Retention Tank: เมื่อการบริหารน้ำฝนกลายเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบของอาคารต่อเมือง
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
26 September 2026

เวลาฝนตกหนักในกรุงเทพฯ เรามักตั้งคำถามว่าท่อระบายน้ำของเมืองใหญ่พอหรือไม่ เครื่องสูบน้ำทำงานหรือไม่ หรือคลองสามารถระบายน้ำได้ทันหรือไม่ แต่มีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ อาคารแต่ละหลังปล่อยน้ำฝนออกสู่เมืองเร็วแค่ไหน
ก่อนการพัฒนา ที่ดินบางส่วนอาจเป็นดิน ต้นไม้ หรือพื้นที่ที่น้ำสามารถซึมลงใต้ดินได้ แต่เมื่อพื้นที่เดียวกันกลายเป็นอาคาร หลังคา ถนน ลานจอดรถ และพื้นคอนกรีต น้ำฝนจำนวนมากจะกลายเป็น Surface Runoff และไหลออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว หากอาคารขนาดใหญ่หลายสิบหรือหลายร้อยแห่งระบายน้ำออกพร้อมกัน ภาระที่เกิดขึ้นกับระบบระบายน้ำของเมืองย่อมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นี่คือเหตุผลที่ Retention Tank หรือที่ในงานวิศวกรรมอาคารมักเรียกกันว่าบ่อหน่วงน้ำฝน มีความสำคัญมากกว่าการเป็นเพียงถังคอนกรีตใต้ดิน เพราะมันคือระบบที่ช่วยควบคุมว่าอาคารจะส่งน้ำฝนออกสู่เมือง มากแค่ไหน และเร็วแค่ไหน
1. หน้าที่ของ Retention Tank คือการจัดการ “เวลา” ไม่ได้เพียงจัดการ “ปริมาณน้ำ”
หลักการของ Retention Tank เข้าใจได้ไม่ยาก เมื่อฝนตก น้ำจาก Roof Drain ถนน ลานจอดรถ และพื้นที่ภายนอกจะถูกนำเข้าสู่ถัง แทนที่จะปล่อยทั้งหมดเข้าสู่ระบบระบายน้ำสาธารณะทันที
หากน้ำฝนไหลเข้าอาคาร 200 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง แต่ระบบภายนอกสามารถรับการระบายจากอาคารได้เพียง 80 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง น้ำส่วนต่างจะถูกเก็บไว้ใน Retention Tank ก่อน แล้วค่อยระบายออกหลังจาก Peak Rainfall ผ่านไป
ดังนั้นความสามารถสำคัญของระบบไม่ได้อยู่เพียงว่า ถังจุได้กี่ลูกบาศก์เมตร แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่าง Inflow, Storage และ Controlled Discharge Retention Tank จึงทำหน้าที่เสมือน Buffer ระหว่างอาคารกับระบบระบายน้ำของเมือง
2. การพัฒนาอาคารเปลี่ยน Water Balance ของพื้นที่
ก่อนพัฒนา น้ำฝนส่วนหนึ่งอาจซึมลงดิน ส่วนหนึ่งระเหย และอีกส่วนหนึ่งค่อย ๆ ไหลออกจากพื้นที่ แต่เมื่อพื้นที่ถูกเปลี่ยนเป็นหลังคา Asphalt และ Concrete ค่า Runoff Coefficient จะสูงขึ้น และเวลาที่น้ำใช้เดินทางไปถึงจุดระบายจะสั้นลง
ผลคือ แม้ฝนตกในปริมาณเท่าเดิม Peak Runoff หลังพัฒนาอาจสูงกว่าก่อนพัฒนาอย่างมาก
แนวคิดด้าน Stormwater Management จึงไม่ได้พิจารณาเพียงว่าท่อภายในอาคารสามารถรับน้ำได้หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาต่อว่า เมื่อน้ำทั้งหมดออกจากเขตอาคารแล้วจะสร้างผลกระทบกับพื้นที่ภายนอกอย่างไร
แนวทาง EIA ของไทยในหลายประเภทโครงการจึงใช้หลักสำคัญว่า อัตราการระบายน้ำหลังพัฒนาไม่ควรมากกว่าอัตราก่อนมีโครงการ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่เปลี่ยนความรับผิดชอบจาก “ระบายน้ำออกจากพื้นที่ของเราให้เร็วที่สุด” ไปสู่ “บริหารน้ำของเราไม่ให้สร้างภาระเพิ่มเติมแก่พื้นที่รอบข้าง” ตัวอย่างมาตรการ EIA ที่ได้รับความเห็นชอบกำหนดทั้งความจุบ่อหน่วงและอัตราสูบออกเพื่อไม่ให้อัตราระบายสูงกว่าก่อนพัฒนาอย่างชัดเจน
