top of page

Digital Twin ปี 2026: จาก “โมเดลสวยงาม” สู่ “หัวใจของการบริหารอาคารและการสร้างมูลค่าอสังหาฯ”

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

14 December 2025



บทสรุปผู้บริหาร: ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ “ตอนนี้”


ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา วงการอสังหาริมทรัพย์พูดถึงคำว่า Digital Twin อย่างต่อเนื่องแต่ในความเป็นจริง สำหรับอาคารจำนวนมาก “Digital Twin” ยังเป็นเพียงโมเดล 3D หรือ BIM ที่ดูดี แต่ไม่เคยถูกใช้ในการตัดสินใจจริง


ยุคนั้นกำลังจะจบลง


ในปี 2026 นักลงทุนระดับสถาบัน ทีมพัฒนาโครงการ และบริษัทที่ปรึกษา MEP ชั้นนำทั่วโลก กำลังเห็นตรงกันว่า

Digital Twin ไม่ใช่โมเดล — แต่คือระบบปฏิบัติการของอาคาร (Building Operating System)

และการเปลี่ยนมุมมองนี้ กำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการออกแบบ การส่งมอบ การบริหารอาคาร ไปจนถึง “มูลค่าทรัพย์สิน” อย่างสิ้นเชิง


1. จุดเริ่มต้น: Digital Twin ไม่ได้เกิดจากวงการอสังหาฯ


แนวคิด Digital Twin มีต้นกำเนิดจากอุตสาหกรรมที่ “ความผิดพลาดมีต้นทุนสูง” เช่น

  • อากาศยาน

  • อุตสาหกรรมการผลิต

  • ระบบพลังงาน


ในโลกเหล่านั้น Digital Twin หมายถึง

  • ตัวแทนดิจิทัลของระบบจริง

  • เชื่อมต่อกับข้อมูลการทำงานแบบ Real-time

  • ใช้เพื่อ “จำลองผลลัพธ์ก่อนตัดสินใจ”


แต่เมื่อแนวคิดนี้เข้ามาสู่วงการอาคาร มันถูกแปลผ่านวัฒนธรรม BIM ผลลัพธ์คือ Digital Twin รุ่นแรก ๆ กลายเป็นเพียง

  • โมเดล 3D

  • อัปเดตเฉพาะช่วงออกแบบและก่อสร้าง

  • ไม่เชื่อมกับการใช้งานจริงของอาคาร


มัน “ดูฉลาด” แต่ ไม่เคยคิดแทนอาคารได้จริง


2. ปัญหาในอดีต: ทำไม Digital Twin แบบเดิมไม่สร้างมูลค่า


จากมุมมองของนักลงทุนและเจ้าของโครงการ Digital Twin รุ่นแรกล้มเหลวด้วย 3 เหตุผลหลัก


1) จบที่วันส่งมอบ

หลังจบโครงการ โมเดลถูกเก็บไว้ในโฟลเดอร์ ไม่มีใครใช้ในงานบริหารจริง


2) ไม่มีข้อมูลจริง

ไม่มีข้อมูลจากระบบ HVAC ไฟฟ้า หรือระบบควบคุมมาใส่ในโมเดล


3) ไม่มี Logic การตัดสินใจ

ไม่สามารถตอบคำถามสำคัญ เช่น

  • จะลดพลังงานอย่างไร

  • จะวางแผนบำรุงรักษาอะไรก่อน

  • ถ้าโหลดเปลี่ยน อาคารจะตอบสนองอย่างไร


สรุปคือ มันเป็น ภาพแทน ไม่ใช่ เครื่องมือบริหาร


3. จุดเปลี่ยนปัจจุบัน: จาก “ตัวแทน” สู่ “เครื่องมือการตัดสินใจ”


วันนี้ อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างชัดเจน


บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกกำลังใช้หลักคิดเดียวกันว่า

ถ้า Digital Twin ไม่ช่วยให้ตัดสินใจเชิงปฏิบัติได้ มันไม่ใช่ Digital Twin

Digital Twin ที่มีคุณค่าในปี 2026 ต้องมี 4 เลเยอร์

  1. ระบบกายภาพ (Physical Systems) HVAC, ไฟฟ้า, น้ำ, ระบบความปลอดภัย, พลังงานหมุนเวียน

  2. ข้อมูลจริงแบบ Live Sensor, Meter, BMS, IoT

  3. การวิเคราะห์และความฉลาดของระบบ Baseline, Fault Detection, Optimization

  4. Workflow การตัดสินใจ Dashboard, Alert, Scenario, Action


และจุดศูนย์กลางของทั้งหมดนี้คือ ระบบ MEP


4. ทำไม MEP กลายเป็น “แกนกลาง” ของ Digital Twin


Digital Twin จะฉลาดได้แค่ไหน ขึ้นอยู่กับ “ข้อมูล” ที่ได้รับและข้อมูลที่มีความหมายที่สุดของอาคาร มาจากระบบ MEP


