาว และได้รับการปรับให้เข้ากับความต้องการของตลาดอยู่เสมอ


สิ่งที่ทำให้อาคารเริ่มสูญเสียอนาคตจึงไม่ใช่ตัวเลขอายุเพียงอย่างเดียว หากเป็นช่องว่างระหว่าง สิ่งที่อาคารจำเป็นต้องลงทุน กับ เงินที่เจ้าของสามารถหรือยินดีนำมาลงทุน


เมื่อรายได้ลดลง เจ้าของมักตอบสนองด้วยการลดค่าใช้จ่าย เลื่อนงานซ่อม เปลี่ยนอุปกรณ์เฉพาะเมื่อเสีย และชะลอโครงการปรับปรุงที่ไม่เร่งด่วน การตัดสินใจเหล่านี้อาจช่วยกระแสเงินสดในระยะสั้น แต่จะเร่งให้อาคารเสื่อมลงในระยะยาว


ระบบปรับอากาศทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ลิฟต์ขัดข้องบ่อยขึ้น ห้องน้ำและพื้นที่ส่วนกลางดูเก่า ระบบดิจิทัลไม่รองรับความต้องการของผู้เช่า และมาตรฐานความปลอดภัยเริ่มตามหลังอาคารคู่แข่ง ประสบการณ์ของผู้ใช้อาคารจึงลดลง พร้อมกับชื่อเสียง ค่าเช่า และความสามารถในการรักษาผู้เช่า


วงจรดังกล่าวสามารถอธิบายได้ง่าย ๆ ว่า


รายได้ลดลง → ลดเงินลงทุน → คุณภาพอาคารลดลง → ผู้เช่าย้ายออก → รายได้ลดลงมากขึ้น


เมื่อวงจรนี้ดำเนินต่อเนื่อง อาคารอาจไปถึงจุดที่ต้นทุนในการฟื้นฟูสูงกว่าผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ หรือธนาคารและนักลงทุนไม่ต้องการรับความเสี่ยงเพิ่มเติม จุดนั้นคือช่วงที่ปัญหาทางกายภาพเริ่มกลายเป็นปัญหาทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ


คอนโดมิเนียมกว่า 423,000 ยูนิตกำลังเข้าสู่วัยที่ต้องตัดสินใจ


ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ในอาคารสำนักงานและศูนย์การค้า ข้อมูลในบทความต้นฉบับระบุว่า ประมาณ 45% ของห้องชุดในกรุงเทพฯ หรือมากกว่า 423,000 ยูนิต อยู่ในอาคารที่มีอายุเกินสิบปีแล้ว อาคารจำนวนมากกำลังเข้าสู่ช่วงที่ระบบกันซึม ลิฟต์ ปั๊มน้ำ ระบบไฟฟ้า ระบบดับเพลิง เปลือกอาคาร และพื้นที่ส่วนกลางต้องได้รับการปรับปรุงอย่างจริงจัง (JLL)


สิบปีอาจยังไม่ถือว่าเก่ามากในมุมมองทางวิศวกรรม ทว่าเป็นช่วงที่เริ่มเห็นคุณภาพของการบริหารจัดการอย่างชัดเจน อาคารที่เก็บกองทุนเพียงพอ มีแผนซ่อมบำรุงระยะยาว และเจ้าของร่วมเข้าใจต้นทุนตลอดอายุอาคาร จะสามารถวางแผนการเปลี่ยนอุปกรณ์ได้อย่างเป็นระบบ


อาคารที่เก็บค่าส่วนกลางต่ำมาเป็นเวลานาน ไม่มีการประเมินสภาพทรัพย์สิน และต้องขอมติพิเศษทุกครั้งเมื่อเกิดงานใหญ่ จะเริ่มเผชิญความขัดแย้ง เจ้าของร่วมบางรายต้องการรักษามูลค่าทรัพย์สิน ขณะที่บางรายไม่ต้องการเพิ่มค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้พักอาศัยหรือถือครองห้องเพื่อการลงทุนระยะสั้น


ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ความสามารถทางวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่ Governance หรือความสามารถของเจ้าของจำนวนมากในการตัดสินใจร่วมกัน