3. ไม่ใช่ทุกอาคารที่กฎหมายกำหนด Retention Tank ด้วยตัวเลขเดียวกัน
ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือ การคิดว่ากฎหมายกำหนดว่าอาคารเกินขนาดหนึ่งต้องมี Retention Tank ขนาดกี่เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่อาคาร หรือกี่ลูกบาศก์เมตรต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตร
ในความเป็นจริง ระบบกฎหมายและ EIA ของไทยไม่ได้ทำงานง่ายแบบนั้น
สำหรับอาคารหลายประเภท เกณฑ์สำคัญก่อนคือว่าโครงการเข้าข่ายต้องจัดทำ EIA หรือไม่ ตัวอย่างเช่น อาคารสำนักงานหรือที่ทำการของเอกชน รวมถึงอาคารค้าปลีกหรือค้าส่ง ที่มีความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่รวมตามเกณฑ์ตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป เข้าสู่กระบวนการ EIA ตามประเภทและขนาดที่กำหนดไว้ สผ. ยังคงใช้เกณฑ์ดังกล่าวในแนวทางการจัดทำ EIA สำหรับอาคาร การจัดสรรที่ดิน และบริการชุมชนที่เผยแพร่ในปัจจุบัน
เมื่อเข้าสู่กระบวนการ EIA ประเด็นการระบายน้ำและผลกระทบต่อพื้นที่รอบข้างจึงถูกนำมาพิจารณา และมาตรการของแต่ละโครงการอาจแตกต่างกันตามพื้นที่ ลักษณะโครงการ และระบบระบายน้ำที่รองรับ
4. แล้วอาคารแบบใดที่ต้องมีบ่อหน่วงน้ำ
ตรงนี้ต้องแยกระหว่างคำว่า “ต้องทำ EIA” กับ “ต้องมี Retention Tank” ให้ชัด เพราะกฎหมายสิ่งแวดล้อมไม่ได้กำหนดเป็นสูตรตรง ๆ ว่า อาคารประเภทหนึ่งเมื่อเกินขนาดที่กำหนดแล้วจะต้องสร้างบ่อหน่วงน้ำที่มีขนาดเท่ากันทุกแห่ง
กฎหมายกำหนดก่อนว่า โครงการประเภทและขนาดใดต้องจัดทำ EIA ขณะที่แนวทางการจัดทำ EIA สำหรับโครงการอาคาร การจัดสรรที่ดิน และบริการชุมชนของ สผ. กำหนดให้รายงานแสดงรายละเอียดระบบระบายน้ำภายในโครงการ รวมถึงบ่อหน่วงน้ำ ระบบชะลอน้ำ ปริมาณน้ำฝนที่เกิดขึ้น และปริมาณน้ำที่ต้องหน่วงกักเก็บ เพื่อประเมินผลกระทบต่อระบบระบายน้ำภายนอกโครงการ
หากมาตรการ EIA ที่ได้รับความเห็นชอบกำหนดให้โครงการมีบ่อหน่วงน้ำ ควบคุมอัตราการระบาย หรือกำหนด Pump Capacity ไว้ มาตรการเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียง Design Recommendation เพราะ มาตรา 51/3 แห่ง พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอนุญาตนำมาตรการตามรายงาน EIA ที่ได้รับความเห็นชอบไปกำหนดเป็นเงื่อนไขของการอนุญาตหรือการต่ออายุใบอนุญาต และมีระบบติดตามการปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวต่อไป
ภายใต้ประกาศ ทส. พ.ศ. 2566 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาคารโดย ประกาศ ทส. (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าข่าย EIA และจึงควรตรวจสอบ Requirement เรื่อง Retention Tank ใน Approved EIA เป็นพิเศษ ได้แก่ อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษตามกฎหมายควบคุมอาคาร ที่มีความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่รวมกันทุกชั้นหรือชั้นหนึ่งชั้นใดในอาคารเดียวกันตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป และมีลักษณะการใช้ประโยชน์หรือที่ตั้งตามที่ประกาศกำหนด
กลุ่มดังกล่าวครอบคลุม อาคารสำนักงานหรือที่ทำการของเอกชน อาคารพาณิชย์ที่ใช้เป็นกิจการค้าปลีกหรือค้าส่งตามประเภทที่ประกาศกำหนด เช่น ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า รวมถึงอาคาร Mixed-use ที่มีการใช้ประโยชน์ตามกลุ่ม Retail และ Office นอกจากนี้ยังครอบคลุมอาคารที่ตั้ง ติดแม่น้ำตามเอกสารท้ายประกาศ 2 ฝั่งทะเล ทะเลสาบสงขลา หรือชายหาด หรือตั้งอยู่ติดหรืออยู่ในอุทยานแห่งชาติหรืออุทยานประวัติศาสตร์ ตามเงื่อนไขของประกาศ
