top of page

Salt Battery ใน Data Center มุมมองจากคนทำงาน Operation

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

28 February 2026



ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีแบตเตอรี่สำหรับระบบสำรองไฟของดาต้าเซ็นเตอร์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากแบตเตอรี่แบบดั้งเดิมที่วงการคุ้นเคย ไปสู่เทคโนโลยีลิเทียม และวันนี้เริ่มมีแบตเตอรี่โซเดียม หรือที่หลายคนเรียกว่า Salt Battery เข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือก โดยเฉพาะในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ระดับโลก


ในมุมของผู้ออกแบบ คำถามอาจอยู่ที่ประสิทธิภาพและพื้นที่ติดตั้ง ในมุมของผู้ลงทุน คำถามอาจอยู่ที่ต้นทุนและความคุ้มค่าในระยะยาว


แต่ในมุมของคนทำงาน Operation คำถามจะต่างออกไปโดยสิ้นเชิง


ระบบนี้จะนิ่งพอหรือไม่และเมื่อเกิดเหตุจริง เราจะควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่


1. ความนิ่งสำคัญกว่าความใหม่


ในดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก ลูกค้าหลักจำนวนมากเป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ไม่ได้มองหาเทคโนโลยีที่ใหม่ที่สุด แต่ต้องการระบบที่เสถียรที่สุด เพราะทุกวินาทีที่ระบบหยุดทำงานมีผลกระทบมหาศาล


สำหรับทีม Operation แบตเตอรี่ไม่ใช่อุปกรณ์ประกอบ แต่คือด่านสุดท้ายก่อนที่ระบบไอทีจะดับลง เมื่อไฟฟ้าภายนอกสะดุด ระบบต้องเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่น ไม่มีอาการกระตุก ไม่มีความล่าช้า


คำถามที่ฝ่าย Operation จะถามเสมอ ได้แก่

  • เมื่อโหลดเพิ่มขึ้นทันที ระบบตอบสนองเร็วเพียงใด

  • เมื่อใช้งานไปหลายปี ระยะเวลาสำรองไฟลดลงเท่าไร

  • ถ้าเซลล์หนึ่งผิดปกติ ระบบแยกส่วนที่มีปัญหาได้หรือไม่


2. ความปลอดภัย คือเรื่องที่ไม่ต่อรอง


บทเรียนจากหลายประเทศทำให้เห็นว่า เหตุการณ์เกี่ยวกับแบตเตอรี่แม้เกิดไม่บ่อย แต่ผลกระทบรุนแรงมาก ห้องแบตเตอรี่จึงเป็นพื้นที่ที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด


แบตเตอรี่โซเดียมถูกพูดถึงว่าในบางกรณีมีความเสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยารุนแรงต่ำกว่า และใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม ฝ่าย Operation จะมองลึกกว่านั้น


สิ่งที่ต้องชัดเจน ได้แก่

  • หากเกิดความผิดปกติภายในเซลล์ ระบบตรวจจับได้เร็วเพียงใด

  • ขั้นตอนรับมือเหตุฉุกเฉินเข้าใจง่ายหรือซับซ้อน

  • ระบบดับเพลิงต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่

  • ต้องฝึกซ้อมเพิ่มเติมมากเพียงใด


ทุกขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นในภาวะฉุกเฉิน คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น


3. การแจ้งเตือนต้องแม่นยำ ไม่มากเกินไป


ศูนย์ควบคุมของดาต้าเซ็นเตอร์ทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง หน้าจอจำนวนมากแสดงสถานะของอุปกรณ์หลายร้อยจุด


ปัญหาที่พบได้บ่อยคือสัญญาณเตือนที่เกิดขึ้นบ่อยเกินไปโดยไม่มีเหตุร้ายจริง หากเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทีมงานจะค่อย ๆ ลดความสนใจลงโดยไม่รู้ตัว