เมื่ออาคารต้องการเงินลงทุน แต่โครงสร้างกรรมสิทธิ์ไม่เปิดทาง


อสังหาริมทรัพย์ที่มีเจ้าของรายเดียวสามารถตัดสินใจขาย ปรับปรุง รื้อถอน หรือเปลี่ยนการใช้งานได้ค่อนข้างรวดเร็ว หากตัวเลขทางการเงินรองรับ


สถานการณ์ยากขึ้นมากเมื่อกรรมสิทธิ์ถูกแบ่งออกเป็นหลายร้อยส่วน เจ้าของแต่ละรายมีฐานะ วัตถุประสงค์ และระยะเวลาการถือครองแตกต่างกัน แม้คนส่วนใหญ่เห็นว่าควรปรับปรุงหรือขายทรัพย์สิน ก็อาจมีเจ้าของเพียงไม่กี่รายที่ไม่ยินยอม ไม่สามารถติดต่อได้ มีข้อพิพาททางมรดก หรือมีภาระจำนองที่ซับซ้อน


กฎหมายอาคารชุดของไทยกำหนดเกณฑ์คะแนนเสียงแตกต่างกันตามประเภทของมติ โดยเรื่องสำคัญบางประการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางต้องได้รับคะแนนเสียงตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด สำหรับอาคารชุดที่จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดแล้ว หากเจ้าของร่วมประสงค์จะเลิกอาคารชุดโดยสมัครใจ มาตรา 51 (2) แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 กำหนดให้เจ้าของร่วมต้องมีมติเป็นเอกฉันท์ เงื่อนไขดังกล่าวจึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขายรวมทั้งโครงการหรือการนำที่ดินและอาคารไปพัฒนาใหม่ โดยเฉพาะเมื่อกรรมสิทธิ์กระจายอยู่ในมือเจ้าของจำนวนมาก


ผลที่ตามมาคือ อาคารบางแห่งอาจอยู่ในสภาพที่การปรับปรุงไม่คุ้มค่า การขายรวมทำไม่ได้ และการปล่อยให้อาคารเสื่อมลงก็สร้างความเสียหายต่อเจ้าของ ผู้พักอาศัย ชุมชน และเมืองโดยรวม


นี่คือภาวะที่ทรัพย์สินติดอยู่ระหว่างอดีตกับอนาคต—ยังไม่เสื่อมสภาพจนต้องปิดใช้งาน แต่ไม่สามารถรวบรวมความเห็นและเงินทุนเพื่อเริ่มต้นใหม่ได้


บทเรียนจากเมืองที่เผชิญปัญหาก่อนเรา


หลายประเทศในเอเชียพัฒนากลไกเพื่อช่วยให้อาคารที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมสามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูได้ โดยพยายามสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของเจ้าของรายบุคคลกับประโยชน์ของส่วนรวม


สิงคโปร์เปิดทางให้โครงการที่ถือกรรมสิทธิ์แบบ Strata สามารถขายรวมเพื่อพัฒนาใหม่ได้เมื่อได้รับความเห็นชอบในระดับ 80–90% ขึ้นอยู่กับอายุของโครงการ แทนที่จะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของทุกคน พร้อมมีกระบวนการพิจารณาความเป็นธรรมและการคุ้มครองเจ้าของเสียงข้างน้อย (Urban Redevelopment Authority (URA))


ฮ่องกงมีกฎหมายรองรับการขายเพื่อการพัฒนาใหม่ในอาคารเก่า พร้อมหน่วยงาน Urban Renewal Authority ซึ่งช่วยด้านการฟื้นฟูเมือง การประสานเจ้าของ และการจัดการโครงการที่ตลาดเอกชนดำเนินการได้ยาก ขณะที่ญี่ปุ่นใช้มาตรการด้านผังเมือง เขตส่งเสริมการฟื้นฟูเมือง และความยืดหยุ่นของข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่พื้นที่เดิม (URA)


สาระสำคัญของแนวทางเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่การสนับสนุนให้รื้ออาคารเก่าทั้งหมด หากอยู่ที่การสร้างทางเลือกหลายระดับ ตั้งแต่การซ่อมแซม การปรับปรุง การเปลี่ยนการใช้งาน ไปจนถึงการขายรวมและพัฒนาใหม่