สำหรับ โรงแรมหรือสถานที่พักตากอากาศ เกณฑ์ EIA คือมีห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป หรือพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป ส่วน อาคารอยู่อาศัยรวมตามกฎหมายควบคุมอาคาร ใช้เกณฑ์จำนวนห้องชุดหรือห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป หรือพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป
การจัดสรรที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยหรือเพื่อประกอบการพาณิชย์ก็เข้าข่าย EIA เมื่อมีจำนวนที่ดินแปลงย่อยตั้งแต่ 500 แปลงขึ้นไป หรือมีเนื้อที่เกินกว่า 100 ไร่ และยังมีโครงการอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายประเภทที่มีข้อกำหนดด้านการจัดการน้ำฝนของตนเอง
อย่างไรก็ตาม การเข้าเกณฑ์ EIA ไม่ได้หมายความว่า Retention Tank ของทุกโครงการจะมีขนาดหรือรูปแบบเดียวกัน ขนาดและระบบควบคุมการระบายต้องพิจารณาจากพื้นที่รับน้ำ ปริมาณฝน สภาพพื้นที่ก่อนและหลังพัฒนา ระบบระบายน้ำปลายทาง และมาตรการที่ได้รับความเห็นชอบของโครงการ ตัวอย่างมาตรการที่ สผ. เผยแพร่มีการกำหนดให้จัดบ่อหน่วงหรือพื้นที่ชะลอน้ำ และควบคุมอัตราการระบายหลังพัฒนาไม่ให้สูงกว่าก่อนพัฒนาอย่างชัดเจน
ในทางกลับกัน อาคารที่ไม่ถึงเกณฑ์ EIA ระดับประเทศก็ ไม่ควรถูกสรุปโดยอัตโนมัติว่าไม่ต้องมีระบบหน่วงน้ำ เพราะอาจมีมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเฉพาะพื้นที่ เงื่อนไขจากหน่วยงานท้องถิ่น เงื่อนไขในการอนุญาตโครงการ หรือข้อกำหนดการเชื่อมต่อกับระบบระบายน้ำสาธารณะที่ต้องปฏิบัติตามเพิ่มเติม
ดังนั้นสำหรับ Existing Building คำตอบที่แม่นที่สุดว่า “อาคารนี้ต้องมี Retention Tank หรือไม่ และต้องมีขนาดเท่าไร” คือการตรวจสอบ Approved EIA และมาตรการที่ได้รับความเห็นชอบควบคู่กับ Building Permit, Approved Drainage Drawing, As-built Drawing และเงื่อนไขของหน่วยงานที่รับน้ำออกจากโครงการ เพราะเอกสารเหล่านี้จะบอก Requirement ที่ใช้กับอาคารหลังนั้นจริง
5. คำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ “กฎหมายกำหนดถังกี่ลูกบาศก์เมตร”
สำหรับ Engineer หรือ Property Manager คำถามที่มีประโยชน์มากกว่าคือ
โครงการนี้ได้รับอนุมัติให้ระบายน้ำออกได้เท่าไร และ Retention Tank ถูกออกแบบให้ควบคุม Peak Runoff อย่างไร
การกำหนดขนาดถังจำเป็นต้องพิจารณาหลายตัวแปรพร้อมกัน เช่น Catchment Area, Rainfall Intensity, Runoff Coefficient, Rainfall Duration, Existing Runoff, Proposed Runoff และ Allowable Discharge Rate
พื้นที่อาคารเท่ากันสองแห่งจึงไม่จำเป็นต้องมี Retention Tank ขนาดเท่ากัน เพราะสภาพพื้นที่ก่อนพัฒนา ระบบระบายน้ำปลายทาง และเงื่อนไข EIA อาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
สิ่งที่สำคัญคือ ระบบทั้งหมดต้องทำให้สมการน้ำของโครงการสอดคล้องกับเงื่อนไขที่ได้รับอนุมัติ ไม่ใช่เพียงมีถังอยู่ในแบบก่อสร้าง
6. แนวทาง EIA ใหม่สะท้อนว่า Stormwater Management กำลังเข้มข้นขึ้น