สิ่งนี้ทำให้บทบาทของที่ปรึกษา MEP เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน


ความคาดหวังใหม่ต่อ MEP ในยุค Digital Twin

  • กลยุทธ์การติดตั้ง Sensor และ Meter ไม่ใช่ติดให้ครบ แต่ติดให้ตอบคำถามทางธุรกิจ

  • Point Mapping และ Naming/Tagging ข้อมูลต้องเป็นระบบ และพร้อมให้ AI ใช้

  • คุณภาพข้อมูล (Data Quality) Sensor ที่อ่านค่าเพี้ยน = Twin ที่ตัดสินใจผิด

  • Commissioning เพื่อการใช้งานต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ “เปิดติด” แต่ต้อง “ทำงานได้ดีในระยะยาว”


MEP จึงไม่ใช่แค่ผู้ออกแบบระบบแต่คือ ผู้ออกแบบระบบประสาทดิจิทัลของอาคาร


5. มุมมองนักลงทุน: Digital Twin คือเครื่องมือสร้างมูลค่า


สำหรับนักลงทุน Digital Twin ไม่ใช่ของเล่นเทคโนโลยีแต่คือเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทน


คุณค่าที่วัดได้

  • ลด OpEx ผ่านการ Optimize ต่อเนื่อง

  • ลด CapEx ฉุกเฉินด้วย Predictive Maintenance

  • ยกระดับ ESG ด้วยข้อมูลจริง ไม่ใช่คำโฆษณา

  • เพิ่มความ Resilient ต่อเหตุขัดข้อง

  • เสริม Story ในการ Exit หรือ Refinance


ในตลาดที่ “ของธรรมดาขายยาก”อาคารที่บริหารด้วยข้อมูลจริงจะเป็นผู้ได้เปรียบ


6. มุมมอง Developer: ออกแบบครั้งเดียว แต่ต้องทำงานไปอีก 30 ปี


Digital Twin บังคับให้ Developer มองไกลกว่าวันเปิดอาคาร


โครงการที่ไม่คิดเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น มักเจอปัญหา

  • Sensor มี แต่ใช้ข้อมูลไม่ได้

  • ระบบแยกส่วน เชื่อมกันไม่ได้

  • ต้องรื้อทำใหม่หลังเปิดใช้งานไม่นาน


ในขณะที่โครงการที่คิดเชิง Digital Twin ตั้งแต่ต้น จะ

  • ลดต้นทุนตลอดอายุอาคาร

  • สร้างความแตกต่างเหนือทำเล

  • พร้อมรับกฎเกณฑ์ด้านพลังงานและคาร์บอนในอนาคต


คำถามจึงไม่ใช่ “จะทำ Digital Twin ดีไหม” แต่คือ “อยากให้อาคารเรียนรู้ได้ หรืออยู่แบบไม่รู้ตัวเอง”


7. อนาคตถัดไป: Digital Twin กำลังจะไปทางไหน


หลังปี 2026 แนวโน้มที่ชัดเจนคือ

  • AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมระบบ

  • Digital Twin ระดับ Portfolio ใช้เปรียบเทียบสินทรัพย์

  • อาคารเชื่อมกับ Grid และระบบพลังงานอย่างชาญฉลาด

  • นักลงทุนและสถาบันการเงินต้องการข้อมูลจริงมากขึ้น


อาคารที่ไม่มี Digital Twin เชิงปฏิบัติอาจอธิบาย “สมมติฐานการดำเนินงาน” ของตัวเองไม่ได้อีกต่อไป


8. Call to Action: ผู้นำควรเริ่มอย่างไร


สำหรับนักลงทุน

  • ถามให้ลึกกว่า “มีระบบอะไร”

  • ถามว่า อาคารรู้จักตัวเองแค่ไหน และปรับตัวได้อย่างไร


สำหรับ Developer

  • ใส่ Digital Twin ตั้งแต่ Concept Design

  • เชื่อม MEP, IT และ Operation ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ปลายทาง


สำหรับที่ปรึกษา MEP

  • ขยายบทบาทจาก “ระบบ” สู่ “ข้อมูลและผลลัพธ์”

  • เป็นผู้นำบทสนทนาเรื่อง Performance ไม่ใช่แค่ Compliance


บทสรุป


Digital Twin ในวันนี้ ไม่ได้มีไว้ “ดู”


แต่มีไว้ เข้าใจ คาดการณ์ และพัฒนาอาคารอย่างต่อเนื่อง


ในปี 2026 อาคารที่ได้เปรียบไม่ใช่อาคารที่แพงที่สุดแต่คืออาคารที่ รู้จักตัวเองดีที่สุด

และองค์กรที่ทำให้อาคาร “รู้ตัว” ได้จะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของวงการอสังหาฯ

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page