top of page

Beyond Smart Buildings: เมื่อ IT/OT Convergence กำลังเปลี่ยนกติกาการออกแบบอาคารและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

14 December 2025




ในอดีต “Smart Building” มักถูกมองว่าเป็นชั้นเทคโนโลยีที่ถูกเพิ่มเข้ามาภายหลังออกแบบระบบ MEP ให้เสร็จ ติดตั้ง BMS/BAS แล้วจึงให้ฝ่าย IT เข้ามา “ต่อเข้าระบบเครือข่าย”


แนวคิดแบบนี้กำลังใช้ไม่ได้อีกต่อไป


อาคารยุคใหม่ไม่ได้ถูกนิยามจากระบบใดระบบหนึ่งแต่ถูกขับเคลื่อนด้วย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแบบบูรณาการ (Converged Digital Infrastructure) ระบบอาคารจำนวนมากทำงานในรูปแบบ IP-based systems เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มข้อมูล การวิเคราะห์ การดำเนินงานระยะไกล และระบบรายงาน ESG


ผลลัพธ์คือการตัดสินใจที่เคยถูกมองว่าเป็น “เรื่องของ IT” วันนี้ส่งผลโดยตรงต่อ สมรรถนะอาคาร ความปลอดภัย ความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว


นี่คือเหตุผลที่ IT/OT Convergence ไม่ใช่แค่เรื่องของ IT อีกต่อไปแต่ได้กลายเป็นโจทย์หลักของงาน MEP และกลยุทธ์สินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์


IT/OT คืออะไร?


IT/OT หมายถึงการบรรจบกันของสองโลกที่เคยแยกจากกันอย่างชัดเจน

  • IT (Information Technology)ระบบที่จัดการข้อมูล เครือข่าย แอปพลิเคชัน คลาวด์ และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มีเป้าหมายหลักคือ “การขับเคลื่อนธุรกิจ”

  • OT (Operational Technology)ระบบที่ใช้ควบคุมและติดตามการทำงานของสินทรัพย์ทางกายภาพเช่น ระบบปรับอากาศ ระบบไฟฟ้า ระบบความปลอดภัย ลิฟต์ ระบบน้ำ และพลังงานมีเป้าหมายหลักคือ “การขับเคลื่อนอาคารให้ทำงานได้อย่างปลอดภัยและต่อเนื่อง”


เมื่ออาคารถูกพัฒนาให้ “ฉลาด” มากขึ้นระบบ OT เหล่านี้จะสื่อสารผ่าน เครือข่าย IPเชื่อมโยงข้อมูลกับแพลตฟอร์มองค์กร และพึ่งพา Edge หรือ Cloud Computing


ณ จุดนี้ เส้นแบ่งระหว่าง IT และ OT จะค่อย ๆ หายไป


นัยสำคัญเชิงกลยุทธ์คือ เมื่อระบบปฏิบัติการอาคารพึ่งพาโครงสร้างดิจิทัลการออกแบบเครือข่าย ความทนทาน (resilience) การแบ่งส่วนระบบ (segmentation) และความปลอดภัยไซเบอร์จะส่งผลโดยตรงต่อ ความต่อเนื่องในการใช้งาน ความเสี่ยง และมูลค่าทรัพย์สิน


พัฒนาการของอาคาร: จากระบบแยกส่วน สู่อาคารแบบ IP-native


ระยะที่ 1: ระบบควบคุมแบบ Stand Alone

ระบบอาคารในอดีตทำงานแยกจากกันใช้โปรโตคอลเฉพาะ ระบบไม่เชื่อมต่อกันมากนัก ปัญหาที่เกิดขึ้นมักจำกัดอยู่เฉพาะระบบนั้น ๆ


ระยะที่ 2: การบูรณาการเพื่อประสิทธิภาพ

เจ้าของอาคารเริ่มต้องการการมองเห็นภาพรวม การลดพลังงาน และประสบการณ์ผู้ใช้อาคารที่ดีขึ้นระบบ HVAC ไฟฟ้า แสงสว่าง การเข้าออก ที่จอดรถ และมิเตอร์เริ่มถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน


ระยะที่ 3: ปัจจุบัน — ระบบอาคารพึ่งพาโครงสร้างดิจิทัล

วันนี้ ระบบ OT จำนวนมากต้องพึ่งเครือข่ายส่วนกลาง ระบบยืนยันตัวตน แพลตฟอร์มข้อมูล และบางครั้งรวมถึงคลาวด์ ปัญหาด้านดิจิทัลจึงสามารถลุกลามเป็นปัญหาด้านการปฏิบัติการได้ทันที


