top of page

High Efficiency Chiller Plant: ประสิทธิภาพที่แท้จริงต้องวัดจากการเดินระบบ

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

Advisory Committee, Air-Conditioning Engineering Association of Thailand

Member ASHRAE

22 August 2026



เมื่อพูดถึง High Efficiency Chiller Plant สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่นึกถึงมักเป็น Chiller รุ่นใหม่ที่มีค่า Kilowatt per Refrigeration Ton หรือ kW/RT ต่ำลง มี Variable Speed Drive ใช้ Compressor ประสิทธิภาพสูง หรือมีระบบ Automation ที่สามารถ Optimize การทำงานได้ตลอดเวลา ตัวเลขเหล่านี้มีความสำคัญ แต่สำหรับ Building Operation คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อ Chiller ถูกนำมาติดตั้งอยู่ในอาคารจริงแล้ว ทั้ง Plant ยังสามารถรักษาประสิทธิภาพตามที่ออกแบบไว้ได้หรือไม่


เพราะ Chiller ไม่ได้ทำงานอยู่ในห้องทดลอง อาคารมี Cooling Load ที่เปลี่ยนทุกชั่วโมง มี Pump, Cooling Tower, Control Valve, Air Handling Unit, Sensor และระบบควบคุมจำนวนมากทำงานสัมพันธ์กัน ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้ใช้อาคาร สภาพอากาศ Operating Hours และสภาพของเครื่องจักรก็เปลี่ยนไปตลอดอายุอาคาร ประสิทธิภาพของ Chiller Plant จึงไม่ได้ถูกกำหนดจากประสิทธิภาพของ Chiller เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถของทั้งระบบในการตอบสนองต่อสภาพการใช้งานจริง


นี่ทำให้แนวคิดของ High Efficiency Chiller Plant ในมุม Building Operation ต้องเดินไปไกลกว่าการเลือกเครื่องจักรที่ประหยัดที่สุด ไปสู่การสร้างระบบที่ มองเห็นได้ วัดได้ ตรวจสอบได้ ควบคุมได้ และรักษาประสิทธิภาพไว้ได้ตลอด Lifecycle ของอาคาร


1. จาก Chiller Efficiency สู่ Whole Plant Efficiency


จุดเริ่มต้นคือการเปลี่ยนวิธีคิดจากประสิทธิภาพของ Chiller ไปสู่ประสิทธิภาพของ Chiller Plant ทั้งระบบ เพราะค่าไฟฟ้าที่อาคารจ่ายไม่ได้เกิดจาก Compressor เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง Chilled Water Pump, Condenser Water Pump, Cooling Tower Fan และอุปกรณ์ประกอบอื่นที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อผลิตและส่ง Cooling ไปถึงพื้นที่ใช้งาน


ดังนั้น Chiller ที่มีประสิทธิภาพสูงมากอาจไม่ได้ทำให้ Plant มีประสิทธิภาพสูงเสมอไป หากต้องใช้ Pump Energy สูง มี Cooling Tower Fan ทำงานเต็ม Speed ตลอดเวลา หรือระบบ Distribution เกิด Excess Flow การ Optimize Chiller เพียงตัวเดียวอาจทำให้พลังงานของอุปกรณ์อีกส่วนหนึ่งเพิ่มขึ้นจนผลประหยัดที่ได้หายไป


American Society of Heating, Refrigerating and Air-Conditioning Engineers หรือ ASHRAE จึงมองการ Optimize Chiller Plant ในลักษณะที่รวมพลังงานของ Chiller, Chilled Water Pump, Condenser Water Pump และ Cooling Tower Fan เข้าด้วยกัน การตัดสินใจเกี่ยวกับจำนวน Chiller ที่เดิน ความเร็ว Pump หรือ Condenser Water Temperature จึงควรพิจารณาจาก Total Plant Power มากกว่าดู Chiller Power เพียงอย่างเดียว


สำหรับ Building Operation จุดนี้สำคัญมาก เพราะมันเปลี่ยน Key Performance Indicator จาก Chiller Efficiency ไปเป็น Plant Efficiency และทำให้การบริหารพลังงานเริ่มมองระบบเป็นหนึ่งเดียว