เมืองที่มีทางเลือกมากกว่า ย่อมสามารถจัดการอาคารที่หมดความสามารถในการแข่งขันได้ก่อนที่อาคารเหล่านั้นจะกลายเป็นปัญหาความปลอดภัย เศรษฐกิจ และคุณภาพเมือง


แผ่นดินไหวคือการทดสอบสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในอาคาร


เหตุแผ่นดินไหวที่ส่งแรงสั่นสะเทือนถึงกรุงเทพฯ ในเดือนมีนาคม 2025 ทำให้อาคารจำนวนมากต้องตรวจสอบโครงสร้างและระบบประกอบอาคารอย่างเร่งด่วน เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างอาคารที่ได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบกับอาคารที่เลื่อนการบำรุงรักษามาเป็นเวลานาน


อาคารที่มีข้อมูลแบบก่อสร้างครบถ้วน มีประวัติการตรวจสอบ มีผู้เชี่ยวชาญประจำ และมีงบประมาณสำรอง สามารถประเมินสถานการณ์ สื่อสารกับผู้ใช้อาคาร และดำเนินมาตรการแก้ไขได้รวดเร็วกว่า ส่วนอาคารที่ข้อมูลสูญหาย ระบบถูกดัดแปลงหลายครั้ง และไม่มีแผนประเมินสภาพระยะยาว ต้องใช้เวลามากขึ้นในการค้นหาว่าอาคารมีความเสี่ยงอยู่ตรงไหน (JLL)


ภัยพิบัติไม่ได้สร้างปัญหาทั้งหมดขึ้นมาในวันเดียว หากทำหน้าที่เปิดเผยปัญหาที่สะสมอยู่ก่อนแล้ว


ในมุมนี้ ความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินจึงไม่ใช่เพียงเรื่องความปลอดภัย แต่เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของสินทรัพย์ ความสามารถในการบริหาร และความน่าเชื่อถือของอาคารในสายตาผู้เช่า ผู้ซื้อ ธนาคาร และบริษัทประกันภัยด้วย


แยกให้ออกระหว่างอาคารที่ฟื้นฟูได้กับอาคารที่หมดศักยภาพ


อาคารที่มีผลการดำเนินงานต่ำไม่ควรถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันทั้งหมด บางอาคารตั้งอยู่ในทำเลดี มีโครงสร้างแข็งแรง มีพื้นที่เหมาะสม และเพียงขาดเงินลงทุนหรือการบริหารเชิงรุก อาคารเหล่านี้อาจฟื้นกลับมาได้ผ่านการปรับตำแหน่งทางการตลาดและลงทุนอย่างถูกจุด


อีกกลุ่มหนึ่งอาจมีข้อจำกัดหลายด้านพร้อมกัน เช่น รูปแบบพื้นที่ไม่ตอบโจทย์ ความสูงระหว่างชั้นต่ำ ระบบอาคารปรับปรุงยาก ทางเข้าออกไม่สะดวก ที่จอดรถไม่เพียงพอ กรรมสิทธิ์ซับซ้อน และต้องใช้เงินลงทุนสูงเมื่อเทียบกับค่าเช่าที่ตลาดยอมรับ อาคารเหล่านี้อาจเข้าใกล้ภาวะ Terminal Obsolescence หรือความล้าสมัยที่ไม่คุ้มต่อการฟื้นฟูในรูปแบบเดิม


เจ้าของจึงควรเริ่มต้นจากการประเมินอย่างตรงไปตรงมาในสี่มิติ ได้แก่ คุณภาพทางกายภาพ ความสามารถทางการตลาด ความเป็นไปได้ทางการเงิน และข้อจำกัดทางกฎหมาย


คำถามสำคัญไม่ควรมีเพียงว่า “ต้องใช้เงินซ่อมเท่าไร” แต่ควรรวมถึง “หลังลงทุนแล้ว อาคารจะกลับไปแข่งขันในตลาดใด สามารถเพิ่มรายได้เท่าไร และรักษาความสามารถในการแข่งขันได้นานเพียงใด”


การปรับปรุงอาคารโดยไม่มีตำแหน่งทางการตลาดที่ชัดเจน อาจกลายเป็นการใช้เงินจำนวนมากเพื่อยืดอายุโมเดลธุรกิจที่หมดเวลาแล้ว


