top of page

Be Useful: เมื่อความสำเร็จที่แท้จริง คือการทำให้ตัวเองมีประโยชน์ต่อโลก

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

12 August 2026



เรามักถูกสอนให้ตั้งเป้าหมายชีวิตด้วยคำว่า “ความสำเร็จ” ตั้งแต่เรียนให้ดี เข้ามหาวิทยาลัยที่ดี ได้งานที่ดี มีรายได้สูงขึ้น ได้รับตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น หรือสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับ ยิ่งเติบโตในหน้าที่การงาน เราก็ยิ่งมีตัวชี้วัดมากขึ้น ทั้งเงินเดือน ตำแหน่ง จำนวนคนในทีม ขนาดของธุรกิจ หรือทรัพย์สินที่สะสมได้ แต่เมื่อเดินทางมาไกลพอ หลายคนเริ่มพบคำถามที่ยากกว่าการถามว่า “เราประสบความสำเร็จหรือยัง” นั่นคือ แล้วความสำเร็จทั้งหมดนี้มีไว้เพื่ออะไร


แนวคิดจากหนังสือ Be Useful: Seven Tools for Life ของ Arnold Schwarzenegger ชวนให้เรามองชีวิตจากมุมที่ต่างออกไป เขาไม่ได้เสนอสูตรสำเร็จในการรวยขึ้น มีชื่อเสียงขึ้น หรือชนะคนอื่นมากขึ้น แต่เสนอแนวคิดง่ายๆ ที่กลับลึกมากว่า สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตคือการทำให้ตัวเอง “มีประโยชน์” และการจะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องเริ่มตั้งแต่การรู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน กล้าคิดใหญ่ ทำงานจริง สื่อสารให้คนอื่นเข้าใจ ปรับตัวเมื่อโลกเปลี่ยน เรียนรู้จากคนรอบข้าง และสุดท้ายต้องสามารถก้าวพ้นจากการมองตัวเองเป็นศูนย์กลาง


แนวคิดเหล่านี้อาจดูเหมือนหลักการพัฒนาตัวเองธรรมดา แต่เมื่อมองในมิติของคนทำงานและผู้นำองค์กร มันคือเส้นทางการเติบโตจาก ความสามารถส่วนบุคคล ไปสู่ความสามารถในการสร้างคุณค่าให้คนอื่น


1. ชีวิตที่ไม่มีภาพปลายทาง จะถูกเรื่องเร่งด่วนพาไปเรื่อยๆ


คนทำงานจำนวนมากไม่ได้ไม่มีเป้าหมาย แต่มีเป้าหมายระยะสั้นมากเกินไป เราต้องส่งงานให้ทัน ต้องผ่านงบประมาณปีนี้ ต้องแก้ปัญหาลูกค้า ต้องปิดยอด ต้องรับมือกับปัญหาของทีม วันหนึ่งจึงเต็มไปด้วยสิ่งที่ “ต้องทำ” จนแทบไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับสิ่งที่ “อยากสร้าง” หากดำเนินชีวิตแบบนี้นานพอ เราอาจกลายเป็นคนที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการเดินไปในทิศทางที่เราไม่เคยเลือกเอง


การมีวิสัยทัศน์จึงไม่ได้หมายถึงการเขียนเป้าหมายสวยๆ ไว้บนกระดาษ แต่คือการสร้างภาพในใจให้ชัดว่า ในอีกห้าปีหรือสิบปี เราอยากเป็นคนแบบไหน อยากทำงานแบบไหน อยากสร้างผลกระทบอะไร และอยากให้คนอื่นนึกถึงเราอย่างไรเมื่อพูดถึงสิ่งที่เราได้ทำ เมื่อภาพนั้นชัดขึ้น การตัดสินใจในวันนี้จะง่ายขึ้น เพราะเราสามารถถามได้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่กำลังพาเราเข้าใกล้ภาพนั้นหรือกำลังพาเราออกห่าง


สำหรับผู้นำองค์กร เรื่องนี้ยิ่งสำคัญ เพราะทีมไม่ได้ต้องการเพียงคนที่ตอบคำถามวันนี้ได้ แต่ต้องการคนที่ช่วยให้ทุกคนเห็นว่าพรุ่งนี้กำลังจะไปทางไหน ความสามารถในการสร้างภาพอนาคตที่คนอื่นมองเห็นและอยากเดินไปด้วย คือหนึ่งในหน้าที่สำคัญที่สุดของผู้นำ