2. ประสิทธิภาพที่ Design Point อาจไม่ใช่ประสิทธิภาพที่อาคารต้องการจริง


Chiller มักถูกเปรียบเทียบกันจาก Performance ที่เงื่อนไขมาตรฐาน แต่ในชีวิตจริงอาคารไม่ได้ทำงานที่ Full Load ตลอดเวลา ตอนเช้า Cooling Load อาจต่ำ ช่วงบ่ายอาจสูงขึ้น วันหยุดอาจเหลือเพียงส่วนหนึ่งของ Design Capacity ขณะที่บางอาคารยังต้องเปิดระบบในเวลากลางคืนเพื่อรองรับพื้นที่เฉพาะบางส่วน


นี่คือเหตุผลที่ Part Load Efficiency มีความสำคัญมากกับ Building Operation ระบบอาจมี Design Capacity 2,000 Refrigeration Tons แต่หากเวลาส่วนใหญ่ของปีใช้งานอยู่เพียง 700–1,200 Refrigeration Tons ประสิทธิภาพในช่วงนี้ย่อมมีผลต่อ Annual Energy Consumption มากกว่าตัวเลขที่ Full Load


Federal Energy Management Program หรือ FEMP ของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ แยกแนวทางเลือก Chiller ระหว่างการใช้งานที่เน้น Full Load กับการใช้งานที่เน้น Variable Load และใช้ Integrated Part-Load Value หรือ IPLV เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินประสิทธิภาพ เพราะ Chiller แต่ละรุ่นอาจมีพฤติกรรมต่างกันอย่างมากเมื่อโหลดลดลง


แต่สำหรับอาคารจริง แม้ Integrated Part-Load Value จะมีประโยชน์ ก็ยังไม่ควรถูกใช้แทน Annual Load Profile ของอาคารทั้งหมด สิ่งที่ Building Operation ต้องการรู้คือ Chiller Plant จะใช้พลังงานเท่าไรที่ Load 20%, 30%, 50%, 70% และ 90% ภายใต้สภาพ Condenser Water Temperature และ Chilled Water Temperature ที่เกิดขึ้นจริง


ตรงนี้ทำให้การเลือก Chiller ไม่ควรเริ่มจากการถามว่าเครื่องไหนมีค่า kW/RT ต่ำที่สุด แต่ควรเริ่มจากการเข้าใจว่า อาคารของเราจะใช้ Chiller ที่ Load ใดมากที่สุด


3. Minimum Load อาจสำคัญไม่แพ้ Peak Load


งานออกแบบระบบปรับอากาศมักให้ความสำคัญกับ Peak Cooling Load เพราะต้องมั่นใจว่าอาคารสามารถรองรับวันที่ร้อนที่สุดและมีผู้ใช้งานสูงสุดได้ แต่ในมุม Building Operation อีกด้านหนึ่งของ Load Profile ที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ Minimum Load


อาคารสำนักงานขนาดใหญ่หรือ Mixed-use Development สามารถมีความแตกต่างระหว่าง Peak Load กับ Night Load หลายเท่า หาก Chiller Plant ขนาดใหญ่ถูกออกแบบโดยไม่ได้คิดถึงช่วงโหลดต่ำ ระบบอาจต้องเดิน Chiller ที่ต่ำกว่า Operating Range ที่เหมาะสม เกิด Cycling หรือจำเป็นต้องสร้าง Artificial Load เพื่อให้เครื่องเดินได้อย่างเสถียร


เรื่องนี้ไม่ได้จบที่ Minimum Chiller Load เพราะ Chiller ยังมีข้อจำกัดด้าน Minimum Evaporator Flow, Minimum Condenser Water Flow, Compressor Operating Envelope และ Minimum Lift ขณะเดียวกัน Pump และ Cooling Tower ก็มี Operating Limit ของตัวเอง การออกแบบ Minimum Plant Load จึงต้องมองทั้งระบบ


ASHRAE ให้ความสำคัญกับ Minimum Flow ในระบบ Variable Flow โดยเฉพาะในสภาวะ Part Load เพราะ Flow ที่ไม่เหมาะสมสามารถกระทบทั้ง Stability และประสิทธิภาพของ Plant ได้


สำหรับ Building Operation นี่คือหนึ่งในคำถามที่ควรถูกถามตั้งแต่ช่วง Design ว่า Plant นี้สามารถลดลงไปได้ถึง Cooling Load เท่าไรโดยที่ยังเดินได้อย่างมีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพ


เพราะอาคารที่ออกแบบเก่งเฉพาะวันที่ Load สูงที่สุด อาจกลายเป็นอาคารที่ใช้พลังงานไม่มีประสิทธิภาพในอีกหลายพันชั่วโมงที่ Load ต่ำกว่านั้น


