จากงานรูทีนสู่ Automation ที่มีดุลยพินิจบทบาทของวิศวกรอาคาร (BSE) ในยุคอาคารอัตโนมัติ
- Chakrapan Pawangkarat
- Dec 23, 2025
- 1 min read
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
23 December 2025

บทคัดย่อ
การพัฒนาอย่างรวดเร็วของระบบ Automation และ Smart Building กำลังเปลี่ยนโครงสร้างงานด้านการปฏิบัติการและบำรุงรักษา (Operation & Maintenance: O&M) ของอาคารขนาดใหญ่ บทความนี้เสนอกรอบความคิดเชิงกึ่งวิชาการเพื่ออธิบายการเปลี่ยนบทบาทของ วิศวกรอาคาร (Building Services Engineer: BSE) จากผู้ปฏิบัติงานเชิงรูทีน สู่ผู้กำกับดูแลและผู้ปรับสมรรถนะระบบ โดยเน้นว่าคุณค่าหลักของวิศวกรอาคารในอนาคตไม่ได้อยู่ที่การทำงานแทนระบบอัตโนมัติ แต่คือ “ดุลยพินิจทางวิศวกรรม” ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ Automation ไม่สามารถทดแทนได้
1. บทนำ: Automation กับการเปลี่ยนบทบาทของวิศวกรอาคาร
ในอดีต งาน O&M ของอาคารพึ่งพาทักษะเชิงปฏิบัติของวิศวกรอาคารเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการเดินเครื่อง ตรวจสอบค่าหน้างาน หรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เมื่อระบบอาคารพัฒนาไปสู่การควบคุมอัตโนมัติ การรวมศูนย์การสั่งการ และการใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ บทบาทดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
Automation ไม่ได้ลดความซับซ้อนของอาคาร หากแต่ย้ายความซับซ้อนจาก “งานมือ” ไปสู่ “การตัดสินใจ” ทำให้บทบาทของวิศวกรอาคารต้องขยับจากผู้ปฏิบัติ ไปสู่ผู้ใช้ดุลยพินิจเชิงระบบมากขึ้น
2. Automation ในงานอาคาร: ขีดความสามารถและข้อจำกัด
ระบบอัตโนมัติในอาคารสมัยใหม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพในหลายด้าน เช่น
การควบคุมลำดับการทำงานของระบบหลัก
การปรับโหลดตามสภาพการใช้งานจริง
การเฝ้าระวังและแจ้งเตือนความผิดปกติ
การควบคุมและติดตามผลจากระยะไกล
อย่างไรก็ตาม Automation ทำงานภายใต้ตรรกะที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า ระบบสามารถ “ตอบสนอง” ได้ดี แต่ไม่สามารถ “ตีความบริบท” หรือ “ชั่งน้ำหนักผลกระทบระยะยาว” ได้อย่างสมบูรณ์ นี่คือช่องว่างที่ยังต้องอาศัยดุลยพินิจของวิศวกรอาคาร
3. กรอบวิวัฒนาการบทบาทของวิศวกรอาคาร
Doing → Supervising → Optimizing
3.1 Doing: ฐานความรู้เชิงปฏิบัติ
ระยะเริ่มต้นของอาชีพวิศวกรอาคารมักเน้นการปฏิบัติงานจริง เพื่อสร้างความเข้าใจในอุปกรณ์ ข้อจำกัด และพฤติกรรมของระบบในสภาวะจริง ระยะนี้มีความสำคัญต่อการสร้าง “สัญชาตญาณทางวิศวกรรม” แต่ไม่เพียงพอสำหรับการรองรับความซับซ้อนของอาคารอัตโนมัติในระยะยาว
3.2 Supervising: การกำกับดูแลเชิงระบบ
เมื่อ Automation เข้ามารับหน้าที่เชิงรูทีน วิศวกรอาคารจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทสู่การกำกับดูแลระบบในภาพรวม การอ่านแนวโน้มข้อมูล การประเมินความสัมพันธ์ระหว่างระบบย่อย และการตั้งคำถามกับผลลัพธ์ของระบบอัตโนมัติ กลายเป็นทักษะหลักในระยะนี้
3.3 Optimizing: การใช้ดุลยพินิจในระดับสินทรัพย์
ขั้นสูงสุดของบทบาทวิศวกรอาคารคือการปรับสมรรถนะระบบในมิติของสินทรัพย์ (asset-level optimization) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเชิงสมดุลระหว่างประสิทธิภาพพลังงาน ความสบายผู้ใช้งาน ความเสถียรของระบบ ต้นทุน และอายุการใช้งานของอาคาร การตัดสินใจในระดับนี้ไม่สามารถพึ่งพา Automation เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยประสบการณ์และดุลยพินิจของมนุษย์
4. ความปลอดภัยในฐานะความรับผิดชอบพื้นฐานของวิศวกรอาคาร
ในบริบทของงาน O&M ความปลอดภัยไม่ใช่ฟังก์ชันแยกส่วน แต่เป็นองค์ประกอบที่แฝงอยู่ในทุกการตัดสินใจของวิศวกรอาคาร ตั้งแต่ตรรกะควบคุม การจัดลำดับ Alarm การวางแผนบำรุงรักษา ไปจนถึงการตัดสินใจ Override ระบบ Automation
แนวคิดสำคัญคือการออกแบบและบริหารระบบให้ “พฤติกรรมที่ปลอดภัย” เป็นค่าเริ่มต้นของระบบ มากกว่าการพึ่งพาการเฝ้าระวังของบุคลากรเพียงอย่างเดียว
5. ตัวชี้วัดความสำเร็จของวิศวกรอาคารในยุค Automation
ในอาคารอัตโนมัติ ตัวชี้วัดความสามารถของวิศวกรอาคารไม่ได้อยู่ที่จำนวนเหตุขัดข้องที่แก้ไขได้ แต่สะท้อนผ่าน
เสถียรภาพของระบบในระยะยาว
จำนวนเหตุฉุกเฉินที่ลดลง
ปัญหาที่ไม่เกิดซ้ำ
การตัดสินใจที่ไม่สร้างภาระต่อการดำเนินงานในอนาคต
Automation ลดภาระงานเชิงปฏิบัติ แต่ดุลยพินิจคือสิ่งที่สร้างคุณค่าทางวิชาชีพอย่างยั่งยืน
6. บทสรุป
บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าอนาคตของวิศวกรอาคารไม่ได้อยู่ที่การแข่งกับ Automation แต่คือการทำงาน “เหนือ” ระบบอัตโนมัติ โดยใช้ Automation เป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจเชิงวิศวกรรม ในวันที่งานรูทีนลดบทบาทลง สิ่งที่เหลืออยู่คือความสามารถในการคิดเชิงระบบ การชั่งน้ำหนักผลกระทบ และการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ ซึ่งล้วนเป็นคุณค่าหลักของวิศวกรอาคาร (BSE) ในยุคอาคารอัตโนมัติ