2. คิดให้ใหญ่กว่าข้อจำกัดของวันนี้


อีกหนึ่งปัญหาของคนที่มีประสบการณ์มากขึ้น คือเรามักกลายเป็นคน “สมเหตุสมผล” มากขึ้น เรารู้ว่าอะไรทำได้ยาก รู้ว่าระบบมีข้อจำกัดอะไร รู้ว่าลูกค้าจะไม่ยอมรับอะไร รู้ว่าทีมมีข้อจำกัดแค่ไหน และรู้ว่าความคิดบางอย่างเคยล้มเหลวมาแล้ว ความรู้เหล่านี้มีประโยชน์ แต่หากไม่ระวัง ประสบการณ์ก็อาจกลายเป็นกำแพงที่กั้นจินตนาการของเราเอง


การคิดใหญ่ไม่ได้หมายถึงการเพ้อฝันโดยไม่สนใจความจริง แต่หมายถึงการไม่ปล่อยให้ข้อจำกัดของวันนี้กลายเป็นขอบเขตของวันพรุ่งนี้ เป้าหมายที่ดีควรใหญ่พอที่จะบังคับให้เราต้องเติบโต เพราะถ้าเป้าหมายสามารถสำเร็จได้ด้วยความสามารถและวิธีการที่เรามีอยู่ทั้งหมดแล้ว เป้าหมายนั้นอาจไม่ได้เปลี่ยนเราเลย


องค์กรก็เช่นเดียวกัน หากเป้าหมายคือเพียง “ทำเหมือนปีที่แล้วแต่ดีขึ้นเล็กน้อย” ในที่สุดองค์กรจะพัฒนาแบบเส้นตรง ขณะที่โลกเปลี่ยนแบบก้าวกระโดด การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จึงมักเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า ถ้าเราไม่ติดกับสิ่งที่เคยทำมา เราสามารถทำสิ่งนี้ให้ดีขึ้นได้อีกแค่ไหน


3. ความคิดที่ดีไม่มีค่า หากไม่มีวินัยในการลงมือทำ


โลกของการทำงานเต็มไปด้วยคนที่มีความคิดดี แต่สิ่งที่ขาดแคลนกว่าคือคนที่สามารถเปลี่ยนความคิดนั้นให้กลายเป็นผลลัพธ์จริง การทำงานหนักในความหมายที่มีคุณค่าจึงไม่ใช่การทำงานจนไม่มีเวลาพัก หรือใช้จำนวนชั่วโมงเป็นเครื่องพิสูจน์ความทุ่มเท แต่คือการมีวินัยที่จะทำสิ่งที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวันที่ไม่มีแรงจูงใจ


แรงจูงใจเป็นสิ่งไม่แน่นอน บางวันเรารู้สึกอยากออกกำลังกาย บางวันไม่อยาก บางวันอยากเรียนรู้ บางวันเหนื่อย บางวันทำงานได้ดี บางวันสมาธิกระจัดกระจาย คนที่พึ่งแรงจูงใจจึงมีผลงานขึ้นลงตามอารมณ์ ขณะที่คนที่มีวินัยสามารถสร้างความก้าวหน้าได้แม้ในวันที่ความรู้สึกไม่พร้อม


เรื่องนี้คล้ายกับการวิ่งมาราธอน ไม่มีใครสร้างความสามารถสำหรับระยะ 42.195 กิโลเมตรจากการซ้อมหนักเพียงสองสามครั้ง สิ่งที่สร้างนักวิ่งคือระยะทางเล็กๆ ที่สะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ชีวิตการทำงานก็เช่นเดียวกัน ความสามารถไม่ได้เกิดจากช่วงเวลาที่เรา “เร่งเต็มที่” เพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากมาตรฐานที่เรารักษาได้เป็นเวลานาน


ความสำเร็จจำนวนมากจึงไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เราทำสิ่งพิเศษ แต่เกิดจากการที่เรายอมทำสิ่งธรรมดาอย่างดีซ้ำแล้วซ้ำอีกนานพอ


4. งานที่ดีต้องทำให้คนอื่นมองเห็นคุณค่าของมัน


หลายคนมีความเชื่อว่าถ้าทำงานดีพอ ผลงานจะพูดแทนตัวเอง แต่ในโลกจริง ผลงานไม่ได้พูด ภาพ ข้อมูล ความคิด และความตั้งใจต่างหากที่ต้องถูกแปลออกมาเป็นเรื่องราวที่คนอื่นเข้าใจ


คำว่า “ขาย” ในบริบทนี้จึงกว้างกว่าการขายสินค้า ผู้บริหารต้องขายวิสัยทัศน์ ผู้จัดการต้องขายแนวคิดให้ทีม ลูกน้องต้องขายข้อเสนอให้หัวหน้า นักธุรกิจต้องขายความเชื่อมั่นให้ลูกค้า แม้แต่นักวิชาชีพที่เก่งที่สุดก็ต้องสามารถอธิบายได้ว่าสิ่งที่ตนกำลังเสนอจะช่วยแก้ปัญหาอะไรและสร้างคุณค่าอย่างไร


