top of page

RELi 2.0: Resilient Design เมื่ออาคารต้องพร้อมรับมือ ปรับตัว และฟื้นกลับจากวิกฤต

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

29 July 2026



บทนำ


เราออกแบบอาคารโดยตั้งสมมติฐานหลายอย่างว่าโลกภายนอกจะยังทำงานตามปกติ ไฟฟ้าจะจ่ายเข้ามา น้ำประปาจะมีใช้งาน ระบบสื่อสารจะเชื่อมต่อ ถนนจะเข้าถึงได้ เจ้าหน้าที่จะมาทำงานได้ และเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หน่วยงานภายนอกจะสามารถเข้ามาช่วยเหลือได้ แต่เหตุการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากำลังทำให้สมมติฐานเหล่านี้มีความแน่นอนน้อยลง ภัยธรรมชาติ สภาพอากาศรุนแรง น้ำท่วม คลื่นความร้อน แผ่นดินไหว การหยุดชะงักของระบบสาธารณูปโภค ไปจนถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจและทรัพยากร ล้วนสามารถทำให้อาคารที่ทำงานได้ดีในวันปกติกลายเป็นอาคารที่ไม่สามารถใช้งานได้ภายในเวลาไม่นาน


คำถามสำคัญของการออกแบบอาคารจึงไม่ควรมีเพียงว่า “อาคารทำงานได้ดีเพียงใดในภาวะปกติ” แต่ต้องถามเพิ่มว่า “เมื่อเกิดสิ่งผิดปกติ อาคารยังทำงานได้ดีเพียงใด” คนที่อยู่ภายในยังปลอดภัยหรือไม่ ระบบสำคัญยังทำงานต่อได้หรือไม่ ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้มากน้อยเพียงใด และเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป อาคารสามารถฟื้นกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วแค่ไหน


นี่คือหัวใจของ RELi 2.0: Rating Guidelines for Resilient Design + Construction ซึ่งพัฒนาแนวคิดเรื่อง Resilience ให้เป็นกรอบสำหรับอาคาร บ้าน ชุมชน และโครงสร้างพื้นฐาน โดยครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมพร้อมต่อเหตุฉุกเฉิน การลดความเสียหาย การปรับตัวต่อความเสี่ยงระยะยาว ไปจนถึงความเข้มแข็งของชุมชนและความสามารถในการฟื้นตัวหลังวิกฤต RELi จึงมอง Resilience ผ่านความสัมพันธ์ของระบบทางกายภาพ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มองอาคารเป็นสิ่งที่แยกออกจากบริบทโดยรอบ


RELi 2.0: Resilience ไม่ได้หมายถึงการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ


แนวคิดที่สำคัญที่สุดของ Resilience คือการยอมรับว่าเราไม่สามารถป้องกันทุกเหตุการณ์ได้ อาคารไม่สามารถรับประกันว่าไฟฟ้าจะไม่ดับ น้ำจะไม่ท่วม เครื่องจักรจะไม่เสีย หรือภัยธรรมชาติจะไม่เกิดขึ้น สิ่งที่สามารถทำได้คือออกแบบอาคาร องค์กร และระบบการบริหารให้สามารถ รับแรงกระแทก รักษาหน้าที่สำคัญ ปรับตัว และฟื้นตัว เมื่อสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น


RELi 2.0 จึงครอบคลุมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและความเสี่ยงที่สะสมในระยะยาว เอกสารกล่าวถึง extreme weather, economic disruption และ resource depletion รวมถึงการเตรียมพร้อมและการปรับตัวต่อภัยในระดับอาคารและชุมชน


ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะแนวคิดด้านความปลอดภัยแบบเดิมมักมุ่งป้องกันเหตุหรือควบคุมความเสียหาย แต่ Resilience ถามต่อไปถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น หลังจากระบบป้องกันถูกท้าทายแล้ว หากน้ำยังสูงขึ้น หากไฟฟ้ายังไม่กลับมา หากอากาศภายนอกร้อนผิดปกติ หากพนักงานส่วนหนึ่งไม่สามารถเดินทางมาถึงอาคาร หรือหากการช่วยเหลือจากภายนอกต้องใช้เวลา อาคารจะดำเนินต่ออย่างไร


