top of page

จุดไหนในอาคารที่ต้องใช้ Safety Glass

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

2 January 2026



กระจก: วัสดุที่สวยงาม…และอันตรายกว่าที่คิด


ในงานพัฒนาและบริหารอาคาร กระจกมักถูกมองในฐานะวัสดุตกแต่งที่ช่วยสร้างความโปร่ง โล่ง และภาพลักษณ์ของพื้นที่ แต่ในอีกมุมหนึ่ง กระจกคือหนึ่งในวัสดุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงได้ง่ายที่สุดหากถูกวางไว้ผิดตำแหน่ง ความโปร่งใสที่ทำให้อาคารดูสวยงาม คือคุณสมบัติเดียวกันกับที่ทำให้มนุษย์ “ไม่รับรู้ว่ามีสิ่งกั้นอยู่ตรงหน้า” อุบัติเหตุจากการชนกระจกจึงไม่ได้เกิดจากความประมาทในความหมายแคบ ๆ แต่เกิดจากพฤติกรรมการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของมนุษย์ เช่น การรีบเดิน การเลี้ยว การผลักหรือดึงประตู และการเสียสมดุลเมื่อก้าวพลาด สิ่งเหล่านี้ทำให้มาตรฐานสากลอย่าง International Building Code (IBC) พัฒนาข้อกำหนดเรื่อง Safety Glazing เพื่อกำหนดตำแหน่งของกระจกที่ต้อง “แตกแล้วไม่ทำร้ายคน” ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัยเชิงโครงสร้างของอาคาร


IBC: บทเรียนจากอุบัติเหตุจริงที่กลายเป็นกติกาสากล


IBC ไม่ได้เป็นเพียงกฎหมายก่อสร้าง แต่เป็นผลรวมของบทเรียนจากอุบัติเหตุจริงจำนวนมากที่เกิดขึ้นในอาคารทั่วโลก จุดที่ IBC นิยามว่าเป็น Hazardous Locations ไม่ได้เกิดจากการคาดเดา แต่เกิดจากการวิเคราะห์ซ้ำ ๆ ว่า “ร่างกายมนุษย์มีแนวโน้มจะพุ่งไปชนตรงไหน” เมื่อใดก็ตามที่ตำแหน่งของกระจกทับซ้อนกับเส้นทางการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของมนุษย์ โอกาสเกิดอุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ Safety Glass จึงถูกกำหนดให้ใช้ในตำแหน่งเหล่านี้ ไม่ใช่เพื่อทำให้อาคารแพงขึ้น แต่เพื่อควบคุมความรุนแรงของผลลัพธ์ในวันที่เกิดความผิดพลาดขึ้นจริง


Safety Glass คืออะไร และแตกต่างจากกระจกธรรมดาอย่างไร


Safety Glass คือกลุ่มของกระจกที่ออกแบบให้ “แตกอย่างปลอดภัย” แตกต่างจากกระจกธรรมดาที่เมื่อแตกแล้วจะเกิดเศษแหลมคมซึ่งเป็นสาเหตุหลักของบาดแผลลึกและการเสียเลือดอย่างรุนแรง แนวคิดของ Safety Glass ไม่ได้พยายามทำให้กระจกไม่แตกเลย แต่ยอมรับว่าการแตกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากในอาคารที่มีการใช้งานจริง และจึงออกแบบให้การแตกนั้น “ไม่กลายเป็นอันตรายต่อชีวิต” โดยในทางปฏิบัติ Safety Glass แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ Tempered Glass ซึ่งแตกเป็นเม็ดเล็ก ๆ ลดความคมของเศษกระจก และ Laminated Glass ซึ่งแตกแล้วยังยึดติดกับฟิล์ม ไม่เปิดช่องโหว่ และลดความเสี่ยงการตกจากที่สูง


แนวชนตามธรรมชาติ: ประตูและกระจกข้างประตู


ตำแหน่งแรกที่ควรพิจารณาใช้ Safety Glass คือบานประตูและกระจกข้างประตู เนื่องจากการใช้งานประตูสัมพันธ์กับแรงของร่างกายโดยตรง การผลักหรือดึงประตูทำให้ร่างกายพุ่งตามแรงไปอีกช่วงหนึ่ง และมักเฉออกด้านข้างโดยอัตโนมัติ กระจกข้างประตูจึงเป็นตำแหน่งที่รับแรงปะทะจากลำตัว ไหล่ หรือแขนได้ง่ายมาก หากใช้กระจกธรรมดา อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมักไม่จบเพียงแค่กระจกแตก แต่กลายเป็นบาดแผลที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ตำแหน่งนี้จึงถือเป็นหนึ่งใน “แนวชนตามธรรมชาติของมนุษย์” ที่ควรถูกกำหนดให้ใช้ Safety Glass เป็นมาตรฐาน