ดังนั้นระบบแบตเตอรี่ใหม่ต้องพิสูจน์ว่า

  • การแจ้งเตือนมีลำดับความสำคัญชัดเจน

  • ไม่มีสัญญาณรบกวนที่ไม่จำเป็น

  • การอัปเดตระบบไม่กระทบการทำงานต่อเนื่อง


ความฉลาดของระบบไม่ใช่ความซับซ้อน แต่คือความแม่นยำ


4. การดูแลรักษาในระยะยาว


แบตเตอรี่แบบเดิมมีรอบเปลี่ยนและขั้นตอนตรวจสอบที่ชัดเจน เมื่อเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีใหม่ งานบางอย่างอาจลดลง แต่ความรับผิดชอบใหม่ก็เพิ่มขึ้น


ฝ่าย Operation จะพิจารณาเรื่องต่อไปนี้อย่างจริงจัง

  • สามารถเปลี่ยนเฉพาะส่วนที่เสียได้หรือไม่

  • มีอะไหล่พร้อมในประเทศหรือไม่

  • ต้องรอผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศหรือไม่

  • มีข้อมูลแนวโน้มการเสื่อมสภาพให้วางแผนล่วงหน้าหรือไม่


ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับใหญ่ไม่ได้สร้างเพียงเฟสเดียว แต่ขยายต่อเนื่อง การเลือกเทคโนโลยีจึงต้องมองระยะยาว ไม่ใช่เพียงช่วงเปิดใช้งานแรกเริ่ม


5. ระยะเวลาสำรองไฟในสภาพจริง


บนเอกสารอาจระบุว่าสามารถสำรองไฟได้สิบหรือสิบห้านาที แต่ฝ่าย Operation จะสนใจว่าเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ภายใต้อุณหภูมิจริงของห้อง ระยะเวลานั้นจะลดลงมากเพียงใด


ในบริบทประเทศไทย บางพื้นที่ยังพบความผันผวนของระบบไฟฟ้า ทำให้แบตเตอรี่อาจถูกใช้งานบ่อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ เทคโนโลยีที่ดีต้องรองรับเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่เกิดซ้ำโดยไม่เสื่อมเร็วเกินไป


คำถามที่ควรถาม ได้แก่

  • หลังใช้งานห้าปี ยังเหลือระยะเวลาสำรองไฟกี่นาที

  • การชาร์จกลับใช้เวลานานเท่าไร

  • หากเกิดเหตุซ้ำในช่วงเวลาใกล้กัน ระบบพร้อมหรือไม่


6. มิติด้านความยั่งยืนและภาพลักษณ์


องค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน แบตเตอรี่ที่ใช้วัตถุดิบหาได้ทั่วไปอาจช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว


อย่างไรก็ตาม สำหรับฝ่าย Operation สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นความเชื่อมั่น หากเกิดเหตุการณ์ความปลอดภัยเพียงครั้งเดียว ผลกระทบต่อชื่อเสียงอาจยาวนานกว่าที่คาดคิด


7. บริบทของประเทศไทย


ประเทศไทยกำลังผลักดันตนเองเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค การเลือกเทคโนโลยีในระบบสำรองไฟจึงสะท้อนถึงมาตรฐานที่ประเทศเลือกใช้


ประเด็นที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • ระบบไฟฟ้าภายนอกมีความเสถียรเพียงใด

  • อุณหภูมิและความชื้นส่งผลต่ออายุการใช้งานหรือไม่

  • มีทีมสนับสนุนในประเทศหรือไม่


หากเทคโนโลยีใหม่สามารถลดความซับซ้อนด้านความปลอดภัย และทำงานได้เสถียรในสภาพอากาศร้อนชื้น ฝ่าย Operation ย่อมพร้อมพิจารณาอย่างจริงจัง


8. บทสรุปจากมุมของคนทำงานจริง


งาน Operation ไม่ได้ปฏิเสธนวัตกรรม แต่ให้ความสำคัญกับความคาดการณ์ได้มากกว่า ความใหม่ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ในสนามจริงไม่สามารถแทนที่ความมั่นคงที่สร้างความเชื่อมั่นได้


คำถามสุดท้ายยังคงเรียบง่าย


เมื่อไฟฟ้าหลักหายไปพร้อมกันในยามค่ำคืนระบบจะเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่นหรือไม่และทีมงานจะควบคุมสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจหรือไม่


หากแบตเตอรี่โซเดียมสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ก็ย่อมมีที่ยืนในดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก และอาจเป็นอีกก้าวหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยในอนาคต

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page