4. Pump Speed, Delta Temperature และ Control Valve คือเรื่องเดียวกัน


Pump เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มักถูก Optimize ด้วยการติด Variable Speed Drive หรือ VSD แล้วกำหนด Minimum Speed เช่น 30 Hertz หรือ 35 Hertz แต่การมี Variable Speed Drive ไม่ได้หมายความว่า Pump ถูก Optimize แล้ว หาก Minimum Speed ถูก Lock ไว้สูงเกินความจำเป็น Pump ก็ยังสามารถใช้พลังงานมากเกินไปได้ตลอดอายุอาคาร


Minimum Pump Speed ควรเกิดจากข้อจำกัดทางวิศวกรรมจริง ทั้ง Minimum Chiller Flow, Differential Pressure ที่ Critical Circuit, Pump Operating Envelope, Motor Cooling, Flow Measurement Limit และความสามารถของ Control Valve ไม่ควรถูกกำหนดเพียงเพราะเป็นค่าที่เคยใช้ในโครงการอื่น


ความเข้าใจที่พบได้บ่อยอีกอย่างคือ Motor ที่ควบคุมด้วย Variable Frequency Drive ไม่สามารถเดินต่ำกว่า 30 Hertz ได้ หลักคิดนี้ไม่ถูกต้องหากนำมาใช้เป็นกฎตายตัว เพราะ 30 Hertz ไม่ใช่เส้นแบ่งสากลของ Motor ทุกชนิด Minimum Speed ที่แท้จริงขึ้นอยู่กับประเภทของ Motor, ลักษณะ Load, วิธีระบายความร้อนของ Motor, Pump Curve, System Curve, Minimum Flow, Bearing และ Seal Requirement รวมถึงข้อกำหนดของผู้ผลิต ตัวอย่างเช่น Motor แบบ Totally Enclosed Fan Cooled ซึ่งใช้พัดลมที่หมุนไปพร้อมเพลาอาจระบายความร้อนได้น้อยลงเมื่อ Speed ต่ำ ขณะที่ Motor ที่ออกแบบสำหรับ Inverter Duty หรือมี Independent Cooling Fan อาจสามารถเดินที่ความเร็วต่ำกว่านั้นได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะ Centrifugal Pump ซึ่งเป็น Variable Torque Load และภาระของ Motor ลดลงอย่างมากเมื่อ Speed ลดลง ผู้ผลิต Variable Speed Drive บางราย จึงแนะนำให้กำหนด Minimum Speed หรือ Minimum Frequency ตามข้อจำกัดของ Pump และ Motor จริง และให้ตรวจสอบกับ Equipment Manufacturer แทนการใช้ตัวเลขเดียวกับทุกระบบ


ดังนั้น Building Operation ไม่ควรยอมรับค่า Minimum Motor Speed ที่ถูก Lock ไว้เพียงเพราะมีความเชื่อว่าต่ำกว่า 30 Hertz แล้ว Motor จะเสีย แต่ควรให้ Designer, Pump Manufacturer, Motor Manufacturer และ Variable Speed Drive Supplier ระบุ Operating Envelope ที่ยอมรับได้ พร้อมทดสอบจริงในช่วง Testing and Commissioning ว่าที่ Speed ต่ำ ระบบยังมี Flow และ Differential Pressure เพียงพอ Motor Temperature อยู่ในเกณฑ์ ไม่มี Vibration หรือ Hydraulic Instability และ Chiller ยังได้รับ Minimum Flow ตามข้อกำหนด หากพิสูจน์ได้ว่าระบบสามารถทำงานต่ำกว่า 30 Hertz ได้อย่างปลอดภัย การเปิด Operating Range เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้าง Energy Saving ได้ต่อเนื่องตลอดอายุอาคาร โดยเฉพาะในช่วง Part Load ที่ Pump ทำงานอยู่เป็นเวลานาน


ประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับ Low Delta Temperature หรือ Low ΔT Syndrome เมื่อ Chilled Water Return Temperature กลับมายัง Plant ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ระบบต้องเพิ่ม Water Flow เพื่อส่ง Cooling Capacity เท่าเดิม Pump Energy จึงเพิ่มขึ้น และในบางระบบอาจทำให้ Chiller ถูก Stage เพิ่มก่อนที่ Cooling Load จริงจะต้องการ