ผนังที่มองไม่เห็น: กระจกต่ำใกล้พื้นที่สัญจร


อีกตำแหน่งหนึ่งที่มีความเสี่ยงสูงคือกระจกบานใหญ่ที่อยู่ต่ำและอยู่ใกล้พื้นที่สัญจร กระจกใสที่เริ่มต้นจากระดับเอวหรือระดับเข่ามักไม่ถูกสมองมนุษย์รับรู้ว่าเป็นผนัง คนจำนวนมากจึงเดินชนโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเลี้ยวหักศอก การเดินสวนกัน หรือการถือสิ่งของ กระจกในลักษณะนี้จึงควรถูกมองว่าเป็น “ผนังที่มองไม่เห็น” และควรใช้ Safety Glass เพื่อควบคุมความรุนแรงของอุบัติเหตุที่คาดเดาได้ล่วงหน้า


จุดเสียสมดุล: บันได ชานพัก และทางลาด


บริเวณบันได ชานพัก และทางลาด เป็นพื้นที่ที่มนุษย์เสียสมดุลได้ง่ายที่สุด การก้าวพลาดแม้เพียงขั้นเดียวจะทำให้ศูนย์ถ่วงของร่างกายพุ่งไปข้างหน้า และทิศทางการล้มมักไม่สามารถควบคุมได้ หากมีผนังกระจกอยู่ใกล้แนวบันไดหรือแนวทางลาด กระจกนั้นจะกลายเป็นจุดรับแรงปะทะโดยอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้กระจกในโซนบันไดและทางลาดจึงควรถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ต้องใช้ Safety Glass เสมอ


พื้นที่เปียก: การล้มที่ควบคุมไม่ได้


พื้นที่เปียก เช่น ห้องน้ำ โซนสระน้ำ ห้องอาบน้ำ และพื้นที่สปา เป็นอีกกลุ่มพื้นที่ที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง เนื่องจากพื้นผิวที่ลื่นทำให้การล้มเกิดขึ้นแบบไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ ร่างกายอาจพุ่งไปชนผนังหรือกระจกในมุมที่ไม่คาดคิด หากกระจกในระดับที่ร่างกายสามารถชนได้เป็นกระจกธรรมดา ผลลัพธ์ของอุบัติเหตุจะรุนแรงกว่าที่ควรเป็น ดังนั้นการใช้ Safety Glass ในพื้นที่เปียกจึงไม่ใช่เรื่องของความเข้มงวด แต่เป็นเรื่องของการลดความสูญเสียที่สามารถคาดการณ์ได้


กันตกและขอบอาคาร: เมื่อผลลัพธ์ไม่ใช่แค่บาดแผล


สำหรับราวกันตก กระจกริมอาคาร และพื้นที่ที่มีความเสี่ยงตกจากที่สูง ความสำคัญของ Safety Glass จะเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง เพราะผลลัพธ์ของการแตกไม่ได้หมายถึงบาดแผลเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึง “ช่องโหว่ที่อาจทำให้เกิดการตกจากระดับสูง” ในตำแหน่งเหล่านี้ Laminated Glass ซึ่งแตกแล้วยังยึดติดกับฟิล์มและไม่เปิดช่องว่าง จึงถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า Tempered Glass เนื่องจากสามารถควบคุมความเสี่ยงขั้นรุนแรงได้ดีกว่า


เลือก Tempered หรือ Laminated: คิดจากผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด


ในทางปฏิบัติ การเลือกใช้ Tempered หรือ Laminated ควรพิจารณาจาก “ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น” มากกว่าการพิจารณาจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว หากตำแหน่งนั้นเสี่ยงต่อการ “ชน” เป็นหลัก Tempered Glass อาจเพียงพอ แต่หากตำแหน่งนั้นเสี่ยงต่อการ “ทะลุหรือการตกจากที่สูง” Laminated Glass จะเป็นคำตอบที่เหมาะสมกว่า แนวคิดนี้ช่วยให้การตัดสินใจด้านสเปกกระจกมีเหตุผลและสามารถอธิบายได้ในเชิงการบริหารความเสี่ยง


Safety Glass ในฐานะโครงสร้างความปลอดภัยเชิงพาสซีฟของอาคาร


ท้ายที่สุด การใช้ Safety Glass ควรถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงสร้างความปลอดภัยเชิงพาสซีฟ” ของอาคาร กล่าวคือเป็นระบบที่ทำงานโดยไม่ต้องพึ่งพาพฤติกรรมคน ไม่ต้องมีป้ายเตือน และไม่ต้องรอให้ใครตัดสินใจถูกในวันที่เกิดเหตุจริง อาคารที่ออกแบบ Safety Glass ไว้อย่างเหมาะสมจึงไม่เพียงสวยงามและทันสมัย แต่ยังสามารถลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ และรักษาความเชื่อมั่นของผู้ใช้อาคารในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page