top of page

The AI Layoff Effect: AI กำลังเปลี่ยน “จิตวิทยา” ของผู้บริหารทั่วโลก

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

22 May 2026



ข่าวการลดพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เริ่มกลับมาอีกครั้งในปีนี้ โดยเฉพาะกรณีของ Meta ที่มีรายงานเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างองค์กร การลดจำนวนพนักงานบางส่วน และการเร่งลงทุนด้าน AI อย่างจริงจัง รวมถึงการ reorganize ทีมเพื่อให้บริษัทเคลื่อนตัวเร็วขึ้นในยุค AI เรื่องเหล่านี้อาจดูเป็นข่าวธุรกิจทั่วไปในสายตาหลายคน ทว่าในมุมของผู้บริหารองค์กรทั่วโลก สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจมีความหมายลึกกว่านั้นมาก เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน mindset ของ corporate world ต่อเรื่อง manpower ไปโดยสิ้นเชิง


สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของปรากฏการณ์นี้ อาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนที่ถูกลดลง แต่อยู่ที่ “แรงต้านทางจิตวิทยา” ต่อการลดคน ซึ่งกำลังค่อยๆ อ่อนตัวลงพร้อมกันทั้งตลาด ในอดีต เวลาบริษัทประกาศ layoff จำนวนมาก ผู้บริหารมักต้องอธิบายด้วยความระมัดระวัง เพราะสังคมมองว่าการลดคนเป็นเรื่องร้ายแรง เป็นสัญญาณของการบริหารผิดพลาด หรืออย่างน้อยก็เป็นเรื่องที่องค์กรควรรู้สึก uncomfortable อย่างมาก ภาพจำของการปลดพนักงานจึงมักเชื่อมโยงกับวิกฤต เศรษฐกิจตกต่ำ หรือธุรกิจที่กำลังมีปัญหา


AI กำลังเปลี่ยน narrative นี้อย่างรวดเร็ว เมื่อบริษัทระดับโลกเริ่มอธิบายการ restructure ด้วยภาษาของ efficiency, transformation และ future readiness การลดคนจึงเริ่มถูก framing ว่าเป็น “การปรับองค์กรเพื่ออนาคต” มากกว่าจะเป็น “สัญญาณของความล้มเหลว” และเมื่อองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่มทำสิ่งเดียวกันพร้อมกัน การรับรู้ของตลาด นักลงทุน และสังคมก็เริ่มเปลี่ยนตามไปด้วย


นี่คือจุดที่สำคัญมากในเชิง organizational psychology เพราะเมื่อ CEO เห็นว่าบริษัทระดับโลกยังลดคนได้ นักลงทุนยังตอบรับได้ ราคาหุ้นยังไปต่อได้ และองค์กรยังถูกมองว่า innovative ได้ ผู้บริหารอีกจำนวนมากทั่วโลกจะเริ่มถามตัวเองว่า “ถ้าองค์กรอื่น optimize workforce ได้ ทำไมองค์กรเราจะทำไม่ได้” และเมื่อคำถามนี้เริ่มเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายอุตสาหกรรม โลกธุรกิจก็อาจเข้าสู่ domino effect รอบใหม่ของ workforce restructuring


AI กำลังเปลี่ยน “ตรรกะของการเติบโต” ขององค์กร


ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา การเติบโตขององค์กรขนาดใหญ่มักมาพร้อมการเพิ่ม headcount เพิ่ม management layer เพิ่มทีม support และเพิ่ม complexity ของ operation เพราะ scale ของธุรกิจในอดีตแทบแยกไม่ออกจากจำนวนคน องค์กรที่ใหญ่ขึ้นจึงมักเต็มไปด้วย hierarchy และ process ที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ


สิ่งที่ AI กำลังทำ คือการเปลี่ยนสมมติฐานพื้นฐานนี้ องค์กรจำนวนมากเริ่มเชื่อว่า “การเติบโต” อาจไม่จำเป็นต้องมาพร้อม “จำนวนคน” อีกต่อไป เพราะ AI สามารถ compress งานบางประเภทให้ใช้ manpower ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะงานที่อยู่บน information flow และ repetitive cognitive process เช่น

  • งานวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น

  • งาน report และ documentation

  • งาน presentation

  • งาน coordination

  • งาน support function

  • งาน customer response

  • งาน research

  • งาน coding บางส่วน

  • งาน middle management ที่เน้น process monitoring


หลายงานที่เคยต้องใช้ทีมจำนวนมาก วันนี้เริ่มใช้คนจำนวนน้อยลงได้ หากคนเหล่านั้นสามารถ leverage AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรจึงเริ่มสนใจแนวคิดใหม่ เช่น AI Productivity per Employee หรือ Human-AI Leverage มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะในอนาคต ศักยภาพขององค์กรอาจไม่ได้วัดจากจำนวนคนอีกต่อไป แต่อาจวัดจากว่า “คนหนึ่งคนสามารถสร้าง output ได้มากแค่ไหนผ่าน AI”


สิ่งที่เปลี่ยน อาจเป็น “courage” ของผู้บริหารด้วย


หลายองค์กรอาจยังไม่ได้ใช้ AI เต็มศักยภาพด้วยซ้ำ ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว คือผู้บริหารจำนวนมากเริ่ม “กล้า” restructure มากขึ้น เพราะ AI กลายเป็น narrative ที่อธิบายเรื่อง efficiency ได้ทรงพลังมาก คำว่า AI ให้ภาพของอนาคต ให้ภาพของ modernization และให้ความรู้สึกว่าองค์กรกำลัง evolve ไปข้างหน้า ดังนั้น แม้บางกรณีสิ่งที่เกิดขึ้นจริงอาจยังเป็น traditional cost reduction แบบเดิม การห่อหุ้มด้วย narrative ของ AI ก็สามารถเปลี่ยน perception ของตลาดได้ทันที


สิ่งนี้น่าสนใจมากในเชิงประวัติศาสตร์ธุรกิจ เพราะ technology disruption ในอดีตจำนวนมาก เช่น factory automation หรือ digital transformation มักเปลี่ยน workforce แบบค่อยเป็นค่อยไป ทว่า AI กำลังเปลี่ยน “mindset ของผู้บริหาร” เร็วกว่าที่ technology ถูก deploy จริงเสียอีก องค์กรจำนวนมากเริ่ม restructure ล่วงหน้า เพราะ fear of being left behind กำลังกลายเป็นแรงขับสำคัญของยุคนี้


White-Collar Workforce กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่


สิ่งที่ทำให้ AI disruption รอบนี้แตกต่างจากอดีต คือมันไม่ได้กระทบเฉพาะแรงงานทักษะต่ำ หากกำลังกระทบ white-collar workforce โดยตรง ในอดีต คนจำนวนมากเชื่อว่างานสาย knowledge work จะปลอดภัยจาก automation เพราะต้องใช้การคิด วิเคราะห์ และการสื่อสาร ทว่า generative AI กำลังเข้าไปอยู่ตรงกลางของงานเหล่านี้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น

  • consultant

  • marketing

  • finance

  • HR

  • project management

  • legal

  • customer service

  • software engineer

  • analyst


งานจำนวนมากเริ่มถูกตั้งคำถามใหม่ว่า ส่วนไหนจำเป็นต้องใช้มนุษย์จริงๆ และส่วนไหน AI สามารถช่วยหรือแทนได้ในระดับที่ practical enough สำหรับโลกธุรกิจ


เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์จะหายไปจากองค์กร ทว่า “คุณค่าของมนุษย์” กำลังถูกนิยามใหม่ ในโลกหลังจากนี้ คนที่มีมูลค่าสูงขึ้นอาจเป็นคนที่สามารถคิดเชิงกลยุทธ์ เข้าใจมนุษย์ เชื่อมโยงเรื่องซับซ้อน สร้างความเชื่อมั่น ตัดสินใจภายใต้ ambiguity และ leverage AI เพื่อขยายศักยภาพของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ


AI อาจไม่ได้ลดคนทั้งหมดในทันที ทว่ากำลังลด “แรงเสียดทาน” ของการลดคน


ประเด็นที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้ อาจไม่ใช่คำถามว่า AI จะมาแทนทุกคนหรือไม่ เพราะในหลายองค์กร AI ยังอยู่ในช่วง early stage ด้วยซ้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน คือ AI กำลังลด moral friction ของการลดคน เมื่อผู้บริหารจำนวนมากเริ่มเชื่อพร้อมกันว่า “องค์กรสามารถโตได้ด้วยคนที่น้อยลง” ตลาดแรงงานโลกอาจเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่เร็วกว่าที่หลายคนคาดคิดไว้มาก


และนี่อาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ modern corporate world ที่ technology ไม่ได้เพียงเพิ่ม productivity หากกำลังเปลี่ยน “จิตวิทยา” ของผู้บริหารทั่วโลกไปพร้อมกันด้วย

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page