ดังนั้นเป้าหมายจึงไม่ใช่ Never Fail แต่เป็น Fail Safely, Continue Critical Functions and Recover Quickly


โครงสร้างของ RELi 2.0 มอง Resilience ตั้งแต่อาคารไปถึงชุมชน


RELi 2.0 ใช้ระบบ Requirements และ Credits โดยมี Requirements บังคับ 15 รายการ ส่วน Credits ใช้สะสมคะแนน ระดับการรับรองตามเอกสารฉบับนี้แบ่งเป็น Certified 300–349 คะแนน, Silver 350–449 คะแนน, Gold 450–599 คะแนน และ Platinum 600–800 คะแนน


สิ่งที่น่าสนใจกว่าคะแนนคือโครงสร้างของระบบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Resilience ไม่ใช่เรื่องของ Structural Design หรือ Emergency Plan เพียงอย่างเดียว RELi แบ่งแนวทางออกเป็นหลายมิติ ตั้งแต่ Panoramic Approach ซึ่งมองภาพรวมของโครงการ, Hazard Preparedness สำหรับการเตรียมพร้อมต่อภัย, Hazard Mitigation + Adaptation สำหรับการลดผลกระทบและการปรับตัว, Community Cohesion, Social + Economic Vitality สำหรับความเข้มแข็งของชุมชน, Productivity, Health + Diversity สำหรับคนและระบบนิเวศ, Energy, Water + On-site Food Production สำหรับทรัพยากรที่จำเป็น และ Materials + Artifacts สำหรับความทนทาน การปรับเปลี่ยน และวงจรชีวิตของวัสดุ


โครงสร้างนี้สะท้อนหลักคิดสำคัญว่า อาคารจะ Resilient ไม่ได้ด้วยระบบใดระบบหนึ่ง เพราะความสามารถในการรับมือวิกฤตเกิดจากการทำงานร่วมกันของสถานที่ ระบบวิศวกรรม คน กระบวนการ ทรัพยากร และชุมชนโดยรอบ


เริ่มจาก Know the Risk ก่อนลงทุนเพื่อป้องกัน


RELi ให้ความสำคัญกับการศึกษา Short-Term Hazard Preparedness + Mitigation ตั้งแต่ต้น โดยต้องพิจารณาว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ จะสร้างผลกระทบต่อผู้ใช้อาคาร ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร การประเมินไม่ได้หยุดอยู่ภายในแนวเขตโครงการ แต่ต้องพิจารณาพื้นที่โดยรอบและการหยุดชะงักของบริการสำคัญ เช่น ไฟฟ้า น้ำ ระบบสุขาภิบาล ความปลอดภัย และบริการดับเพลิงด้วย


นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะการสร้าง Resilience ไม่ได้หมายความว่าเราต้องสร้างทุกระบบให้มีความสำรองสูงสุด การทำเช่นนั้นอาจมีต้นทุนมหาศาลโดยไม่ได้ลดความเสี่ยงที่สำคัญที่สุด สิ่งที่ควรทำก่อนคือรู้ว่า อะไรสามารถเกิดขึ้น อะไรจะได้รับผลกระทบ และอะไรต้องรักษาไว้ให้ได้


เมื่อมองอาคารในลักษณะนี้ Risk Register จะไม่ใช่เพียงรายการภัย แต่ควรแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Hazard → Vulnerability → Impact → Critical Function → Response → Recovery เช่น หากน้ำท่วมทำให้ห้องไฟฟ้าไม่สามารถใช้งานได้ ผลไม่ได้จบที่ระบบไฟฟ้า แต่สามารถกระทบปั๊มน้ำ ลิฟต์ ระบบสื่อสาร ระบบควบคุมอาคาร ระบบรักษาความปลอดภัย และความสามารถในการดำเนินธุรกิจพร้อมกัน