แนวทางการจัดทำ EIA ปี 2568 สำหรับโครงการอุตสาหกรรมและระบบสาธารณูปโภคที่สนับสนุน มีรายละเอียดด้าน Stormwater ที่น่าสนใจมาก โดยกำหนดให้เลือก Rainfall Intensity จากข้อมูลสถานีตรวจวัดในพื้นที่อย่างเหมาะสม และค่าที่ใช้ในการออกแบบ ไม่ควรต่ำกว่า 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง รวมถึงกำหนดให้มีบ่อหน่วงน้ำที่สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนได้ไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง และอัตราการระบายน้ำหลังมีโครงการต้องไม่มากกว่าก่อนมีโครงการ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 100 mm/hr และ 3 ชั่วโมง ต้องอ่านให้ถูกบริบท เพราะเป็นแนวทางสำหรับโครงการอุตสาหกรรมและระบบสาธารณูปโภคที่สนับสนุน ไม่ควรนำไปสรุปโดยอัตโนมัติว่า Office, Hotel หรือ Condominium ทุกแห่งในประเทศไทยต้องออกแบบตามตัวเลขเดียวกัน
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือ Direction ของมาตรฐาน ซึ่งกำลังให้ความสำคัญกับ Climate Resilience และความสามารถของโครงการในการจัดการ Extreme Rainfall มากขึ้น
7. สำหรับอาคารที่เปิดใช้งานแล้ว Approved EIA สำคัญกว่า Design Assumption ที่เราจำได้
อาคารจำนวนมากเปิดดำเนินงานมาแล้วสิบหรือยี่สิบปี ทีมบริหารอาคารอาจเปลี่ยนหลายรุ่น Consultant อาจไม่ใช่บริษัทเดิม และคนที่เคยออกแบบระบบอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาคารอีกต่อไป
สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยคือ ทุกคนรู้ว่าอาคารมี Retention Tank แต่ไม่มีใครตอบได้อย่างมั่นใจว่า ทำไมต้องมีขนาดนี้ Pump ถูกกำหนดไว้เท่าไร หรือ Maximum Discharge Rate ที่ได้รับอนุมัติคือเท่าไร
เอกสารสำคัญจึงไม่ควรมีเพียง As-built Drawing แต่ต้องย้อนกลับไปดู Approved EIA และมาตรการที่ได้รับความเห็นชอบของโครงการ
ระบบ Smart EIA ของ สผ. ยังแสดงให้เห็นว่าอาคารสำนักงานจำนวนมากอยู่ภายใต้ระบบ EIA และมีการติดตามรายงาน Monitor หลังเปิดดำเนินการ ซึ่งสะท้อนว่า EIA ไม่ได้จบในวันที่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง
สำหรับ Property Manager การรู้ Requirement เหล่านี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของ Compliance Management ไม่ต่างจาก Fire Safety, Wastewater หรือ Energy Management
8. Retention Tank ขนาดถูกต้อง อาจยังทำงานผิดวัตถุประสงค์ได้
สมมติอาคารได้รับการออกแบบ Retention Tank ไว้ 500 ลูกบาศก์เมตร หากก่อนฝนตกมีน้ำค้างอยู่ในถัง 300 ลูกบาศก์เมตร อาคารจะเหลือ Effective Storage เพียง 200 ลูกบาศก์เมตร
หรือหาก Pump ถูกเปลี่ยนในภายหลังเป็นรุ่นที่มี Capacity สูงขึ้นมาก โดยไม่ได้ตรวจสอบเงื่อนไขการระบายเดิม อาจเกิดสถานการณ์ที่ถังสามารถสูบน้ำออกได้เร็วมาก ซึ่งดีในมุมของอาคาร แต่กลับขัดกับวัตถุประสงค์ของ Retention Tank ที่ต้องการจำกัด Peak Discharge ไปยังระบบภายนอก
ในอีกด้านหนึ่ง หาก Pump เสีย Float Switch ค้าง Level Sensor ให้ค่าผิด หรือ Outlet อุดตัน ถังก็อาจเต็มก่อนที่ Peak Rainfall จะมาถึง
การตรวจ Retention Tank จึงต้องถามมากกว่า “Pump Run หรือไม่” แต่ต้องถามว่า “ระบบยังทำงานตาม Design Intent หรือไม่”
9. Preventive Maintenance ของ Retention Tank ควรเริ่มก่อนฤดูฝน
ระบบนี้มีลักษณะเฉพาะ เพราะในวันที่อากาศดีแทบไม่มีใครสนใจ แต่ในวันที่ฝนตกหนักที่สุดของปี เราคาดหวังให้ทุกส่วนทำงานพร้อมกันอย่างสมบูรณ์
