top of page

Radiant Cooling ในอาคารสำนักงานประสิทธิภาพสูง: หลักการทางวิศวกรรม สมรรถนะพลังงาน และผลต่อค่า EUI (kWh/sqm/year)

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

Advisory Committee, Air-Conditioning Engineering Association of Thailand

Member ASHRAE, Board of Governors - ASHRAE Thailand Chapter

28 February 2026




บทคัดย่อ


ระบบทำความเย็นแบบแผ่รังสี (Radiant Cooling) เป็นแนวทางการออกแบบระบบปรับอากาศที่เน้นการถ่ายเทความร้อนผ่านพื้นผิวอาคารแทนการพึ่งพาการพาความร้อนด้วยอากาศปริมาณมาก ระบบลักษณะนี้ช่วยลดการใช้พลังงานรวมของอาคาร (Site Energy) ได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมรักษาระดับความสบายเชิงความร้อน บทความนี้นำเสนอหลักการทางวิศวกรรม กลไกการประหยัดพลังงาน เงื่อนไขการออกแบบในภูมิอากาศร้อนชื้น และผลลัพธ์เชิงปริมาณในหน่วย kWh/sqm/year โดยอ้างอิงกรณีศึกษาอาคาร YKK 80 ซึ่งมีข้อมูลสมรรถนะพลังงานเผยแพร่โดย High Performing Buildings (ASHRAE)


1. บทนำ


ในอาคารสำนักงานเขตร้อนชื้น ระบบปรับอากาศมักใช้พลังงานคิดเป็น 45–60% ของพลังงานรวมทั้งอาคาร ระบบแบบ All-Air หรือ VAV พึ่งพาการใช้อากาศปริมาณมากในการจัดการทั้งโหลดความร้อนสัมผัสและโหลดความชื้น ส่งผลให้:

  • ใช้พลังงานพัดลมสูง

  • ต้องใช้น้ำเย็นอุณหภูมิต่ำมาก

  • มีความสูญเสียในระบบท่อลมจำนวนมาก


Radiant Cooling เปลี่ยนแนวคิดการออกแบบโดย:

  • แยกการจัดการ Sensible Load และ Latent Load ออกจากกัน

  • ใช้พื้นผิวเพดานเป็นตัวถ่ายเทความร้อนหลัก

  • ใช้อากาศเพื่อควบคุมการระบายอากาศและความชื้นเท่านั้น


แนวทางนี้ส่งผลโดยตรงต่อการลดค่า Energy Use Intensity (EUI)


2. หลักการทางวิศวกรรมของ Radiant Cooling


2.1 ความสบายเชิงความร้อนและ MRT


ความสบายไม่ได้ขึ้นกับอุณหภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับ:

  • อุณหภูมิรังสีเฉลี่ยของพื้นผิว (Mean Radiant Temperature: MRT)

  • ความชื้นสัมพัทธ์

  • ความเร็วลม

  • ระดับเสื้อผ้าและกิจกรรม


เมื่อพื้นผิวเพดานมีอุณหภูมิต่ำกว่าพื้นที่ใช้งานเล็กน้อย ร่างกายจะสูญเสียความร้อนผ่านการแผ่รังสี ทำให้สามารถ:

  • เพิ่มค่าอุณหภูมิอากาศได้ 1–2°C

  • ลดโหลดความเย็นโดยรวม

  • รักษาระดับความสบายตามมาตรฐานความสบายเชิงความร้อน


2.2 การแยกโหลดความร้อน


ในระบบทั่วไป โหลดความร้อนรวมประกอบด้วย:

  • Sensible Load

  • Latent Load


ในระบบ Radiant Cooling:

  • Sensible Load → จัดการผ่านแผงเพดานน้ำเย็น

  • Latent Load → จัดการผ่าน DOAS


ข้อได้เปรียบทางวิศวกรรมคือ:

  • น้ำมีความสามารถในการถ่ายเทความร้อนสูงกว่าอากาศมาก

  • ระบบท่อน้ำใช้พลังงานขนส่งความร้อนต่ำกว่า

  • ลดขนาดและความซับซ้อนของระบบท่อลม


3. องค์ประกอบของระบบ


ระบบ Radiant Cooling โดยทั่วไปประกอบด้วย:

  • แผงเพดานหล่อเย็นแบบ Hydronic

  • ระบบน้ำเย็นอุณหภูมิสูง (15–18°C)

  • Dedicated Outdoor Air System (DOAS)

  • ระบบควบคุม Dew Point

  • ระบบ Building Automation System (BAS)


มักทำงานร่วมกับ:

  • Façade ประสิทธิภาพสูง

  • ระบบควบคุมอัจฉริยะ

  • Active Chilled Beam ในพื้นที่รอบอาคาร


4. กรณีศึกษา: YKK 80 Building, Tokyo


ข้อมูลจาก High Performing Buildings Magazine ระบุว่า:

  • Actual Site Energy = 32.87 kBtu/ft²·yr (HPB Magazine)


เมื่อแปลงหน่วยเป็น kWh/sqm/year:

  • 1 kBtu/ft²·yr = 3.154 kWh/sqm/year

  • 32.87 × 3.154 ≈ 103.7 kWh/sqm/year


ดังนั้นอาคาร YKK 80 มีค่า Site Energy ประมาณ:

104 kWh/sqm/year


ค่าดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่มอาคารสำนักงานประสิทธิภาพสูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วไป