Resilience จึงเริ่มจากการเข้าใจ Dependency มากพอ ๆ กับการเข้าใจ Hazard


Redundancy: ระบบสำรองมีคุณค่าก็ต่อเมื่อระบบหลักล้มแล้วมันยังทำงานได้


หนึ่งในหลักคิดสำคัญของ RELi คือ Diversity, Redundancy และ Adaptability เพราะระบบที่มีประสิทธิภาพสูงมากแต่พึ่งพาจุดเดียวอาจมีความเปราะบางสูงเช่นกัน ความล้มเหลวของอุปกรณ์ตัวเดียว การขาดแหล่งพลังงานเดียว หรือปัญหาของระบบควบคุมส่วนกลางอาจทำให้หลายระบบหยุดพร้อมกัน


คำว่า Redundancy จึงไม่ควรถูกตีความว่า “มีเครื่องสำรอง” เท่านั้น แต่ต้องถามว่าระบบสำรองนั้น Independent เพียงพอหรือไม่ หาก Generator มีสองเครื่องแต่ใช้ระบบจ่ายเชื้อเพลิงเดียวกัน ความเสียหายของระบบเชื้อเพลิงอาจทำให้ Generator ทั้งสองเครื่องใช้งานไม่ได้ หากระบบสื่อสารฉุกเฉินทั้งหมดอาศัย Network เดียวกัน การมีอุปกรณ์จำนวนมากก็ไม่ได้หมายความว่ามี Communication Redundancy จริง


RELi จึงให้ความสำคัญกับ Fundamental Emergency Operations, Back-up Power, Thermal Safety และการออกแบบสำหรับ Extreme Weather, Wildfire และ Seismic Events รวมถึงการยกระดับไปสู่ Advanced Emergency Operations สำหรับบริการสำคัญ น้ำ แสงสว่าง และสภาวะความร้อน


หลักคิดจึงไม่ใช่เพียง “เรามี Backup หรือไม่” แต่คือ “หากระบบหลักหายไปจริง อาคารยังรักษาหน้าที่อะไรได้บ้าง และได้นานเท่าไร”


Passive Survivability: เมื่อไฟดับ อาคารยังดูแลคนได้หรือไม่


RELi ให้ความสำคัญอย่างมากกับ Passive Survivability หรือความสามารถของอาคารในการรักษาสภาวะพื้นฐานที่ปลอดภัยสำหรับคน แม้ระบบ Active บางส่วนจะไม่สามารถทำงานได้ แนวคิดนี้มีความสำคัญมากในอาคารสมัยใหม่ที่แทบทุกอย่างพึ่งพาไฟฟ้า ตั้งแต่เครื่องปรับอากาศ ปั๊มน้ำ ลิฟต์ ระบบควบคุม ระบบรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงการสื่อสาร


คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ว่า “Generator รองรับ Chiller หรือไม่” แต่ควรถามก่อนว่า พื้นที่ใดต้องรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับปลอดภัย คนจำนวนเท่าไรต้องอยู่ในอาคาร น้ำขั้นต่ำที่จำเป็นคือเท่าไร แสงสว่างขั้นต่ำอยู่ตรงไหน และ Critical Services ใดต้องทำงานต่อ


เอกสารถึงกับมีภาคผนวกเรื่อง Natural Ventilation for Passive Survivability, Thermal Safety/Habitable Temperatures และเกณฑ์เพิ่มเติมสำหรับ Back-up Power ซึ่งสะท้อนว่าความสามารถในการอยู่รอดโดยไม่พึ่ง Active Systems เต็มรูปแบบเป็นส่วนหนึ่งของ Resilient Design โดยตรง


แนวคิดนี้ทำให้เราต้องคิดใหม่ว่า ความปลอดภัยของอาคารไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำให้ทุกระบบทำงานต่อ แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาสิ่งที่จำเป็นที่สุดเมื่อเราไม่สามารถรักษาทุกอย่างไว้ได้


Emergency Preparedness ต้องเป็น Capability ไม่ใช่แค่ Emergency Plan


อาคารจำนวนมากมี Emergency Plan มีรายชื่อผู้รับผิดชอบ มีขั้นตอนปฏิบัติ และมีแผนผัง Evacuation แต่การมีเอกสารไม่ได้หมายความว่าองค์กรมีความพร้อม RELi จึงให้ความสำคัญกับ Fundamental Emergency Planning และยกระดับไปถึง Enhanced Emergency Planning ซึ่งครอบคลุม Communications, Life Safety, Property Protection, Community Outreach, Evacuation และ Shelter-in-Place