ก่อนฤดูฝน ทีม Operation จึงควรตรวจ Pump ทั้ง Duty และ Standby, Auto Sequence, Float Switch หรือ Level Sensor, High-Level Alarm, Check Valve, Isolation Valve, Control Panel, Generator/Emergency Power หากเกี่ยวข้อง รวมถึงสภาพของ Sump และตะกอนภายในถัง
สิ่งที่ต้องตรวจอีกเรื่องคือ Available Storage Volume
ถังอาจมี Physical Volume 1,000 ลูกบาศก์เมตร แต่หาก Operating Level, Dead Volume หรือตะกอนกินพื้นที่ไปมาก Capacity ที่สามารถใช้หน่วงน้ำจริงอาจต่ำกว่าที่เราเข้าใจ
Preventive Maintenance ที่ดีจึงไม่ได้ตรวจเพียงอุปกรณ์ แต่ต้องตรวจ Performance ของระบบทั้งระบบ
10. Climate Change กำลังเปลี่ยน Retention Tank จาก Compliance Item เป็น Resilience Asset
อาคารจำนวนมากถูกออกแบบจาก Rainfall Data และ Design Criteria เมื่อสิบหรือยี่สิบปีก่อน ขณะที่รูปแบบฝนในเมืองกำลังเปลี่ยน ความเสี่ยงจาก Short-Duration High-Intensity Rainfall จึงเป็นประเด็นที่ฝ่ายบริหารอาคารควรให้ความสำคัญมากขึ้น
คำถามสำคัญสำหรับ Existing Building จึงอาจไม่หยุดที่ว่า
“ระบบของเราตรงตามกฎหมายตอนก่อสร้างหรือไม่”
แต่ควรถามต่อว่า
“หากเกิดฝนที่รุนแรงกว่า Design Condition เดิม อาคารของเราจะเกิดอะไรขึ้น”
น้ำจะ Overflow ที่ไหน พื้นที่ใดจะถูกน้ำท่วมก่อน Basement Ramp มี Flood Barrier หรือไม่ Electrical Room, Generator Room, Fire Pump Room หรือ Data Room อยู่ต่ำกว่าระดับเสี่ยงหรือไม่ และหากระบบภายนอกมีน้ำสูงจนเกิด Backflow เรามี Protection อย่างไร
นี่คือจุดที่ Stormwater Management เชื่อมต่อโดยตรงกับ Business Continuity และ Climate Adaptation
11. การบริหารน้ำฝนของอาคารคือส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบต่อเมือง
ในอดีตเราอาจมองขอบเขตของ Property Management ว่าสิ้นสุดที่รั้วของอาคาร น้ำอยู่ในพื้นที่เราก็จัดการ และเมื่อน้ำออกจากรั้วไปแล้วก็เป็นหน้าที่ของเมือง
แต่เมืองสมัยใหม่ทำงานแบบนั้นไม่ได้
อาคารสำนักงานหนึ่งแห่งอาจมีพื้นที่หลังคาและ Hardscape หลายหมื่นตารางเมตร หากอาคารหลายแห่งระบายน้ำออกสูงสุดพร้อมกันในช่วงฝนหนัก แม้แต่ระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ก็สามารถถูก Overload ได้
Retention Tank จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของแนวคิดว่า Performance ของอาคารไม่ได้วัดเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นภายในอาคาร แต่ต้องรวมถึงผลกระทบที่อาคารสร้างต่อระบบเมืองรอบตัวด้วย
ในอนาคต เมื่อ Climate Resilience กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ESG, Insurance Risk, Asset Value และ Business Continuity มากขึ้น ระบบที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียง Underground Tank อาจกลายเป็นหนึ่งใน Infrastructure Assets ที่สำคัญของอาคาร
สำหรับ Property Manager คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ว่า “อาคารเรามี Retention Tank หรือไม่”
แต่ควรถามให้ลึกลงไปว่า
“Retention Tank ของเราได้รับการออกแบบเพื่อรองรับอะไร วันนี้ยังทำงานตาม Design Intent อยู่หรือไม่ และหากฝนในอนาคตรุนแรงกว่าวันที่อาคารถูกออกแบบ เราพร้อมแค่ไหนที่จะบริหารน้ำของเราโดยไม่ส่งความเสี่ยงต่อไปยังอาคารข้างเคียงและเมือง”