Property Management ต้องเปลี่ยนจากการดูแลอาคารไปสู่การรักษามูลค่าสินทรัพย์


ในอดีต บทบาทของผู้บริหารอาคารมักถูกวัดจากความเรียบร้อย ความสะอาด การทำงานของระบบ และการควบคุมค่าใช้จ่าย ตัวชี้วัดเหล่านี้ยังสำคัญ แต่ไม่เพียงพอสำหรับอาคารที่กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน


ผู้บริหารอาคารต้องสามารถแปลงข้อมูลหน้างานให้เป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจลงทุน ตั้งแต่แนวโน้มการใช้พลังงาน ความถี่ของอุปกรณ์ขัดข้อง จำนวนข้อร้องเรียน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อายุคงเหลือของระบบ ไปจนถึงผลกระทบต่อผู้เช่าและรายได้ของทรัพย์สิน


การบำรุงรักษาจึงต้องเชื่อมกับ Asset Management Plan และแผนเงินลงทุนระยะยาว งานซ่อมแต่ละรายการควรตอบได้ว่าเป็นการลดความเสี่ยง รักษารายได้ เพิ่มประสิทธิภาพ หรือยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอาคารอย่างไร


อาคารที่ต้องการหลีกเลี่ยงภาวะ Stranded Asset ควรมีการประเมินสภาพอาคารอย่างสม่ำเสมอ จัดทำแผนเงินลงทุนระยะ 5–10 ปี ติดตามความล้าสมัยของระบบ สำรวจความต้องการของผู้เช่า และเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับอาคารคู่แข่ง


ผู้บริหารอาคารจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรักษาสิ่งที่มีอยู่ หากต้องช่วยเจ้าของมองเห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น


การลดค่าใช้จ่ายอาจเป็นกลยุทธ์ที่แพงที่สุด


เมื่อทรัพย์สินมีรายได้ลดลง การลดต้นทุนดูเหมือนเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายบางประเภททำหน้าที่รักษาความสามารถในการสร้างรายได้ของอาคาร หากลดมากเกินไปจะเร่งการสูญเสียมูลค่า


การลดจำนวนพนักงานจนการบริการช้าลง การชะลอการเปลี่ยนอุปกรณ์สำคัญ การลดความถี่ในการตรวจสอบ หรือการยกเลิกโครงการปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้อาคาร อาจทำให้ค่าใช้จ่ายปีปัจจุบันลดลง แต่ส่งสัญญาณให้ผู้เช่าเห็นว่าอาคารกำลังถอยหลัง


ผู้เช่ารายแรกที่ย้ายออกมักเป็นองค์กรที่มีทางเลือกและมีกำลังจ่ายสูง เมื่อผู้เช่าคุณภาพดีออกไป อาคารอาจต้องรับผู้เช่าที่อ่อนไหวต่อราคามากขึ้น รายได้และภาพลักษณ์จึงลดลงพร้อมกัน


แนวทางที่เหมาะสมคือการแยกให้ออกระหว่าง ต้นทุนที่ไม่สร้างคุณค่า กับ เงินลงทุนที่ปกป้องรายได้ในอนาคต การควบคุมต้นทุนที่ดีควรเพิ่มประสิทธิภาพโดยไม่ทำลายความสามารถในการแข่งขันของสินทรัพย์


โอกาสของนักลงทุนอยู่ในช่องว่างระหว่างราคากับศักยภาพ


ภาวะอาคารล้าสมัยไม่ได้มีเพียงความเสี่ยง สำหรับนักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปรับตำแหน่งทรัพย์สิน อาคารที่พื้นฐานยังดีแต่ถูกตลาดประเมินต่ำอาจเป็นโอกาสสำคัญ


มูลค่าสามารถเกิดขึ้นได้จากการปรับปรุงระบบอาคาร เปลี่ยนส่วนผสมผู้เช่า ปรับพื้นที่ให้ยืดหยุ่น เพิ่มบริการและสิ่งอำนวยความสะดวก นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหาร หรือเปลี่ยนการใช้งานบางส่วนให้เหมาะกับความต้องการใหม่