การสื่อสารจึงไม่ใช่ทักษะเสริมของคนทำงาน แต่เป็นตัวคูณของความสามารถ หากมีความคิดระดับ 100 แต่สื่อสารได้เพียง 30 คนอื่นก็อาจรับรู้คุณค่าได้เพียง 30 ตรงกันข้าม คนที่เข้าใจผู้ฟัง สามารถเล่าเรื่องซับซ้อนให้เรียบง่าย และเชื่อมโยงประโยชน์ของสิ่งที่เสนอเข้ากับสิ่งที่อีกฝ่ายให้ความสำคัญ จะสามารถสร้างแรงสนับสนุนให้ความคิดเดินหน้าได้ไกลกว่าเดิมมาก


ผู้นำที่ดีจึงไม่ได้เพียง “รู้ว่าจะทำอะไร” แต่ต้องสามารถทำให้คนอื่นเข้าใจว่า ทำไมเราต้องทำ และทำไมมันจึงคุ้มค่าที่จะเดินไปด้วยกัน


5. เมื่อแผนเดิมใช้ไม่ได้ จงเปลี่ยนวิธี ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป้าหมาย


ชีวิตจริงไม่เดินตามแผนธุรกิจ ไม่มีโครงการใดเป็นไปตามสมมติฐานทั้งหมด ไม่มีทีมใดทำงานตรงตามโครงสร้างที่ออกแบบไว้ทุกอย่าง และไม่มีอาชีพใดเดินเป็นเส้นตรงตลอดหลายสิบปี ความสามารถที่สำคัญจึงไม่ใช่การมีแผนที่สมบูรณ์แบบ แต่คือการสามารถปรับแผนเมื่อข้อมูลเปลี่ยน


หลายครั้งสิ่งที่ทำให้คนติดอยู่กับปัญหาไม่ใช่เพราะไม่มีทางออก แต่เพราะเราผูกตัวเองกับวิธีแก้ปัญหาเดิมมากเกินไป เราอาจคิดว่า “ต้องทำแบบนี้เท่านั้น” ทั้งที่จริงเป้าหมายยังเหมือนเดิม แต่เส้นทางไปถึงเป้าหมายนั้นสามารถเปลี่ยนได้


นี่คือความแตกต่างระหว่างความดื้อกับความมุ่งมั่น ความมุ่งมั่นคือการยึดมั่นในเป้าหมาย แต่มีความยืดหยุ่นในวิธีการ ส่วนความดื้อคือการยึดทั้งเป้าหมายและวิธีการ แม้ว่าข้อมูลทั้งหมดกำลังบอกเราว่าวิธีเดิมไม่ทำงานแล้ว


ในโลกที่เทคโนโลยี โมเดลธุรกิจ ความต้องการของลูกค้า และรูปแบบการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ความสามารถในการเปลี่ยนเกียร์จึงอาจสำคัญกว่าความสามารถในการวางแผนเสียอีก


6. ยิ่งเติบโต ยิ่งต้องฟัง


ช่วงต้นของอาชีพ เราก้าวหน้าเพราะเราพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่เมื่อประสบความสำเร็จมากขึ้น กลับมีความเสี่ยงที่จะเรียนรู้น้อยลง คนรอบตัวเริ่มไม่กล้าทักท้วง เรามีคำตอบจากประสบการณ์มากขึ้น และตำแหน่งที่สูงขึ้นทำให้ความคิดเห็นของเรามีน้ำหนักมากขึ้นโดยอัตโนมัติ หากไม่ระวัง ความสำเร็จในอดีตอาจค่อยๆ ทำลายความสามารถในการเรียนรู้ของเราในอนาคต


ผู้นำจึงต้องฝึกสิ่งที่ดูเรียบง่ายมาก นั่นคือ พูดให้น้อยลงและฟังให้มากขึ้น


ฟังคนหน้างานที่เห็นปัญหาก่อนผู้บริหาร ฟังลูกค้าที่กำลังเปลี่ยนความคาดหวัง ฟังคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจเทคโนโลยีในแบบที่เราอาจไม่เข้าใจ ฟังคู่แข่ง ฟังคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรา และฟังข้อมูลที่ทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ


สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผู้นำอาจไม่ใช่การตัดสินใจผิด แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่มีใครกล้าบอกอีกต่อไปว่าเรากำลังจะตัดสินใจผิด


คนที่เรียนรู้ได้เร็วที่สุดจึงไม่ได้เป็นคนที่มีคำตอบมากที่สุดเสมอไป แต่อาจเป็นคนที่สามารถตั้งคำถามได้ดีและพร้อมยอมรับว่าความคิดของตัวเองยังไม่สมบูรณ์