สาเหตุของ Low Delta Temperature มักไม่ได้อยู่ในห้อง Chiller Plant แต่อยู่ปลายทาง ไม่ว่าจะเป็น Control Valve ที่ใหญ่เกินไป Valve ปิดไม่สนิท Differential Pressure สูงเกินไป Coil สกปรก Air Flow ผิดปกติ หรือ Control Sequence ที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นการแก้ Low Delta Temperature ด้วยการเพิ่ม Pump Speed ยิ่งสามารถทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น


ตรงนี้ทำให้การเลือกใช้ Pressure Independent Control Valve หรือ PICV มีบทบาทมากขึ้น เพราะช่วยจำกัด Flow และลดผลกระทบจาก Differential Pressure ที่เปลี่ยนแปลง ส่วน Smart Control Valve สามารถเพิ่มความสามารถในการวัด Flow, Supply Temperature, Return Temperature และ Thermal Energy ทำให้ Building Operation สามารถมองเห็น Performance ไปถึงระดับ Coil ได้

คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าจะเลือก Pressure Independent Control Valve หรือ Smart Control Valve แต่ต้องมองว่า เราต้องการ Control อย่างเดียว หรือต้องการ Data เพื่อนำไปบริหาร Performance ด้วย


ถ้า Data ถูกนำไปใช้ค้นหา Low Delta Temperature, ตรวจสอบ Coil Performance และ Optimize Pump ได้ Smart Control Valve สามารถสร้าง Operational Value เพิ่มขึ้น แต่หากข้อมูลถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครนำไปใช้ เทคโนโลยีที่แพงขึ้นก็ไม่ได้ทำให้อาคารฉลาดขึ้น


5. Temperature คือหนึ่งในตัวแปรที่มีผลต่อ Chiller Plant มากที่สุด


ประสิทธิภาพของ Chiller ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Load เพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์โดยตรงกับ Chilled Water Temperature, Condenser Water Temperature และ Compressor Speed โดยเฉพาะ Chiller ที่ใช้ Variable Speed Drive ซึ่งสามารถปรับ Compressor Speed ตาม Operating Condition ได้


ฝั่ง Chilled Water การเพิ่ม Chilled Water Supply Temperature ในช่วงที่ Cooling Load ต่ำสามารถช่วยลด Compressor Lift และลด Chiller Power ได้ แต่ถ้าเพิ่ม Temperature มากเกินไป Air Handling Unit อาจต้องการ Water Flow มากขึ้น เกิด Pump Energy เพิ่ม หรือมีผลต่อ Humidity Control ดังนั้น Chilled Water Supply Temperature Reset ต้องดูผลกระทบทั้งระบบ ไม่ใช่ลด Chiller Power เพียงอย่างเดียว


ฝั่ง Condenser Water ก็เช่นเดียวกัน น้ำ Condenser ที่เย็นลงสามารถช่วยให้ Compressor ทำงานเบาลง แต่ Cooling Tower Fan ต้องใช้พลังงานมากขึ้นเพื่อผลิตน้ำที่เย็นลง การพยายามทำให้น้ำ Condenser เย็นที่สุดจึงไม่ได้หมายความว่า Plant จะประหยัดที่สุด


Optimization ที่ดีจึงต้องหา Operating Point ที่ทำให้ผลรวมของ Chiller + Pump + Cooling Tower ต่ำที่สุดในแต่ละสภาวะ และจุดนั้นสามารถเปลี่ยนไปตาม Cooling Load และ Outdoor Wet-bulb Temperature


อีกตัวแปรหนึ่งที่ Building Operation ควรติดตามคือ Evaporator Approach Temperature และ Condenser Approach Temperature เพราะการเปลี่ยนแปลงของ Approach Temperature สามารถสะท้อน Fouling, Scaling, Water Flow Problem, Refrigerant Condition หรือ Sensor Error ได้ การ Trend ข้อมูลนี้อย่างต่อเนื่องจึงช่วยให้ทีมเห็น Performance Degradation ก่อนที่จะปรากฏเป็นค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน


เมื่อมองแบบนี้ Chiller Plant จึงไม่ใช่ระบบที่มี Setpoint ชุดเดียวแล้วใช้ไปตลอด 20 ปี แต่เป็นระบบที่ควร ปรับตัวตาม Load, Weather และ Condition ของเครื่องจักรอยู่ตลอดเวลา


