Learning Beyond the Classroom: เมื่อมหาวิทยาลัยต้องออกแบบประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ห้องเรียน
- Chakrapan Pawangkarat
- 3 hours ago
- 1 min read
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
19 June 2026

บทนำ
ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา รูปแบบของห้องเรียนแทบไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แม้โลกภายนอกจะเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล ห้องเรียนส่วนใหญ่ยังคงถูกออกแบบตามแนวคิดเดียวกับยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม คือมีผู้สอนอยู่ด้านหน้า ผู้เรียนอยู่ด้านหลัง และการเรียนรู้เกิดขึ้นผ่านการถ่ายทอดความรู้จากผู้สอนไปยังผู้เรียนเป็นหลัก
แต่ในโลกปัจจุบันที่ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ผ่านสมาร์ทโฟนและปัญญาประดิษฐ์ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่านักศึกษาจะเข้าถึงความรู้ได้อย่างไร แต่คือมหาวิทยาลัยจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างไร
รายงานล่าสุดของ JLL เรื่อง How Modern Workplace Design Strategies Can Transform University Learning Spaces (https://www.jll.com/en-us/insights/how-modern-workplace-design-strategies-can-transform-university) ชี้ให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายเดียวกับองค์กรธุรกิจ กล่าวคือ พื้นที่การเรียนรู้แบบเดิม โดยเฉพาะห้องบรรยายขนาดใหญ่ที่มีที่นั่งตายตัวและรูปแบบการใช้งานที่แข็งตัว กำลังไม่สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่อีกต่อไป แนวคิดการออกแบบสถานที่ทำงานสมัยใหม่ หรือ Modern Workplace Design จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้กับสถาบันการศึกษา เพื่อเปลี่ยนพื้นที่การเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่น สนับสนุนการทำงานร่วมกัน และตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 มากขึ้น
แนวคิดดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสถาปัตยกรรมหรือการตกแต่งอาคาร แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองจากการออกแบบ “สถานที่สอน” ไปสู่การออกแบบ “ประสบการณ์การเรียนรู้” ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างความแตกต่างให้กับมหาวิทยาลัยในอนาคต
จากห้องเรียนสู่ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้
ในอดีต มหาวิทยาลัยมักให้ความสำคัญกับห้องเรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา งบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปกับการสร้างอาคารเรียน ห้องบรรยาย และห้องประชุมขนาดใหญ่ แต่เมื่อรูปแบบการเรียนรู้เปลี่ยนไป ความสำคัญของพื้นที่นอกห้องเรียนกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
นักศึกษายุคใหม่ไม่ได้เรียนรู้เฉพาะในชั้นเรียนอีกต่อไป การอภิปรายกลุ่ม การทำโครงงาน การค้นคว้าด้วยตนเอง การสร้างเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน ล้วนเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ การศึกษาในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบ
แนวคิดนี้สอดคล้องกับการออกแบบสถานที่ทำงานสมัยใหม่ที่มองว่าสถานที่ทำงานไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับปฏิบัติงาน แต่เป็นระบบนิเวศที่สนับสนุนการทำงาน การเรียนรู้ และการสร้างนวัตกรรม มหาวิทยาลัยที่สามารถสร้างระบบนิเวศลักษณะนี้ได้จะช่วยให้นักศึกษามีโอกาสเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในห้องเรียนหรือพื้นที่ส่วนกลางของมหาวิทยาลัย
ทางเดินอาจสำคัญกว่าห้องเรียนที่ดีที่สุด
หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจที่สุดของการออกแบบพื้นที่การศึกษายุคใหม่ คือการมอง “พื้นที่เปลี่ยนผ่าน” หรือ Transition Space ในมุมใหม่
ทางเดิน โถงอาคาร พื้นที่พักระหว่างชั้นเรียน หรือพื้นที่หน้าห้องบรรยาย เคยถูกมองว่าเป็นเพียงพื้นที่สัญจรที่ไม่มีคุณค่าเชิงการศึกษา แต่ปัจจุบันมหาวิทยาลัยจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนพื้นที่เหล่านี้ให้กลายเป็น Learning Commons ที่ส่งเสริมการพบปะ พูดคุย และทำงานร่วมกัน
เหตุผลสำคัญคือการเรียนรู้จำนวนมากเกิดขึ้นจากบทสนทนาแบบไม่เป็นทางการ นักศึกษาอาจได้ไอเดียใหม่จากการพูดคุยหลังเลิกเรียน อาจได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ระหว่างเดินผ่านกัน หรืออาจสร้างความร่วมมือในโครงการใหม่จากการพบปะโดยบังเอิญ สิ่งเหล่านี้เป็นคุณค่าที่ระบบการเรียนออนไลน์ไม่สามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์ และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่มหาวิทยาลัยยังคงมีบทบาทที่ไม่อาจถูกแทนที่ได้ในยุคดิจิทัล
นักศึกษาไม่ได้เรียนรู้เหมือนกันทุกคน
อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญจากการออกแบบสถานที่ทำงานสมัยใหม่คือ ไม่มีพนักงานทุกคนที่ทำงานได้ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมเดียวกัน และหลักการเดียวกันนี้ก็ใช้กับนักศึกษาเช่นกัน
บางคนเรียนรู้ได้ดีในพื้นที่เงียบ บางคนต้องการการทำงานร่วมกับผู้อื่น บางคนต้องการพื้นที่ที่มีพลังงานและความเคลื่อนไหว ขณะที่บางคนต้องการสภาพแวดล้อมที่สงบและปราศจากสิ่งรบกวน การออกแบบพื้นที่การศึกษาแบบมาตรฐานเดียวสำหรับทุกคนจึงอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดอีกต่อไป
แนวคิด Neurodiversity Design จึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในมหาวิทยาลัยยุคใหม่ โดยคำนึงถึงความแตกต่างของผู้ใช้งานในด้านการรับรู้ การประมวลผลข้อมูล และความไวต่อสิ่งแวดล้อม การออกแบบแสงที่เหมาะสม การควบคุมเสียงรบกวน การจัดวางพื้นที่ที่เข้าใจง่าย การมีพื้นที่เงียบสำหรับการพักสมาธิ หรือการมีรูปแบบที่นั่งที่หลากหลาย ล้วนช่วยให้ผู้เรียนสามารถเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับตนเองได้
ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่เพียงการสนับสนุนนักศึกษากลุ่มเฉพาะ แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์ของผู้เรียนทุกคน และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาอย่างแท้จริง
ความยืดหยุ่นกลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด
บทเรียนสำคัญจากโลกการทำงานหลังโควิดคือ องค์กรที่มีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวได้ดีกว่าองค์กรที่มีระบบตายตัว และมหาวิทยาลัยก็กำลังเผชิญความท้าทายเดียวกัน
หลักสูตรเปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว และรูปแบบการเรียนรู้เปลี่ยนเร็ว การลงทุนสร้างพื้นที่ที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ในระยะยาว
มหาวิทยาลัยจำนวนมากจึงเริ่มออกแบบพื้นที่ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตลอดเวลา ห้องเรียนที่สามารถเปลี่ยนเป็นพื้นที่ประชุม พื้นที่ทำโครงงาน พื้นที่ระดมความคิด หรือพื้นที่จัดกิจกรรมได้ภายในเวลาไม่กี่นาที กลายเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมมากขึ้น
ความยืดหยุ่นเช่นนี้ไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ แต่ยังช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถตอบสนองต่อรูปแบบการเรียนรู้ในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้ได้อีกด้วย
จาก Campus Experience สู่ Competitive Advantage
ในอดีต มหาวิทยาลัยแข่งขันกันด้วยชื่อเสียงทางวิชาการ คุณภาพอาจารย์ หรือผลงานวิจัยเป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน ประสบการณ์ของผู้เรียนกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้กัน
นักศึกษายุคใหม่ไม่ได้เลือกมหาวิทยาลัยจากหลักสูตรเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาจากคุณภาพชีวิต ประสบการณ์การเรียนรู้ โอกาสในการสร้างเครือข่าย และสภาพแวดล้อมที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของตนเอง
ด้วยเหตุนี้ การออกแบบพื้นที่จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสถาปัตยกรรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อการดึงดูดนักศึกษา การรักษานักศึกษา และการสร้างความแตกต่างในการแข่งขัน
เช่นเดียวกับที่องค์กรชั้นนำใช้ Workplace Experience เป็นเครื่องมือดึงดูดและรักษาบุคลากร มหาวิทยาลัยก็สามารถใช้ Campus Experience เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้เช่นกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนมักจดจำประสบการณ์ที่ได้รับมากกว่าตัวอาคารที่ได้ใช้งาน
บทสรุป
สาระสำคัญของการออกแบบพื้นที่การศึกษายุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การสร้างห้องเรียนที่สวยงามกว่าเดิม แต่อยู่ที่การเปลี่ยนมุมมองจากการออกแบบ “สถานที่สอน” ไปสู่การออกแบบ “ประสบการณ์การเรียนรู้”
ในโลกที่ความรู้สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ คุณค่าที่แท้จริงของมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ที่ตัวอาคารหรือห้องบรรยาย หากอยู่ที่ความสามารถในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้คนได้คิดร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน และเติบโตไปด้วยกัน
อนาคตของมหาวิทยาลัยจึงอาจไม่ได้วัดจากจำนวนห้องเรียนที่มีอยู่ แต่จะวัดจากคุณภาพของพื้นที่ทั้งหมดที่ช่วยให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และกับทุกคนที่ก้าวเข้ามาในมหาวิทยาลัยแห่งนั้น
เช่นเดียวกับองค์กรยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนจากการออกแบบสถานที่ทำงานไปสู่การออกแบบประสบการณ์การทำงาน มหาวิทยาลัยแห่งอนาคตก็กำลังเปลี่ยนจากการออกแบบห้องเรียน ไปสู่การออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่สร้างคุณค่าให้กับผู้คนตลอดชีวิต