5. กลไกการลดพลังงาน


5.1 การเพิ่ม Setpoint อย่างมีประสิทธิภาพ


รายงานโครงการระบุว่า:

  • การเพิ่มอุณหภูมิห้อง 1°C ลดพลังงานได้ 8.6 MJ/h (Site Energy)


Radiant Cooling ช่วยให้ตั้งค่าอุณหภูมิที่ 27–28°C ได้โดยยังคงความสบาย ส่งผลให้:

  • ลดภาระโหลดความเย็น

  • ลดการทำงานของเครื่องทำน้ำเย็น

  • ลดพลังงานรวมของระบบ


5.2 การใช้น้ำเย็นอุณหภูมิสูง


Radiant Cooling ใช้น้ำเย็นประมาณ 15–18°C แทน 6–7°C ส่งผลให้:

  • เพิ่มค่า COP ของ Chiller

  • ลด Compression Ratio

  • เพิ่มประสิทธิภาพช่วงโหลดบางส่วน

  • ลดความเสี่ยงการควบแน่น


5.3 การลดพลังงานพัดลม


เนื่องจากอากาศถูกใช้เพื่อการระบายอากาศเท่านั้น:

  • ปริมาณลมจ่ายลดลงอย่างมาก

  • Fan Energy ลดลงประมาณ 20–40%

  • ลดเสียงรบกวนในพื้นที่ใช้งาน


6. ค่า EUI ในบริบทประเทศไทย


ค่าประมาณ Site EUI ของอาคารสำนักงานในไทย:

  • อาคารเก่า: 220–300 kWh/sqm/year

  • Grade A ทั่วไป: 160–220 kWh/sqm/year

  • อาคารประสิทธิภาพสูง: 110–140 kWh/sqm/year


หากออกแบบ Radiant Cooling ร่วมกับ:

  • Façade ที่ควบคุม Solar Heat Gain

  • DOAS พร้อม Energy Recovery

  • ระบบควบคุมอัจฉริยะ


สามารถผลักดันค่า EUI ลงสู่ช่วง 100–130 kWh/sqm/year ได้


7. การควบคุมความชื้นในภูมิอากาศร้อนชื้น


ในกรุงเทพฯ ค่า Dew Point ภายนอกอาจสูงกว่า 23°C ดังนั้นต้อง:

  • รักษาอุณหภูมิพื้นผิวเพดานให้สูงกว่าจุดน้ำค้างภายใน

  • ใช้ DOAS ที่สามารถลดความชื้นได้เพียงพอ

  • ติดตั้งระบบตรวจจับ Dew Point


หากควบคุมความชื้นไม่ดี อาจเกิดการควบแน่นและลดประสิทธิภาพระบบ


8. การออกแบบและ Commissioning


Radiant Cooling ต้องการการออกแบบแบบบูรณาการตั้งแต่ต้นโครงการ ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่:

  • CFD Simulation

  • การวิเคราะห์ความสบาย (PMV)

  • การทดสอบ Mock-up

  • Functional Performance Testing


กรณีศึกษา YKK 80 มีการทดสอบกับผู้ใช้งานกว่า 150 คนก่อนเปิดใช้งานจริง


9. การวิเคราะห์ผลประหยัดเชิงปริมาณ


ตัวอย่างอาคารสำนักงานขนาด 40,000 ตารางเมตร:

  • ค่า EUI เดิม: 180 kWh/sqm/year

  • หลังติดตั้ง Radiant: 120 kWh/sqm/year


พลังงานที่ลดได้:

  • 2,400,000 kWh/ปี


หากค่าไฟเฉลี่ย 4 บาท/kWh:

  • ประหยัดประมาณ 9.6 ล้านบาท/ปี

  • ตลอด 20 ปี (ไม่คิด Escalation) ≈ 192 ล้านบาท


10. สรุปเชิงวิศวกรรม


Radiant Cooling เป็นระบบที่มีพื้นฐานทางเทอร์โมไดนามิกส์ชัดเจน และมีศักยภาพในการลด EUI ลงสู่ระดับประมาณ 100–120 kWh/sqm/year ในอาคารสำนักงานขนาดใหญ่


จุดเด่นสำคัญ ได้แก่:

  • ลด Sensible Load ผ่านการควบคุม MRT

  • เพิ่มค่าอุณหภูมิอากาศโดยยังคงความสบาย

  • ลด Fan Energy

  • เพิ่มประสิทธิภาพ Chiller

  • สนับสนุนเป้าหมายลดคาร์บอน


กรณีศึกษา YKK 80 แสดงค่า Site Energy ประมาณ 104 kWh/sqm/year ซึ่งสะท้อนศักยภาพของแนวทางนี้อย่างชัดเจน


ในบริบทประเทศไทย Radiant Cooling สามารถเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของอาคารสำนักงานพลังงานต่ำ หากดำเนินการร่วมกับระบบควบคุมความชื้นที่เหมาะสม Façade ประสิทธิภาพสูง และการ Commissioning อย่างเป็นระบบ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการลดพลังงานและคาร์บอนในระยะยาว และควรถูกพิจารณาในระดับยุทธศาสตร์ของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สมัยใหม่


แหล่งข้อมูล:

กรณีศึกษาอาคาร YKK 80, Tokyo

High Performing Buildings Magazine (ASHRAE)

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page