7. Break Your Mirrors: เมื่อชีวิตไม่ได้มีเราเป็นศูนย์กลาง


แนวคิดสุดท้ายอาจเป็นแนวคิดที่สำคัญที่สุดของ Be Useful เพราะหลังจากพูดถึงวิสัยทัศน์ ความทะเยอทะยาน การทำงานหนัก การสื่อสาร การปรับตัว และการเรียนรู้ คำถามสุดท้ายกลับไม่ใช่ว่าเราจะประสบความสำเร็จมากขึ้นได้อย่างไร แต่คือ เราจะใช้ความสำเร็จที่มีอยู่สร้างประโยชน์ให้ใครได้บ้าง


ในช่วงต้นของชีวิต เราจำเป็นต้องสนใจตัวเอง เราต้องสร้างอาชีพ สร้างความสามารถ สร้างความมั่นคง และพิสูจน์ตัวเอง แต่หากใช้ทั้งชีวิตอยู่กับคำถามว่า “ฉันจะได้อะไรเพิ่มขึ้นอีก” ต่อให้ประสบความสำเร็จมากเพียงใด เราอาจยังรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดอยู่


เมื่อชีวิตเดินมาถึงจุดหนึ่ง คำถามที่มีความหมายกว่าอาจเปลี่ยนจาก “ฉันจะโตได้อีกแค่ไหน” ไปเป็น “ฉันจะช่วยให้คนอื่นโตได้แค่ไหน”


จาก “ฉันจะประสบความสำเร็จอย่างไร” ไปเป็น “ความสำเร็จของฉันสร้างประโยชน์ให้ใคร”


สำหรับผู้นำ นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุด เพราะความสำเร็จของผู้นำระดับสูงไม่ควรถูกวัดจากจำนวนสิ่งที่ตนเองทำได้อีกต่อไป แต่ควรถูกวัดจากจำนวนคนที่เก่งขึ้นเพราะเคยทำงานกับเรา จำนวนผู้นำรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นจากทีมของเรา จำนวนระบบที่ยังทำงานได้ดีเมื่อเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น และจำนวนสิ่งดีๆ ที่ยังดำเนินต่อไปหลังจากเราจากตำแหน่งนั้นไปแล้ว


ในช่วงแรกของอาชีพ เราสร้าง ผลงาน

ช่วงต่อมา เราสร้าง องค์กร

และในช่วงที่โตขึ้นอีก เราควรเริ่มสร้าง คน


เพราะสิ่งที่อยู่ได้นานที่สุดไม่ใช่ตำแหน่ง ชื่อเสียง หรือแม้แต่โครงการที่เราเคยทำ แต่คือผลกระทบที่เราได้ทิ้งไว้ในชีวิตของคนอื่น


จาก Success สู่ Significance


เมื่อมองทั้งเจ็ดแนวคิดร่วมกัน เราจะเห็นว่า Be Useful ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือสอนความสำเร็จ แต่เป็นเส้นทางการเติบโตของมนุษย์

  • เริ่มจาก รู้ว่าจะไปไหน

  • กล้า คิดให้ใหญ่

  • มีวินัย ลงมือทำ

  • สามารถ พาคนอื่นเข้าใจและเดินไปด้วย

  • พร้อม เปลี่ยนวิธีเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน

  • ไม่หยุด ฟังและเรียนรู้

  • และสุดท้าย นำทุกสิ่งที่สะสมมา สร้างประโยชน์ให้คนอื่น


ในโลกการทำงาน เราอาจใช้เวลาหลายสิบปีสร้างความสามารถเพื่อให้ตัวเองมีคุณค่า แต่เมื่อเดินมาไกลพอ อีกขั้นหนึ่งของการเติบโตคือการเปลี่ยนจากการถามว่า “เรามีคุณค่ามากแค่ไหน” ไปสู่คำถามว่า “คุณค่าที่เรามี กำลังสร้างประโยชน์ให้ใครบ้าง”


บางทีนี่อาจเป็นความหมายที่ลึกที่สุดของคำว่า Be Useful


ชีวิตที่ดีจึงอาจไม่ได้วัดจากว่าเราเดินขึ้นไปได้สูงเพียงใดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เมื่อเราอยู่สูงขึ้นแล้ว เราสามารถ ยื่นมือลงมาช่วยให้คนอื่นขึ้นมาได้อีกกี่คน


เพราะในท้ายที่สุด ความสำเร็จทำให้คนจดจำว่าเราเคยทำอะไร


แต่การเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ทำให้บางสิ่งที่เราเคยทำ ยังคงดำเนินต่อไป แม้วันหนึ่งเราไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page