The Earned Life: เมื่อความสำเร็จไม่ใช่จุดหมายสุดท้ายของชีวิต
- Chakrapan Pawangkarat
- 1 day ago
- 1 min read
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
18 June 2026

บทนำ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกธุรกิจและการพัฒนาตนเองให้ความสำคัญกับคำว่า "ความสำเร็จ" อย่างมาก เราถูกสอนให้ตั้งเป้าหมาย ทำงานหนัก พัฒนาความสามารถ และมุ่งมั่นไปสู่ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หลายคนใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตอยู่กับการไล่ตามเป้าหมายเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่สูงขึ้น รายได้ที่มากขึ้น ธุรกิจที่เติบโตขึ้น หรือชื่อเสียงที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ผู้บริหารและผู้นำจำนวนไม่น้อยกลับเริ่มค้นพบความจริงที่น่าสนใจว่า แม้จะประสบความสำเร็จตามที่เคยตั้งใจไว้แล้ว แต่กลับไม่ได้รู้สึกเติมเต็มอย่างที่คาดหวัง หลายคนมีทุกสิ่งที่สังคมมองว่าเป็นความสำเร็จ แต่ยังคงตั้งคำถามกับตัวเองว่า ชีวิตที่กำลังเป็นอยู่นี้คือชีวิตที่ต้องการจริงหรือไม่
หนังสือ The Earned Life ของ Marshall Goldsmith พยายามตอบคำถามดังกล่าวผ่านแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งว่า ความสำเร็จและความเติมเต็มไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เราอาจประสบความสำเร็จอย่างมากในสายตาของคนอื่น แต่ยังรู้สึกว่าชีวิตขาดความหมาย ในทางกลับกัน คนที่ยังไปไม่ถึงเป้าหมายสูงสุดอาจรู้สึกพึงพอใจและมีความสุขกับชีวิตมากกว่า หากสิ่งที่ทำในแต่ละวันสอดคล้องกับคุณค่าและความเชื่อของตนเอง
กับดักของการใช้ชีวิตแบบ "จะมีความสุขเมื่อ..."
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของหนังสือคือสิ่งที่ Goldsmith เรียกว่า "I'll Be Happy When Syndrome" หรือภาวะที่เราผูกความสุขทั้งหมดไว้กับอนาคต เรามักเชื่อว่าชีวิตจะดีขึ้นเมื่อได้เลื่อนตำแหน่ง เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น เมื่อธุรกิจเติบโต หรือเมื่อถึงวันที่เกษียณ ความเชื่อเช่นนี้เป็นแรงผลักดันที่ดีในช่วงหนึ่งของชีวิต แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เราเลื่อนความสุขออกไปเรื่อย ๆ เพราะเมื่อเป้าหมายหนึ่งสำเร็จ เป้าหมายใหม่ก็มักเกิดขึ้นแทนที่ทันที วงจรดังกล่าวทำให้หลายคนใช้เวลาทั้งชีวิตวิ่งตามอนาคต จนลืมใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน
ในโลกของการบริหาร เราพบตัวอย่างเช่นนี้อยู่เสมอ ผู้บริหารจำนวนมากเชื่อว่าเมื่อองค์กรเติบโตถึงระดับหนึ่ง ทุกอย่างจะดีขึ้น แต่เมื่อไปถึงจุดนั้นจริง ๆ กลับพบว่ามีเป้าหมายใหม่ ความกดดันใหม่ และความคาดหวังใหม่เกิดขึ้นเสมอ หากเราไม่เรียนรู้ที่จะมีความสุขระหว่างทาง เราอาจไม่พบความสุขแม้ในวันที่ประสบความสำเร็จแล้วก็ตาม
ความสำเร็จกับความเติมเต็มเป็นคนละเรื่องกัน
โลกธุรกิจให้รางวัลกับ Achievement หรือความสำเร็จที่วัดผลได้ ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย กำไร ส่วนแบ่งตลาด หรือมูลค่าหุ้น สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญและจำเป็นต่อการบริหารองค์กร แต่ Goldsmith ชี้ให้เห็นว่า Fulfillment หรือความเติมเต็มเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นเรื่องของความหมาย ความสัมพันธ์ การเติบโตภายใน และความรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า
ผู้บริหารหลายคนประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในหน้าที่การงาน แต่กลับรู้สึกว่างเปล่าเมื่อกลับถึงบ้าน ขณะที่บางคนอาจไม่ได้มีตำแหน่งสูงสุดในองค์กร แต่กลับรู้สึกภาคภูมิใจกับชีวิตที่ตนเองกำลังใช้ ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ระดับของความสำเร็จ แต่อยู่ที่ว่าชีวิตที่กำลังเป็นอยู่นั้นสอดคล้องกับสิ่งที่ตนเองให้คุณค่าหรือไม่