อย่างไรก็ตาม ราคาที่ต่ำไม่ใช่หลักฐานว่าเป็นการลงทุนที่ดี นักลงทุนต้องแยก ราคาส่วนลดจากปัญหาที่แก้ไขได้ ออกจาก ราคาส่วนลดจากข้อจำกัดที่ไม่มีทางออก


อาคารที่มีทำเลดี โครงสร้างแข็งแรง กรรมสิทธิ์ชัดเจน และสามารถปรับปรุงได้ อาจเป็น Repositioning Opportunity ส่วนอาคารที่มีเจ้าของจำนวนมาก กฎหมายไม่เปิดทาง ระบบต้องเปลี่ยนเกือบทั้งหมด และตลาดไม่รองรับค่าเช่าหลังปรับปรุง อาจกลายเป็นกับดักที่ต้องถือครองยาวนานกว่าที่คาด


กำไรจึงไม่ได้มาจากการซื้ออาคารเก่าในราคาถูกเพียงอย่างเดียว หากมาจากความสามารถในการเข้าใจว่าอะไรคือสาเหตุแท้จริงของราคาที่ต่ำ


กรุงเทพฯ ต้องการระบบจัดการอาคารตลอดวงจรชีวิต


เมืองส่วนใหญ่มีกระบวนการอนุญาตให้สร้างอาคารใหม่อย่างชัดเจน แต่กลับมีเครื่องมือจำกัดสำหรับอาคารที่หมดอายุทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเมืองในอนาคตจึงควรมองไกลกว่าการออกใบอนุญาตก่อสร้าง ไปสู่การบริหารสินทรัพย์ตลอดวงจรชีวิต


กรุงเทพฯ และประเทศไทยอาจต้องพิจารณาฐานข้อมูลอายุและสภาพอาคาร ระบบตรวจสอบอาคารที่เชื่อมโยงกับแผนการซ่อมบำรุง แนวทาง Adaptive Reuse ที่ชัดเจน มาตรการทางภาษีสำหรับโครงการฟื้นฟู และกลไกการขายรวมหรือพัฒนาใหม่ที่ใช้เสียงข้างมากในระดับสูงพร้อมการคุ้มครองเจ้าของส่วนน้อย


เป้าหมายไม่ควรเป็นการเร่งรื้ออาคารเก่า หากเป็นการเปิดทางให้อาคารแต่ละแห่งสามารถเลือกอนาคตที่เหมาะสมได้ ไม่ว่าจะเป็นการรักษา ปรับปรุง เปลี่ยนการใช้งาน หรือสร้างใหม่


การไม่มีทางเลือกต่างหากที่ทำให้ทรัพย์สินติดค้างและเสื่อมลงเรื่อย ๆ


บทสรุป


Stranded Asset ของกรุงเทพฯ อาจไม่มีป้ายเตือน ไม่มีรั้วปิดล้อม และไม่มีโครงสร้างก่อสร้างค้างให้มองเห็น อาคารอาจยังมีไฟเปิดอยู่ทุกคืน ยังมีพนักงานเข้าออก และยังสร้างรายได้บางส่วนให้เจ้าของ


สัญญาณเตือนอยู่ในอัตราว่างที่สูงขึ้น งบซ่อมที่ถูกเลื่อนออกไป ระบบอาคารที่เสื่อมลง กองทุนที่ไม่เพียงพอ ความเห็นของเจ้าของที่ไม่สามารถตกลงกันได้ และแผนธุรกิจที่ยังอาศัยความสำเร็จจากอดีต


ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่การรอให้อาคารกลายเป็นทรัพย์สินที่มีปัญหาอย่างชัดเจน หากเป็นการมองเห็นความเสี่ยงตั้งแต่วันที่อาคารยังดูเหมือนปกติ


สำหรับเจ้าของอาคาร คำถามไม่ควรหยุดอยู่ที่ว่าอาคารยังมีผู้ใช้งานหรือไม่ แต่ควรถามว่าอาคารยังสามารถแข่งขัน ลงทุน ปรับตัว และสร้างคุณค่าได้อีกนานเพียงใด


เพราะเมื่อทรัพย์สินเริ่มสูญเสียทางเลือก เวลาไม่ได้ช่วยรักษามูลค่า


เวลาจะทำให้ทางออกเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page