6. Data Transparency ต้องมาก่อน Artificial Intelligence และ Optimization


Chiller Plant สมัยใหม่เริ่มมี Optimization Software, Analytics และ Artificial Intelligence เข้ามาช่วยตัดสินใจมากขึ้น ระบบสามารถเลือกจำนวน Chiller ที่ควรเปิด ปรับ Pump Speed, Reset Chilled Water Temperature หรือปรับ Cooling Tower Operation ได้โดยอัตโนมัติ เทคโนโลยีเหล่านี้มีศักยภาพสูง แต่ทั้งหมดตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกันคือ Data ที่ระบบได้รับต้องถูกต้อง


ตัวอย่างง่ายที่สุดคือ Cooling Load ซึ่งคำนวณจาก Water Flow และ Differential Temperature หาก Flow Sensor อ่านสูงกว่าความจริง หรือ Temperature Sensor สองตัวมี Calibration Error ตัวเลข Refrigeration Ton ก็ผิด และทันทีที่ Refrigeration Ton ผิด ค่า Plant kW/RT ที่แสดงบน Dashboard ก็ผิดตามไปด้วย


ดังนั้นตำแหน่ง Flow Sensor, ความยาว Straight Pipe ก่อนและหลัง Sensor, Installation Requirement, Accuracy Class, Temperature Sensor Matching, Calibration และ Data Synchronization จึงไม่ใช่รายละเอียดเล็กน้อยของงาน Instrumentation แต่เป็นรากฐานของ Energy Performance ทั้งระบบ


Building Operation จึงควรสามารถตรวจสอบเส้นทางของข้อมูลได้ตั้งแต่ Sensor → Raw Data → Calculation → Dashboard → Optimization Command → Equipment Response


Software ไม่จำเป็นต้องเปิด Source Code ทั้งหมด แต่ Calculation Method, Input, Output, Setpoint, Control Sequence และ Fail-safe Logic ต้องสามารถ Audit และสอบทวนได้ หาก Software รายงานว่า Plant Efficiency เท่ากับ 0.55 kW/RT ทีม Building Operation ต้องสามารถพิสูจน์ย้อนกลับได้ว่าตัวเลขนี้เกิดจาก Cooling Output เท่าไร ใช้ Electrical Power จากอุปกรณ์ใดบ้าง และใช้ Measurement Boundary แบบใด


High Efficiency Chiller Plant ที่ไม่สามารถสอบทวนข้อมูลได้จึงมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นระบบ Black Box ซึ่งอาคารอาจบริหารได้ดีในวันที่ Vendor ยังดูแลอยู่ แต่มีปัญหาทันทีเมื่อหมด Warranty เปลี่ยน Service Provider หรือ Software Platform ถูกยกเลิกในอนาคต


7. ประหยัดพลังงานจากสิ่งที่ไม่จำเป็น ก่อน Optimize สิ่งที่จำเป็น


อีกประเด็นหนึ่งที่มักหลุดออกจากการสนทนาเรื่อง High Efficiency Chiller Plant คือ Cooling ที่เรากำลังผลิตอยู่นั้นจำเป็นจริงทั้งหมดหรือไม่ เพราะแม้ Plant จะมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่ถ้ายังคงผลิต Cooling ให้พื้นที่ที่ไม่มีคนใช้งาน เราก็กำลัง Optimize ความสูญเปล่าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น


อาคารจำนวนมากยังเดิน Air Handling Unit ตาม Fixed Schedule ทั้งที่ Occupancy เปลี่ยนไป เปิดระบบปรับอากาศให้ Meeting Room ที่ไม่มีการใช้งาน หรือเปิด Air Conditioning หลังเวลาทำการโดยไม่มีการตรวจสอบ Demand จริง หาก Building Management System หรือ BMS สามารถเชื่อมกับ Access Control, Occupancy Sensor, Tenant Schedule, Meeting Room Booking และ After-hours Air Conditioning Request ได้ Cooling Demand สามารถถูกปรับให้สัมพันธ์กับการใช้งานจริงมากขึ้น


นี่เป็นอีกเหตุผลที่ High Efficiency Chiller Plant ไม่ควรถูกมองแยกออกจาก Building Operation เพราะการประหยัดที่ดีที่สุดบางครั้งไม่ได้มาจากการทำให้ Chiller ผลิต Cooling ถูกลงอีก 5% แต่มาจากการลด Cooling ที่ไม่จำเป็นลง 10%


เมื่อ Demand Reduction และ Plant Optimization ทำงานร่วมกัน จึงจะเกิดประสิทธิภาพที่แท้จริงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ


8. Measurement and Verification ต้องทำให้ผลประหยัดพิสูจน์ได้


เมื่อผู้ขายเสนอ High Efficiency Chiller Plant สิ่งที่ตามมามักเป็นการคำนวณ Energy Saving และ Payback Period แต่ตัวเลขผลประหยัดจะมีความหมายก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายตกลงวิธีวัดผลตั้งแต่ต้น


Measurement and Verification หรือ M&V จึงต้องถูกออกแบบเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ไม่ใช่ทำภายหลังเมื่อระบบติดตั้งเสร็จแล้ว International Performance Measurement and Verification Protocol หรือ IPMVP อธิบายหลักสำคัญว่า Energy Saving ไม่สามารถวัดโดยตรงได้ เพราะสิ่งที่ประหยัดคือพลังงานที่ไม่ได้ถูกใช้ ผลประหยัดจึงต้องเกิดจากการเปรียบเทียบ Baseline กับ Reporting Period ภายใต้ Measurement Boundary และมีการปรับเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม


สำหรับ Chiller Plant สิ่งที่ต้องตกลงจึงรวมถึง Baseline, Cooling Load, Operating Hours, Weather Condition, Electricity Tariff, Meter Accuracy, Sensor Calibration, Missing Data Treatment และ Measurement Boundary รวมถึงวิธีจัดการเมื่ออาคารมี Occupancy หรือ Operating Condition เปลี่ยนไปจากเดิม


Transparency ของ Measurement and Verification มีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อโครงการมี Performance Guarantee เพราะหากเจ้าของอาคารและผู้ขายใช้สมมติฐานคนละชุด ต่อให้ระบบทำงานได้ดี ก็ยังสามารถเกิดข้อโต้แย้งเรื่องผลประหยัดได้

High Efficiency Chiller Plant จึงต้องมีทั้ง Performance Transparency และ Commercial Transparency ตั้งแต่วันแรก


9. ประสิทธิภาพสูงสุดอาจไม่ใช่การลงทุนที่ดีที่สุด


คำถามสุดท้ายของเจ้าของอาคารไม่ควรหยุดอยู่ที่ระบบไหนประหยัดที่สุด แต่ต้องไปต่อว่าต้องลงทุนเพิ่มเท่าไร และผลประหยัดที่เพิ่มขึ้นคุ้มกับเงินลงทุนหรือไม่


High Efficiency Chiller Plant อาจต้องลงทุนเพิ่มจาก Chiller ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า Variable Speed Drive, Sensor จำนวนมากขึ้น, Smart Control Valve, Power Meter, Flow Meter, Automation Platform, Optimization Software รวมถึง Software License, Cloud Service และ Calibration Cost ตลอดอายุการใช้งาน


การประเมินจึงควรมอง Incremental Capital Expenditure หรือเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น เทียบกับ Net Annual Saving และพิจารณาทั้ง Simple Payback Period, Net Present Value หรือ NPV ซึ่งหมายถึงมูลค่าปัจจุบันสุทธิ และ Internal Rate of Return หรือ IRR ซึ่งหมายถึงอัตราผลตอบแทนภายใน รวมถึง Maintenance Cost และ Technology Dependency ตลอด Lifecycle


ระบบที่ใช้พลังงานต่ำที่สุดจึงอาจไม่ได้เป็นระบบที่สร้าง Value สูงที่สุดเสมอไป จุดที่เหมาะสมที่สุดอยู่ที่สมดุลระหว่าง Efficiency, Investment, Reliability, Maintainability และ Flexibility


แนวคิดเดียวกันควรถูกนำมาใช้กับ Performance Guarantee แทนที่จะรับประกันเพียง Chiller kW/RT ที่ Full Load การรับประกันควรขยับไปสู่ Whole Plant Performance และพิจารณาหลาย Load Condition เพราะนั่นใกล้เคียงกับสิ่งที่อาคารจะพบจริงมากกว่า เมื่อระบบ Measurement and Verification มีความพร้อมมากขึ้น การรับประกันยังสามารถพัฒนาไปถึง Annual Energy Saving หรือ Energy Cost per Ton-hour เพื่อเชื่อม Engineering Performance เข้ากับ Financial Performance ของอาคารได้โดยตรง