IT/OT Convergence เปลี่ยนบทบาทงาน MEP อย่างไร


1) สถาปัตยกรรม BMS/BAS กลายเป็นหัวใจของการออกแบบ


MEP ไม่ได้ออกแบบแค่ระบบและลำดับการทำงานอีกต่อไปแต่ต้องกำหนด:

  • โครงสร้างระบบควบคุมและความสามารถในการอยู่รอดของระบบ

  • การตัดสินใจว่าอะไรต้องอยู่ที่ Edge และอะไรขึ้น Cloud

  • เส้นทางข้อมูลและขอบเขตการเชื่อมต่อ

  • โหมดการทำงานเมื่อระบบดิจิทัลขัดข้อง


2) ความทนทานของเครือข่าย = ความทนทานของอาคาร


เช่นเดียวกับการออกแบบ N+1 ในระบบเครื่องกลหรือไฟฟ้าโครงสร้างดิจิทัลต้องถูกออกแบบให้:

  • ไม่มี Single Point of Failure

  • เข้าใจ dependency ระหว่างระบบ

  • มีแผนฟื้นฟูและโหมดการทำงานแบบ manual


อาคารที่ “ฉลาด” แต่ล้มเมื่อระบบดิจิทัลมีปัญหาไม่ใช่อาคารอัจฉริยะ แต่คืออาคารที่เปราะบาง


3) การแบ่งส่วนระบบ (Segmentation) คือโจทย์เชิงวิศวกรรม


ระบบสำคัญและระบบทั่วไปไม่ควรปะปนกัน MEP ต้องระบุ เจตนาทางวิศวกรรม ให้ชัดว่า:

  • ระบบใดต้องถูกแยก

  • ระบบใดสามารถสื่อสารกันได้

  • ภายใต้เงื่อนไขใด


4) ระบบ “นอกตำราเดิม” กลายเป็นระบบหลัก


EV Charging, Battery Storage, IAQ Sensors, Occupancy Analytics ไม่ใช่ระบบเสริมอีกต่อไปแต่มีผลต่อโหลด พลังงาน ความสบาย และ ESG โดยตรง


5) ความสามารถในการเชื่อมต่อและใช้ข้อมูลร่วมกันคือมูลค่า


อาคารที่ออกแบบให้ข้อมูลใช้งานได้ข้ามแพลตฟอร์มลดต้นทุนในอนาคต ลดการผูกขาดผู้ขายและเพิ่มความเร็วในการยกระดับอาคารทั้งพอร์ต


ทำไมนักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการต้องสนใจ

  • มูลค่าสินทรัพย์และความสามารถในการแข่งขัน ผู้เช่าให้ความสำคัญกับความเสถียร ประสบการณ์ และความโปร่งใส

  • การบริหารความเสี่ยง ความเสี่ยงไซเบอร์กลายเป็นความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการและชื่อเสียง

  • ความแน่นอนของต้นทุนและการส่งมอบ การไม่วางแผน IT/OT ตั้งแต่ต้น มักนำไปสู่การแก้แบบปลายทางและค่าใช้จ่ายแฝง


แนวโน้มในอนาคต

  • อาคารถูกมองเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลระยะยาว

  • Edge-first สำหรับระบบที่ต้องไม่ล้ม

  • มาตรฐานข้อมูลระดับพอร์ตโฟลิโอ

  • การเชื่อมโยงพลังงานและระบบดิจิทัลเข้มข้นขึ้นตามการใช้ไฟฟ้า


Call to Action


สำหรับนักลงทุนและเจ้าของอาคาร

  • มองโครงสร้างดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของการทำ Due Diligence

  • กำหนดมาตรฐานด้านความทนทาน ข้อมูล และการใช้งานระยะยาว

  • ชัดเจนเรื่องความรับผิดชอบตลอดอายุอาคาร


สำหรับทีมพัฒนาโครงการ

  • นำ IT/OT เข้าสู่ Concept Design

  • ทำสัญญาเชิงผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่ส่งมอบอุปกรณ์

  • Commission ระบบดิจิทัลเหมือนระบบ MEP


สำหรับที่ปรึกษา MEP

  • ขยายบทบาทสู่สถาปัตยกรรมระบบควบคุมและความทนทาน

  • ทำงานร่วมกับ IT ตั้งแต่ต้น

  • ออกแบบเพื่อการใช้งานและการเปลี่ยนผ่านในอนาคต


สรุปสุดท้าย IT/OT Convergence หมายความว่า การตัดสินใจด้านดิจิทัลได้กลายเป็นตัวกำหนดสมรรถนะทางกายภาพและมูลค่าสินทรัพย์


อาคารที่มองเรื่องนี้เป็นกลยุทธ์จะเป็นอาคารที่พร้อมแข่งขัน มีความยืดหยุ่น และยืนระยะได้ในระยะยาว

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page