ชีวิตคนสำคัญกว่าทรัพย์สิน: บทบาทของผู้บริหารอาคารในการป้องกันอุบัติเหตุจากการตกจากที่สูงและไฟฟ้า
- Chakrapan Pawangkarat
- 1 day ago
- 1 min read
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
16 June 2026

บทนำ
ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในอาคาร สังคมมักให้ความสนใจกับผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียชีวิต ความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือผลกระทบต่อธุรกิจ แต่สำหรับผู้ที่ทำงานด้านบริหารอาคาร ความจริงที่ต้องยอมรับคือ อุบัติเหตุร้ายแรงจำนวนมากไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง หากเกิดจากความเสี่ยงเดิม ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำทุกวัน
ในบรรดาอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต สองสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การตกจากที่สูง และอันตรายจากไฟฟ้า ทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องโดยตรงกับงานซ่อมบำรุง งานปรับปรุงพื้นที่ งานล้างกระจก งานติดตั้งอุปกรณ์ และงานของผู้รับเหมาที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในอาคาร
ความสูญเสียเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ หากมีการวางระบบบริหารจัดการความปลอดภัยที่เหมาะสม มีการควบคุมผู้รับเหมาอย่างจริงจัง และมีการปฏิบัติตามกฎหมายด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
อุบัติเหตุจากการตกจากที่สูง: ความเสี่ยงอันดับต้นของงานบริหารอาคาร
การทำงานบนหลังคา การล้างกระจกอาคาร การตรวจสอบอุปกรณ์บนดาดฟ้า การติดตั้งป้าย การทำงานบนบันได การใช้กระเช้าไฟฟ้า หรือการทำงานใกล้ช่องเปิดต่าง ๆ ล้วนเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำในอาคาร แต่ก็เป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงที่สุดเช่นกัน
หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นจากสาเหตุที่ดูเหมือนเล็กน้อย เช่น ไม่มีจุดยึดสายกันตก ไม่สวม Full Body Harness ใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่มีการประเมินความเสี่ยงก่อนเริ่มงาน แต่ผลลัพธ์กลับรุนแรงจนทำให้ผู้ปฏิบัติงานเสียชีวิตหรือพิการถาวร
ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงกำหนดมาตรการควบคุมไว้อย่างชัดเจนผ่าน กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานในสถานที่ที่มีอันตรายจากการตกจากที่สูง และที่ลาดชัน จากวัสดุกระเด็น ตกหล่น และพังทลาย พ.ศ. 2564 รวมถึงกฎกระทรวงเกี่ยวกับนั่งร้าน พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดมาตรฐานด้านอุปกรณ์ป้องกัน การป้องกันการตก และการควบคุมพื้นที่ทำงานอย่างชัดเจน
อันตรายจากไฟฟ้า: ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น
ในขณะที่ความเสี่ยงจากการตกจากที่สูงสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อันตรายจากไฟฟ้ามักซ่อนอยู่ภายในตู้ MDB ตู้ไฟฟ้าย่อย เครื่องจักร และระบบอาคารต่าง ๆ
อุบัติเหตุทางไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานกับระบบที่ยังมีพลังงานอยู่ การไม่มีขั้นตอนตัดแยกแหล่งพลังงาน การขาดระบบ Lockout Tagout หรือการอนุญาตให้ผู้ที่ไม่มีความรู้ความชำนาญเข้าปฏิบัติงาน
สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ อันตรายไม่ได้เกิดเฉพาะจากการถูกไฟฟ้าดูดเท่านั้น แต่ยังรวมถึง Arc Flash และ Arc Blast ซึ่งสามารถสร้างความร้อนและแรงดันมหาศาลภายในเสี้ยววินาที ส่งผลให้เกิดแผลไหม้รุนแรง สูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตได้ทันที
กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และวิธีปฏิบัติงานที่ปลอดภัย
ความรับผิดชอบตามพระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ
พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่จัดให้มีสภาพการทำงานที่ปลอดภัยและควบคุมดูแลไม่ให้ลูกจ้างได้รับอันตรายจากการทำงาน
สำหรับงานบริหารอาคาร แม้ผู้รับเหมาจะไม่ใช่ลูกจ้างโดยตรงของเจ้าของอาคาร แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าของอาคารและผู้บริหารอาคารมีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย การควบคุมพื้นที่ทำงาน และการอนุญาตให้เข้าปฏิบัติงาน หากละเลยหน้าที่ดังกล่าวจนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง อาจส่งผลกระทบทั้งในด้านกฎหมาย ความรับผิดทางแพ่ง ชื่อเสียงองค์กร และความเชื่อมั่นของผู้เช่า
จาก Permit to Work สู่ Contractor Safety Management
อุบัติเหตุร้ายแรงจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการขาดกฎหมาย แต่เกิดจากการขาดการบังคับใช้
อาคารที่มีระบบความปลอดภัยที่ดีจึงต้องมีระบบ Permit to Work สำหรับงานเสี่ยงทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานที่สูง งานไฟฟ้า งานเชื่อมตัด หรืองานในพื้นที่อับอากาศ โดยต้องมีการประเมินความเสี่ยง ตรวจสอบอุปกรณ์ และกำหนดมาตรการควบคุมก่อนเริ่มงานทุกครั้ง
นอกจากนี้ ยังควรมีระบบ Contractor Safety Management ที่ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกผู้รับเหมา การอบรมก่อนเริ่มงาน การตรวจสอบใบอนุญาตและคุณสมบัติ การตรวจความปลอดภัยหน้างาน การติดตามการปฏิบัติงาน และการประเมินผลหลังเสร็จงาน
การควบคุมผู้รับเหมาอย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นแนวป้องกันที่สำคัญที่สุดในการลดอุบัติเหตุร้ายแรงในอาคาร
สิ่งที่ผู้บริหารอาคารควรดำเนินการ
ผู้บริหารอาคารควรกำหนดให้มีการอบรมความปลอดภัยก่อนเข้าปฏิบัติงานสำหรับผู้รับเหมาทุกราย พร้อมสื่อสารกฎความปลอดภัยของอาคารอย่างชัดเจน
ควรมีการบังคับใช้ Permit to Work สำหรับงานเสี่ยงทุกประเภท รวมถึงการตรวจสอบการใช้อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงและอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ
ควรนำระบบ Lockout Tagout มาใช้กับงานซ่อมบำรุงที่เกี่ยวข้องกับพลังงานอันตราย และจัดให้มีการตรวจความปลอดภัยหน้างานอย่างต่อเนื่องโดยหัวหน้างานและทีมบริหารอาคาร
ที่สำคัญ ต้องสร้างวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากกว่าความรวดเร็ว เพราะหลายครั้งอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากแรงกดดันด้านเวลาและความต้องการให้งานแล้วเสร็จโดยเร็ว
บทสรุป
ในโลกของการบริหารอาคาร ความสำเร็จไม่ได้วัดจากจำนวนงานซ่อมที่เสร็จตรงเวลา หรือจำนวนโครงการปรับปรุงที่ส่งมอบได้ตามแผนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากจำนวนครั้งที่ทุกคนสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยในแต่ละวัน
การตกจากที่สูงและอันตรายจากไฟฟ้าเป็นความเสี่ยงที่รู้กันดี มีมาตรการป้องกันที่ชัดเจน และมีกฎหมายรองรับครบถ้วนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การออกกฎหมายเพิ่ม แต่คือการนำกฎหมายและมาตรการเหล่านั้นมาปฏิบัติอย่างจริงจัง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว หน้าที่สำคัญที่สุดของผู้บริหารอาคารไม่ใช่การปกป้องอาคาร แต่คือการปกป้องชีวิตของผู้คนที่เข้ามาทำงานและใช้ชีวิตอยู่ภายในอาคารทุกวัน