10. จากการซื้อระบบ ไปสู่การซื้อผลลัพธ์


อีกแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับ High Efficiency Chiller Plant คือการเปลี่ยนจากรูปแบบที่เจ้าของอาคารแยกจ้าง Designer, Contractor, Equipment Supplier, Control Vendor และ Maintenance Contractor ออกจากกัน ไปสู่การให้บริษัทเดียวหรือกลุ่มบริษัทที่รับผิดชอบร่วมกันทำตั้งแต่ Design, Installation, Testing and Commissioning ไปจนถึง Operation and Maintenance พร้อมรับประกัน Plant Performance หรือ Energy Saving ตามที่ตกลงไว้ รูปแบบนี้ใกล้เคียงกับแนวคิดของ Energy Service Company หรือ ESCO และ Energy Performance Contracting ซึ่งค่าตอบแทนและความรับผิดชอบของผู้ให้บริการเชื่อมโยงกับผลประหยัดที่เกิดขึ้นจริง กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ใช้แนวคิดลักษณะนี้ใน Energy Savings Performance Contract โดยกำหนดให้ Energy Service Company รับผิดชอบตั้งแต่การวิเคราะห์ ออกแบบ ติดตั้ง และในหลายโครงการรวมถึง Operation and Maintenance พร้อมมี Guaranteed Savings และ Measurement and Verification ตลอดช่วงสัญญา


ข้อดีสำคัญของรูปแบบนี้คือ Accountability ไม่ถูกแบ่งออกเป็นหลายชิ้น หาก Plant ใช้พลังงานสูงกว่าที่ควรจะเป็น จะลดปัญหาที่ Designer บอกว่า Design ถูกแล้วแต่ Operator เดินไม่ถูก Operator บอกว่า Control Logic ไม่ดี Control Vendor บอกว่า Pump Selection ไม่เหมาะ หรือ Contractor บอกว่าอุปกรณ์ทุกตัวผ่าน Specification แล้ว เพราะเมื่อผู้ให้บริการรายเดียวรับผิดชอบผลลัพธ์สุดท้าย เขามีแรงจูงใจที่จะ Optimize ทั้งระบบตั้งแต่ Equipment Selection, Control Sequence, Sensor Accuracy, Chiller Sequencing, Pump Speed, Cooling Tower Operation ไปจนถึง Maintenance Quality เพื่อให้ Plant รักษาประสิทธิภาพได้จริงหลังส่งมอบ


การรวม Operation and Maintenance ไว้กับ Performance Guarantee ยังช่วยแก้ปัญหาอีกเรื่องหนึ่ง คือช่องว่างระหว่าง Design Performance กับ Sustained Performance ระบบอาจทำค่า kW/RT ได้ดีมากในวันที่ Testing and Commissioning แต่หลังจากนั้น Sensor Drift, Tube Fouling, Control Override, Valve Problem หรือการปรับ Setpoint ทีละเล็กทีละน้อยสามารถทำให้ Performance ลดลงได้ หากผู้ที่รับประกันผลประหยัดต้องรับผิดชอบเดินระบบและบำรุงรักษาด้วย เขาจะมีแรงจูงใจโดยตรงในการรักษา Calibration, Cleaning, Water Treatment, Control Logic และ Recommissioning เพราะ Performance ที่ลดลงจะกระทบผลตอบแทนของเขาเอง


หัวใจของรูปแบบนี้คือ Contract ต้องเปลี่ยนจากการจ่ายเงินตาม Equipment และ Completion ไปสู่การจ่ายเงินตาม Verified Performance ต้องกำหนด Guaranteed Plant Efficiency หรือ Guaranteed Annual Energy Saving ให้ชัดเจน พร้อม Measurement and Verification ที่ทุกฝ่ายยอมรับ หากผลจริงต่ำกว่า Guarantee ต้องมี Remedy ที่เกิดขึ้นจริง เช่น ชดเชย Energy Saving Shortfall, ลด Performance Fee, หักค่าบริการ หรือใช้เงินค้ำประกันตามเงื่อนไขของสัญญา แนวทางของ Federal Energy Management Program หรือ FEMP ของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ กำหนดให้ Savings Guarantee และ Measurement and Verification เป็นองค์ประกอบสำคัญของ Energy Savings Performance Contract และหาก Guaranteed Savings ไม่เกิดขึ้น ผู้รับผิดชอบอาจต้องชดเชยส่วนที่ขาดตามสัญญา