คำว่า Preparedness จึงควรถูกมองเป็น Organizational Capability ที่ต้องสร้างผ่านคน กระบวนการ การฝึก การซ้อม การสื่อสาร และการเรียนรู้หลังเหตุการณ์ แผนฉุกเฉินที่ดีในวันที่เขียนอาจใช้ไม่ได้อีกสามปีต่อมาเมื่อผู้เช่าเปลี่ยน พื้นที่เปลี่ยน ระบบเปลี่ยน ทีมงานเปลี่ยน หรือความเสี่ยงเปลี่ยนไป


RELi ยังขยายแนวคิดนี้ไปสู่ Community Education โดยสนับสนุนให้มีการให้ความรู้เรื่อง Weather, Safety และ Resiliency Risks แก่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพราะอาคารไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวจากสิ่งรอบข้าง ความสามารถในการรับมือเหตุของอาคารส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมของคนและระบบภายนอกด้วย


Commissioning และ Maintenance ทำให้ Resilience มีชีวิตหลังอาคารเปิด


การออกแบบระบบให้ Resilient เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะความสามารถที่ออกแบบไว้สามารถเสื่อมลงได้ตลอดอายุอาคาร RELi จึงกำหนด Commissioning + Long-Term Monitoring/Maintenance ไว้ใน Panoramic Approach ตั้งแต่ระดับ Requirement


นี่เป็นประเด็นที่สำคัญอย่างมากต่อการบริหารอาคาร เพราะ Resilience ไม่สามารถตรวจรับเพียงวันเดียวแล้วถือว่ามีอยู่ตลอดไป Generator ที่ไม่ได้ทดสอบ แบตเตอรี่ที่เสื่อม วาล์วที่เปิดไม่ได้ Fire Pump ที่ไม่ได้ตรวจสอบ ระบบสื่อสารที่ข้อมูลล้าสมัย หรือ Emergency Procedure ที่ทีมงานใหม่ไม่เคยฝึก ล้วนทำให้ Resilience ที่มีอยู่ใน Design ค่อย ๆ หายไปโดยไม่มีใครสังเกต


ดังนั้นสิ่งที่ควรถูก Commission ไม่ได้มีเพียง Equipment แต่รวมถึง Capability ด้วย เราควรสามารถตอบได้ว่า หาก Utility Power หายวันนี้ ระบบใดจะทำงานต่อ หากน้ำประปาหยุดวันนี้ เรามีน้ำสำหรับ Critical Functions นานเท่าไร หากต้อง Shelter-in-Place คนจำนวนหนึ่งสามารถอยู่ภายในอาคารได้หรือไม่ และหากระบบหนึ่งล้มเหลว ทีมงานรู้หรือไม่ว่าต้องเปลี่ยน Operating Mode อย่างไร


ตรงนี้เองที่ Property Management และ Facility Management เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของ Resilience เพราะหลัง Design Team และ Contractor ออกจากโครงการไปแล้ว คนที่ต้องรักษาความสามารถเหล่านี้ตลอดอีกหลายสิบปีคือทีมบริหารอาคาร


Resilience ต้องคิดถึง Business Continuity ด้วย


RELi ไม่ได้มองความเสียหายเพียงในแง่ Physical Damage แต่เชื่อม Resilience เข้ากับความต่อเนื่องขององค์กรและชุมชน เอกสารกล่าวถึงการรักษา Business, Organizational and Community Continuity เพื่อลด interruption รวมถึงผลกระทบต่อ Supply Chain และยังเชื่อมคุณลักษณะด้าน Safety และ Resilience เข้ากับ Risk Profile และ Economic Value ของสินทรัพย์ด้วย


นี่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการลงทุนเพื่อ Resilience ไม่ควรถูกพิจารณาจาก Capital Cost เพียงด้านเดียว สมมติว่าการเพิ่มความสามารถของระบบสำรองมีต้นทุนสูง คำถามอีกด้านที่ต้องนำมาพิจารณาคือ ต้นทุนของการไม่มีระบบนั้นคืออะไร


