top of page

China+1 Strategy และอนาคตอุตสาหกรรมไทย: เมื่อการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนโลกกำลังเปิดหน้าต่างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทย

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

10 March 2026



บทความนี้เรียบเรียงและวิเคราะห์จากรายงานของ JLL เรื่อง “China+1 Strategy Transforms Thailand’s Industrial Future”


รายงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษนี้ เมื่อบริษัทข้ามชาติทั่วโลกเริ่มปรับกลยุทธ์การผลิตเพื่อกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน ลดการพึ่งพาการผลิตในประเทศจีนเพียงแห่งเดียว และขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่นเพิ่มเติม กลยุทธ์นี้ถูกเรียกว่า China+1 Strategy


ในบริบทของประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของการลงทุนในภาคการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมดิจิทัล


ข้อมูลจาก JLL ระบุว่า ระหว่างช่วงก่อนโควิด (2017-2019) และช่วงหลังโควิด (2022-2024) การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภาคการผลิตของไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์ เป็น 5.1 พันล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 29% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตแห่งใหม่ของภูมิภาค


ขณะเดียวกัน การใช้พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2024 มีการใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมากกว่า 1,170 เฮกตาร์ ซึ่งสูงกว่าระดับปี 2019 เกือบสามเท่า แสดงให้เห็นถึงความต้องการพื้นที่โรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เป็นสัญญาณของการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งอาจกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทยในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า


1. โลกกำลังเปลี่ยนจาก “โรงงานของโลก” สู่เครือข่ายการผลิตหลายประเทศ


ตลอดช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ระบบการผลิตของโลกถูกกำหนดโดยแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือการใช้ประเทศจีนเป็นฐานการผลิตหลักของโลก จีนสามารถดึงดูดบริษัทข้ามชาติจากทั่วโลกให้เข้ามาลงทุนได้อย่างมหาศาล เนื่องจากมีแรงงานจำนวนมาก ต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว


ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา บริษัทข้ามชาติจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่างย้ายฐานการผลิตจำนวนมากมายังประเทศจีน ทำให้จีนกลายเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานโลก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า ไปจนถึงสินค้าทางอุตสาหกรรมขั้นสูง


โมเดลการผลิตแบบนี้ช่วยให้บริษัทสามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างมาก เพราะการรวมฐานการผลิตไว้ในประเทศเดียวช่วยให้สามารถสร้างระบบซัพพลายเชนขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การผลิตชิ้นส่วน ไปจนถึงการประกอบสินค้า


อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 โมเดลการผลิตแบบรวมศูนย์เริ่มเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ปัจจัยหนึ่งคือการเพิ่มขึ้นของต้นทุนแรงงานในประเทศจีน ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของประเทศ


นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ก็ทำให้บริษัทข้ามชาติจำนวนมากเริ่มกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกหยุดชะงักอย่างรุนแรงในช่วงปี 2020–2021 โรงงานจำนวนมากในจีนต้องหยุดการผลิต ทำให้บริษัททั่วโลกประสบปัญหาการขาดแคลนสินค้าและชิ้นส่วน


เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้บริษัทจำนวนมากเริ่มตระหนักว่า การพึ่งพาฐานการผลิตเพียงประเทศเดียวอาจสร้างความเสี่ยงต่อธุรกิจในระยะยาว


ดังนั้น บริษัทข้ามชาติจำนวนมากจึงเริ่มปรับกลยุทธ์การผลิตโดยใช้แนวคิดที่เรียกว่า China+1 Strategy ซึ่งหมายถึงการรักษาฐานการผลิตในประเทศจีนไว้บางส่วน แต่ขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่นเพิ่มเติม เพื่อกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน


แนวคิดนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัตน์จากโมเดลที่เน้น Efficiency หรือประสิทธิภาพสูงสุด ไปสู่โมเดลที่ให้ความสำคัญกับ Resilience หรือความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ


ในโลกยุคใหม่ บริษัทไม่เพียงต้องการลดต้นทุนเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างระบบการผลิตที่สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกได้ด้วย


2. เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: พื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ของการผลิตโลก


เมื่อบริษัทข้ามชาติเริ่มมองหาทางเลือกใหม่สำหรับการกระจายฐานการผลิต เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงกลายเป็นภูมิภาคที่ได้รับความสนใจอย่างมาก


ภูมิภาคนี้มีข้อได้เปรียบหลายด้านที่ทำให้เหมาะสมสำหรับการเป็นฐานการผลิตใหม่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนแรงงานที่แข่งขันได้ ตลาดผู้บริโภคที่กำลังเติบโต และทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้กับประเทศจีนซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก


นอกจากนี้ การรวมตัวทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก ASEAN ยังช่วยเพิ่มความน่าสนใจของภูมิภาคนี้ เนื่องจากบริษัทที่ตั้งฐานการผลิตในประเทศหนึ่งสามารถเข้าถึงตลาดของประเทศอื่นในภูมิภาคได้ง่ายขึ้น

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศจึงเริ่มแข่งขันกันเพื่อดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ โดยใช้มาตรการต่าง ๆ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับปรุงกฎระเบียบด้านการลงทุน


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากกระแส China+1 เนื่องจากมีต้นทุนแรงงานต่ำและมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนที่ชัดเจน บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่ง เช่น Samsung, Apple และ Intel ได้ตั้งฐานการผลิตในเวียดนาม


อินโดนีเซียก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น นิกเกิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตแบตเตอรี่


อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูงในการดึงดูดการลงทุน เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว และมีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง


ประเทศไทยมีประสบการณ์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตมายาวนานหลายทศวรรษ และมีระบบซัพพลายเชนที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิต


3. ประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตที่มี ecosystem สมบูรณ์


หนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สุดของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิต คือการมี ecosystem ของอุตสาหกรรมที่ครบวงจร ซึ่งพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา


ประเทศไทยเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 โดยมีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมและการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทต่างชาติ


ในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากได้ย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ การลงทุนจากบริษัทญี่ปุ่นช่วยสร้างเครือข่ายซัพพลายเชนขนาดใหญ่ในประเทศไทย


ประเทศไทยจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “Detroit of Asia” เนื่องจากมีการผลิตรถยนต์จำนวนมากและเป็นฐานการผลิตสำคัญของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก


นอกจากผู้ผลิตรถยนต์แล้ว ประเทศไทยยังมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จำนวนมาก ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนหลัก (Tier-1 suppliers) ไปจนถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนขนาดเล็ก (Tier-2 และ Tier-3 suppliers)


เครือข่ายซัพพลายเชนที่ครบวงจรนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เพราะสามารถเชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศได้ทันทีโดยไม่ต้องสร้างระบบใหม่ทั้งหมด


นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของประเทศ และเป็นหนึ่งในท่าเรือที่มีปริมาณการขนส่งสินค้าสูงที่สุดในภูมิภาค


ประเทศไทยยังมีเครือข่ายถนนและมอเตอร์เวย์ที่เชื่อมโยงพื้นที่อุตสาหกรรมกับท่าเรือและสนามบิน ทำให้การขนส่งสินค้าไปยังตลาดโลกมีประสิทธิภาพ


ในมุมมองของนักลงทุน การมี ecosystem ของอุตสาหกรรมที่ครบวงจรช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงในการลงทุน เพราะบริษัทสามารถเข้าถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และแรงงานที่มีทักษะได้ในพื้นที่เดียวกัน


ดังนั้น เมื่อกระแส China+1 Strategy ทำให้บริษัทข้ามชาติมองหาฐานการผลิตใหม่ ประเทศไทยจึงกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สำคัญ เนื่องจากมีโครงสร้างอุตสาหกรรมที่พร้อมรองรับการลงทุนในระดับใหญ่


4. Eastern Economic Corridor: เครื่องยนต์ใหม่ของอุตสาหกรรมไทย


Eastern Economic Corridor หรือ EEC เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และถือเป็นยุทธศาสตร์หลักที่รัฐบาลไทยใช้ในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง


พื้นที่ EEC ครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน เนื่องจากมีนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมากและเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี


ความสำคัญของ EEC ไม่ได้อยู่เพียงแค่การเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ถูกออกแบบให้มี ecosystem ของการผลิตที่ครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงโลจิสติกส์และการส่งออก


โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่กำลังพัฒนาในพื้นที่ EEC ได้แก่

  • ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งสินค้าของประเทศไทย

  • โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งจะเชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับ EEC

  • การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค


โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เพราะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าไปยังตลาดโลก


ในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ การมีพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอย่าง EEC ช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีความตั้งใจที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างจริงจัง


นอกจากนี้ EEC ยังเป็นพื้นที่ที่ได้รับการสนับสนุนด้านนโยบายจากภาครัฐ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI และการอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ ซึ่งช่วยดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ


ในระยะยาว หาก EEC สามารถพัฒนา ecosystem ของอุตสาหกรรมได้อย่างสมบูรณ์ ก็มีศักยภาพที่จะกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงของเอเชีย


5. การเติบโตของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ


การเพิ่มขึ้นของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ในภาคการผลิตของไทย ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของผลกระทบจาก China+1 Strategy


ข้อมูลจาก JLL ระบุว่า FDI ในภาคการผลิตของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลังโควิด โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์ในช่วงก่อนโควิด เป็นประมาณ 5.1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2022–2024


การเพิ่มขึ้นของ FDI ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากนักลงทุนรายเดิม แต่ยังมาจากนักลงทุนใหม่จำนวนมากที่กำลังมองหาฐานการผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


หนึ่งในแนวโน้มสำคัญคือการเพิ่มขึ้นของการลงทุนจากจีน ซึ่งกลายเป็นแหล่งเงินลงทุนหลักในภาคการผลิตของไทย โดยในปี 2024 นักลงทุนจากจีนคิดเป็นประมาณ 44% ของ FDI ทั้งหมดในภาคการผลิต

เหตุผลสำคัญที่บริษัทจีนเลือกลงทุนในประเทศไทย ได้แก่

  • ความใกล้ชิดกับตลาด ASEAN

  • โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ

  • ระบบซัพพลายเชนที่ครบวงจร

  • สิทธิประโยชน์ทางการลงทุนจากภาครัฐ


นอกจากนี้ บริษัทจีนจำนวนมากยังต้องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ


การเพิ่มขึ้นของ FDI ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของบทบาทประเทศไทยในเศรษฐกิจโลก จากประเทศที่เคยเป็นเพียงฐานการผลิตต้นทุนต่ำ ไปสู่ประเทศที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง


6. อุตสาหกรรมที่เติบโตจากกระแส China+1


หนึ่งในผลกระทบสำคัญของ China+1 Strategy คือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยบางอุตสาหกรรมเติบโตอย่างรวดเร็วจากการย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติ


จากข้อมูลของ JLL พบว่าอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง ได้แก่

  • อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์

  • อุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้า

  • อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป


อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์มีการเติบโตมากกว่า 60% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการอุปกรณ์เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก


ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้าก็มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น


อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปก็เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนใหม่ โดยประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านทรัพยากรทางการเกษตรและความเชี่ยวชาญในการแปรรูปอาหาร


นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมใหม่ที่เริ่มขยายตัวในประเทศไทย เช่น

  • อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

  • อุตสาหกรรมแบตเตอรี่

  • อุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง


การเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้ช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว


7. ผลกระทบต่ออสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรม


หนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกระแส China+1 Strategy คือ ตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรม (Industrial Real Estate) ซึ่งรวมถึงนิคมอุตสาหกรรม โรงงานสำเร็จรูป คลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้า การเพิ่มขึ้นของการลงทุนจากต่างประเทศทำให้ความต้องการพื้นที่สำหรับการผลิตและโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางของนิคมอุตสาหกรรมและเป็นพื้นที่หลักของโครงการ Eastern Economic Corridor


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมของไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยนักลงทุนต่างชาติเริ่มมองหาที่ดินเพื่อสร้างโรงงานผลิตและศูนย์โลจิสติกส์ที่สามารถเชื่อมต่อกับท่าเรือ สนามบิน และโครงข่ายการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ พื้นที่ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์พร้อมใช้งาน


การเพิ่มขึ้นของความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรมยังส่งผลให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรม เช่น ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์พาร์ค เร่งลงทุนในโครงการใหม่เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนต่างชาติ หลายบริษัทเริ่มพัฒนาโครงการ built-to-suit factories ซึ่งเป็นโรงงานที่ออกแบบและก่อสร้างตามความต้องการเฉพาะของผู้เช่า รวมถึงการพัฒนา ready-built factories ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถเริ่มการผลิตได้เร็วขึ้น


นอกจากนี้ แนวโน้มสำคัญอีกประการหนึ่งคือการพัฒนา smart industrial parks ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการ เช่น ระบบพลังงานอัจฉริยะ ระบบจัดการน้ำ ระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่รองรับการผลิตแบบอัตโนมัติ


นิคมอุตสาหกรรมในอนาคตจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับตั้งโรงงาน แต่กำลังพัฒนาไปสู่ industrial ecosystem ที่รวมเอาโรงงาน ซัพพลายเชน โลจิสติกส์ และบริการสนับสนุนอื่น ๆ ไว้ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ


ในมุมมองของนักลงทุนสถาบัน ตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมยังกลายเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากมีแนวโน้มการเติบโตที่มั่นคงและได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของซัพพลายเชนโลก ส่งผลให้กองทุนอสังหาริมทรัพย์และนักลงทุนระดับโลกเริ่มลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ในประเทศไทยมากขึ้น


ดังนั้น กระแส China+1 Strategy ไม่เพียงส่งผลต่อภาคการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมของประเทศไทยในระยะยาว


8. โอกาสทางเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศไทย


การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกจากกระแส China+1 Strategy เปิดโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการพัฒนาทักษะแรงงาน


ประการแรก การเพิ่มขึ้นของการลงทุนจากต่างประเทศช่วยสร้างงานจำนวนมากในภาคการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และระบบอัตโนมัติ งานเหล่านี้มักเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะสูงและให้ค่าตอบแทนที่ดีกว่างานในภาคอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม


ประการที่สอง การเข้ามาของบริษัทข้ามชาติช่วยสร้างการถ่ายทอดเทคโนโลยี (technology transfer) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับความสามารถของอุตสาหกรรมในประเทศ บริษัทต่างชาติที่ตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยมักนำเทคโนโลยีการผลิตใหม่ ระบบอัตโนมัติ และมาตรฐานการจัดการระดับสากลเข้ามาใช้ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมไทย


ประการที่สาม การเพิ่มขึ้นของการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจไทย เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้มักมี value added สูง และมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของเศรษฐกิจโลก


ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์มีบทบาทสำคัญในเทคโนโลยีดิจิทัล การประมวลผลข้อมูล และอุตสาหกรรม AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน


ในระยะยาว หากประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้มากขึ้น ก็อาจช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศจากเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตต้นทุนต่ำ ไปสู่เศรษฐกิจที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยี


โอกาสอีกประการหนึ่งคือการพัฒนา cluster อุตสาหกรรมใหม่ เช่น cluster ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า cluster ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ cluster ของอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งช่วยสร้าง ecosystem ที่สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้ในระยะยาว


หากประเทศไทยสามารถพัฒนา cluster อุตสาหกรรมเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยก็มีศักยภาพที่จะกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


9. ความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญ


แม้ประเทศไทยจะมีโอกาสมากจากกระแส China+1 Strategy แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว


หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งมีต้นทุนแรงงานต่ำกว่าและมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ


เวียดนามในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้กลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Samsung, Apple และ Intel ซึ่งทำให้เวียดนามมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ของโลก


อีกหนึ่งความท้าทายคือการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง โดยเฉพาะในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น วิศวกรรมหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงต้องการแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทาง ซึ่งประเทศไทยยังต้องเร่งพัฒนาระบบการศึกษาและการฝึกอบรมเพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรม


นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานบางส่วนของประเทศไทยยังต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม เช่น ระบบขนส่งทางราง ระบบโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อให้สามารถรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต


อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากนักลงทุนระดับโลกเริ่มให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ESG และการลดการปล่อยคาร์บอน หากประเทศไทยต้องการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทระดับโลก ก็จำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดและระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ


ความท้าทายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในยุค China+1 ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับต้นทุนแรงงานเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน และความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน


10. บทสรุป: จุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจไทย


China+1 Strategy เป็นหนึ่งในกระแสสำคัญของเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21 และมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ


ในอดีต ประเทศไทยเคยเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนแรงงานต่ำกว่า


กระแส China+1 Strategy จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยสามารถใช้เพื่อยกระดับบทบาทของตนในเศรษฐกิจโลก โดยการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและพัฒนา ecosystem ของอุตสาหกรรมใหม่


หากประเทศไทยสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน ประเทศไทยก็มีศักยภาพที่จะกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตของโลกในยุคใหม่


อย่างไรก็ตาม โอกาสจาก China+1 Strategy ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ประเทศที่สามารถปรับตัวได้เร็วที่สุดและสร้าง ecosystem ที่แข็งแกร่งที่สุด จะเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก


สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร แต่คือว่า ประเทศไทยจะสามารถใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เพื่อสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้หรือไม่


คำตอบของคำถามนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน และการสร้าง ecosystem ของอุตสาหกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก


หากประเทศไทยสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้สำเร็จ China+1 Strategy อาจไม่ใช่เพียงกระแสการย้ายฐานการผลิต แต่จะเป็น จุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page