ในอีกด้านหนึ่ง Contract ที่ดีไม่ควรมีเฉพาะ Downside Protection แต่สามารถสร้าง Upside Incentive ได้ด้วย หากผู้ให้บริการทำ Performance ได้ดีกว่า Target อย่างต่อเนื่อง เจ้าของอาคารสามารถกำหนด Performance Bonus หรือ Shared Savings ให้ผู้ให้บริการได้รับส่วนแบ่งจาก Verified Savings ที่สูงกว่า Guarantee แนวคิด Shared Savings ถูกใช้ใน Energy Performance Contracting เพื่อทำให้ผลประโยชน์ของเจ้าของอาคารและผู้ให้บริการเดินไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อประหยัดได้มากขึ้นทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ ทำให้ผู้ให้บริการมีแรงจูงใจที่จะค้นหา Optimization เพิ่มเติมหลังจากระบบติดตั้งเสร็จแล้ว ไม่ใช่หยุดพัฒนาเมื่อผ่าน Acceptance Test


อย่างไรก็ตาม Performance-based Contract ต้องกำหนด Guardrail ให้รัดกุม เพราะการลดพลังงานไม่ควรเกิดจากการลด Comfort, Indoor Air Quality, Reliability หรือ Operating Hours ที่อาคารต้องการ Contract จึงต้องกำหนดทั้ง Energy Performance, Indoor Condition, System Availability, Equipment Reliability และ Service Level ไปพร้อมกัน รวมถึงต้องกำหนด Baseline Adjustment เมื่อ Occupancy, Weather หรือ Operating Requirement เปลี่ยน และเจ้าของอาคารควรรักษาสิทธิ์ในการเข้าถึง Raw Data, Audit Calculation และตรวจสอบ Measurement and Verification อย่างอิสระ เพื่อไม่ให้ผู้รับประกันผลเป็นผู้วัดและตัดสินผลของตัวเองเพียงฝ่ายเดียว


เมื่อออกแบบรูปแบบนี้ได้ดี เจ้าของอาคารจะไม่ได้ซื้อเพียง Chiller, Pump หรือ Automation System แต่กำลังซื้อ ผลลัพธ์ที่มีผู้รับผิดชอบ ความเสี่ยงด้าน Design, Installation, Control, Operation และ Maintenance ถูกเชื่อมเข้าหากัน และผู้ให้บริการมีทั้งแรงกดดันเมื่อทำไม่ได้ตามเป้าหมายและแรงจูงใจเมื่อทำได้ดีกว่าเป้าหมาย นี่ทำให้คำว่า Performance Guarantee มีความหมายมากกว่าการรับประกันเครื่องจักร เพราะมันทำให้ความรับผิดชอบต่อ Energy Performance เดินต่อเนื่องจากวันออกแบบไปจนถึงหลายปีของการใช้งานจริง


High Efficiency Chiller Plant ต้องออกแบบให้ Operate ได้ดี ไม่ใช่เพียง Design ได้ดี


High Efficiency Chiller Plant ในอนาคตจึงไม่ได้ถูกกำหนดด้วย Chiller ที่มีค่า kW/RT ต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำให้ทุกองค์ประกอบทำงานร่วมกัน ตั้งแต่ Chiller Part Load Efficiency, Chilled Water Temperature, Condenser Water Temperature, Compressor Speed, Pump Control, Control Valve, Minimum Load, Minimum Motor Speed, Delta Temperature, Approach Temperature, Sensor, Automation ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ Cooling ของอาคาร

และเมื่อระบบมีความซับซ้อนมากขึ้น ความสามารถของ Building Operation ก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย ทีมต้องมองเห็น Data เข้าใจ Control Logic สามารถ Audit Software ตรวจสอบ Measurement and Verification วิเคราะห์ Performance Drift และปรับระบบให้เข้ากับสภาพอาคารที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา


เพราะอาคารไม่ได้อยู่ที่ Design Condition ตลอดชีวิต และเครื่องจักรก็ไม่ได้รักษา Performance เหมือนวันที่ Commissioning ไปตลอด 20 ปี


เป้าหมายของ High Efficiency Chiller Plant จึงควรเดินจาก Design Efficiency → Operating Efficiency → Verified Efficiency → Sustained Efficiency


เมื่อไปถึงจุดนั้น Efficiency จะไม่ใช่เพียง Specification ของเครื่องจักรอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น ความสามารถของ Building Operation ในการรักษาสมรรถนะของอาคารให้เกิดขึ้นจริงทุกวันตลอด Lifecycle ของ Asset

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page