หากอาคารไม่สามารถใช้งานได้หลายวัน รายได้หายไปเท่าไร ผู้เช่าได้รับผลกระทบอย่างไร ธุรกิจสำคัญต้องย้ายไปที่อื่นหรือไม่ Reputation ของสินทรัพย์ได้รับผลกระทบเพียงใด และ Recovery Cost หลังเหตุการณ์สูงเท่าไร การลงทุนใน Resilience จึงควรได้รับการประเมินในฐานะ Risk Management และ Business Continuity Investment มากกว่าจะเป็นเพียง Engineering Cost


Resilience ต้องมองออกไปนอกแนวเขตที่ดิน


หนึ่งในความคิดที่มีคุณค่าของ RELi คือการมองระบบแบบเชื่อมโยงกัน เพราะอาคารไม่ได้ผลิตทุกสิ่งที่ตัวเองต้องการ ไฟฟ้ามาจาก Grid น้ำมาจากระบบประปา คนเดินทางผ่านถนนและระบบขนส่ง การสื่อสารพึ่งพาเครือข่ายภายนอก การดับเพลิงและการแพทย์ฉุกเฉินต้องอาศัยหน่วยงานภายนอก และธุรกิจภายในอาคารยังพึ่งพา Supply Chain อีกจำนวนมาก


ดังนั้นอาคารที่มีระบบภายในแข็งแรงมากอาจยังเปราะบาง หาก Infrastructure รอบข้างล้มเหลว RELi จึงให้ความสำคัญกับ Community Connectivity, Transportation, Public Space, Local Skills, Regional Resources และ Community Cohesion ควบคู่ไปกับระบบทางกายภาพของอาคาร


ในระดับที่สูงขึ้น Resilience จึงไม่ใช่เรื่องของ Building Resilience เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ System Resilience เพราะความสามารถของอาคารขึ้นอยู่กับเครือข่ายของระบบที่อาคารเป็นส่วนหนึ่ง


Resilient Building คืออาคารที่รู้ว่าจะรักษาอะไรเมื่อไม่สามารถรักษาทุกอย่างได้


ในวันที่ทุกอย่างปกติ เราสามารถคาดหวังให้อาคารทำงานเต็มประสิทธิภาพได้ แต่ในวิกฤต เป้าหมายเปลี่ยนไป เราอาจไม่สามารถรักษาความสะดวกสบายเต็มรูปแบบ ไม่สามารถเปิดพื้นที่ทั้งหมด หรือไม่สามารถให้ทุกระบบทำงานเหมือนเดิม สิ่งสำคัญคือการรู้ว่า อะไรต้องรักษาไว้ก่อน


Life Safety ต้องมาก่อน Comfort, Critical Operations ต้องมาก่อน Non-critical Functions, ทรัพยากรที่จำกัดต้องถูกจัดสรรตาม Priority และระบบต้องสามารถเปลี่ยนจาก Normal Operating Mode ไปสู่ Emergency Operating Mode ได้อย่างมีแบบแผน


หากสรุปแนวคิดของ RELi ให้เป็นวงจรการบริหารที่เข้าใจง่าย มองได้เป็น


Know the Risk → Prepare → Protect → Survive → Continue → Recover → Adapt


รู้ว่าความเสี่ยงอยู่ตรงไหน เตรียมคนและระบบ ลดความเสียหายเมื่อเหตุเกิด รักษาความปลอดภัยในช่วงวิกฤต ทำให้หน้าที่สำคัญดำเนินต่อ ฟื้นกลับให้เร็ว และนำสิ่งที่เรียนรู้กลับมาปรับปรุงระบบอีกครั้ง


เพราะสุดท้ายแล้ว Resilience ไม่ได้หมายถึงการสร้างอาคารที่ไม่มีวันล้มเหลว แต่คือการสร้างอาคารที่เมื่อบางสิ่งล้มเหลวแล้ว ความล้มเหลวนั้นไม่สามารถพาทุกอย่างล้มตามไปด้วย


นี่อาจเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของอาคารในอนาคต เมื่อคำถามไม่ได้มีเพียงว่าอาคารของเราทำงานดีเพียงใดในวันที่ทุกอย่างเป็นปกติ แต่รวมถึงคำถามที่ยากกว่าและสำคัญกว่า


เมื่อวันที่ทุกอย่างไม่เป็นปกติมาถึง อาคารของเราพร้อมแค่ไหน?

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page