ชีวิตที่ดีเกิดจากความสอดคล้อง ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ
Goldsmith เสนอว่าชีวิตที่มีความหมายไม่ได้เกิดจากการมีทุกอย่างพร้อม แต่เกิดจากความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราให้คุณค่า และสิ่งที่เราทำในแต่ละวัน หลายคนบอกว่าครอบครัวสำคัญที่สุด แต่กลับใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงาน หลายคนเชื่อว่าการพัฒนาคนเป็นหน้าที่สำคัญของผู้นำ แต่กลับใช้เวลาส่วนใหญ่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่มีเวลาโค้ชลูกทีม
เมื่อสิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราเชื่อ และสิ่งที่เราทำไม่สอดคล้องกัน ความรู้สึกไม่พึงพอใจในชีวิตย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม เมื่อสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกัน แม้ชีวิตจะยังไม่สมบูรณ์แบบ เราก็ยังสามารถรู้สึกว่าชีวิตมีความหมายได้
เมื่อบทบาทผู้นำเปลี่ยนจากการสร้างผลงานไปสู่การสร้างคน
ในช่วงต้นของอาชีพ ความสำเร็จมักเกิดจากความสามารถส่วนบุคคล ยิ่งทำงานเก่ง ยิ่งได้รับโอกาสและความก้าวหน้า แต่เมื่อก้าวเข้าสู่บทบาทผู้นำ นิยามของความสำเร็จจะเริ่มเปลี่ยนไป ผู้นำไม่ได้ถูกวัดจากสิ่งที่ทำได้ด้วยตัวเองอีกต่อไป หากถูกวัดจากความสามารถในการทำให้ทีมประสบความสำเร็จ
Jack Welch อดีต CEO ของ GE เคยกล่าวว่า ก่อนเป็นผู้นำ ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการเติบโตของตัวเราเอง แต่หลังจากเป็นผู้นำ ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการเติบโตของคนอื่น แนวคิดนี้สอดคล้องกับสาระสำคัญของ The Earned Life อย่างมาก เพราะเมื่อผู้นำเริ่มมองความสำเร็จผ่านผลกระทบที่สร้างให้กับผู้อื่น ความหมายของงานและชีวิตก็มักเปลี่ยนไปในทางที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
บทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริหารในช่วงปลายอาชีพ
หนังสือเล่มนี้มีความหมายเป็นพิเศษสำหรับผู้บริหารที่กำลังเข้าใกล้การเกษียณหรืออยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต หลายคนใช้เวลาหลายสิบปีสร้างธุรกิจ สร้างองค์กร และสร้างผลงาน เมื่อถึงวันที่ต้องวางมือ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า "จะทำอะไรต่อ" แต่คือ "เราคือใคร เมื่อไม่มีตำแหน่งนั้นอีกแล้ว"
ผู้บริหารที่ผูกตัวตนไว้กับตำแหน่งหน้าที่เพียงอย่างเดียวอาจรู้สึกสูญเสียเมื่อเกษียณ แต่ผู้ที่มองบทบาทของตนเองในฐานะผู้สร้างคุณค่า ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ และผู้พัฒนาคน มักสามารถเปลี่ยนผ่านสู่บทใหม่ของชีวิตได้อย่างมีความหมาย การเกษียณจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการสร้างคุณค่า แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบของการสร้างคุณค่าเท่านั้น
บทสรุป
สาระสำคัญที่สุดของ The Earned Life ไม่ได้อยู่ที่การลดความทะเยอทะยานหรือหยุดแสวงหาความสำเร็จ ตรงกันข้าม หนังสือเล่มนี้สนับสนุนให้เรามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมใช้ชีวิตอย่างมีความหมายระหว่างทาง เพราะในท้ายที่สุด ผู้คนอาจไม่ได้จดจำเราจากตำแหน่งที่เคยมี รายได้ที่เคยได้รับ หรือรางวัลที่เคยครอบครอง หากจดจำเราจากคุณค่าที่เราสร้างให้กับผู้อื่น และผลกระทบเชิงบวกที่เราทิ้งไว้เบื้องหลัง
ความสำเร็จอาจทำให้เรามาถึงจุดหมาย แต่ชีวิตที่เราได้ Earn มันอย่างแท้จริง คือชีวิตที่ทุกวันของการเดินทางมีความหมายไม่แพ้ปลายทางที่เรากำลังมุ่งหน้าไป


