ยุคใหม่ของ HVAC: ออกแบบอากาศ ออกแบบชีวิต
- Chakrapan Pawangkarat
- Nov 8, 2025
- 2 min read
Updated: Dec 17, 2025
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
Advisory Committee, Air-Conditioning Engineering Association of Thailand
Member ASHRAE, Board of Governors - ASHRAE Thailand Chapter
8 November 2025

1. การเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นแล้ว — เราเพียงแค่กำลังไล่ตามให้ทัน
หลายสิบปีที่ผ่านมา งานวิศวกรรมระบบปรับอากาศ (HVAC) อาศัยหลักการที่เราคุ้นเคยเป็นพื้นฐาน ได้แก่:
การคำนวณโหลดความร้อน
การเลือกประเภทและขนาดของระบบ
ประสิทธิภาพพลังงาน
ความสบายเชิงความร้อน
ความเชื่อถือได้และความทนทานของระบบ
หลักการเหล่านี้ ยังถูกต้องอยู่เสมอ แต่ บริบทของการออกแบบอาคารได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
อาคารในวันนี้ไม่ใช่ “วัตถุที่อยู่นิ่ง”แต่อาคารคือ:
โหนดข้อมูล (Data Nodes)
แหล่งปล่อยคาร์บอนของเมือง
สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนตามพฤติกรรมผู้ใช้งาน
สินทรัพย์ที่ถูกประเมินภายใต้กรอบ ESG
โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ
และระบบ HVAC อยู่ใน จุดตัดสำคัญที่สุด ระหว่าง พลังงาน ความสบาย ค่าใช้จ่าย และผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ
ดังนั้น บทบาทของวิศวกร HVAC จึงไม่ได้มีเพียงการออกแบบระบบอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น ผู้ออกแบบสภาวะแวดล้อม (Environment Architects) ผู้ที่กำหนดได้ว่าอาคารจะ หายใจ อุ่น เย็น ปรับตัว และตอบสนองต่อมนุษย์อย่างไร
b) ระบบระบายอากาศในฐานะระบบสุขภาพของอาคาร
ระบบระบายอากาศในอดีตมักถูกประเมินด้วย จำนวนการถ่ายเทอากาศต่อชั่วโมง (ACH) แต่วันนี้ เราประเมินมันจาก คุณภาพ การกระจาย และผลกระทบเชิงสุขภาพต่อผู้ใช้งาน
คุณภาพอากาศภายใน (Indoor Air Quality) กลายเป็นหัวใจของ:
สุขภาพของผู้อยู่อาศัย
สมรรถนะการคิด วิเคราะห์ และประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์
มาตรฐานอาคารเพื่อสุขภาวะในระดับสากล
นี่ทำให้การระบายอากาศ ไม่ใช่กลไกที่ “ส่งลมเข้าอาคาร” เท่านั้น แต่เป็น ระบบสาธารณสุขภายในอาคาร
จุดเน้นจึงเปลี่ยนจาก “จ่ายลมมากแค่ไหน” → “ลมที่เข้าไปมีคุณภาพและอยู่ตรงจุดไหน”
แนวทางสำคัญของอนาคต
• ระบบปรับลมแบบตอบสนองตามข้อมูลจริง ใช้ CO₂, VOCs และ PM เป็นตัวกำหนดปริมาณลม → ระบายอากาศตามการใช้งานจริง
• ออกแบบการกระจายลมโดยคำนึงถึงโซนการหายใจ (Breathing Zone) การออกแบบทิศทางลมจะสำคัญกว่าการ “เพิ่ม CFM”
• ใช้ระบบ DOAS + Energy Recovery เป็นโครงสร้างพื้นฐานของอาคาร แยกหน้าที่ “จ่ายอากาศบริสุทธิ” ออกจาก “การทำความเย็น” อย่างมีประสิทธิภาพ
• แบ่งโซนการระบายอากาศตามการใช้งานจริง ไม่ใช่ค่าความหนาแน่นสมมุติฐาน
นี่คือ Ventilation แบบความแม่นยำสูง (Precision Ventilation) สามารถ วัด ตรวจสอบ และพิสูจน์ได้
c) การมาถึงของระบบ HVAC ที่เรียนรู้และปรับตัวได้
ก้าวกระโดดครั้งต่อไปของอุตสาหกรรม จะไม่ได้มาจากเครื่องจักรรุ่นใหม่ แต่จาก การตีความข้อมูลและการควบคุมระบบอย่างชาญฉลาด
ปัจจุบัน อาคารเต็มไปด้วยเซนเซอร์และระบบควบคุม แต่ระบบจำนวนมากยังทำงานเหมือน ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร
อนาคตของ HVAC จะเป็นระบบที่สามารถ:
• ตรวจจับและแก้ไขความไม่มีประสิทธิภาพด้วยตัวเอง เช่น Delta-T ต่ำ คอยล์สกปรก วาล์วควบคุมทำงานกลับไปกลับมา
• ทำนายการเสียก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง ผ่าน Trend, Vibration Analytics และ Anomaly Detection
• ปรับค่า Setpoint ตามสภาพอากาศ ผู้ใช้งาน และราคาพลังงานแบบไดนามิก
• ประสานงานระบบตั้งแต่ Chiller Plant → AHU → VAV → เทอร์มินอล เป็นระบบนิเวศเดียวกัน
นี่คือระบบ HVAC ในฐานะ สิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้ได้ (Living System) ไม่ใช่งานติดตั้งนิ่ง ๆ
และความท้าทายสำคัญในอนาคตไม่ใช่เทคโนโลยีแต่คือ:
เราจะสร้างวิศวกรที่ “อ่านพฤติกรรมของอาคารออก” ได้อย่างไร
บทสรุปมุมมองหลักของการเปลี่ยนผ่าน
วิธีคิดแบบเดิม | วิธีคิดของอนาคต |
ออกแบบระบบเพื่อรองรับโหลดสูงสุด | ออกแบบเพื่อ ลด และ ควบคุมรูปแบบของโหลด |
ส่งลมมากขึ้น | ส่งลม ที่ดีขึ้น และตรงจุดที่ต้องการ |
มองประสิทธิภาพเครื่องจักร | มอง ประสิทธิภาพระบบทั้งวงจรชีวิต |
ควบคุมแบบตั้งตารางเวลา | ควบคุมตาม ข้อมูลจริงและการทำนาย |
การออกแบบตั้งใจให้คงที่ | การออกแบบให้ อาคารเรียนรู้และพัฒนาได้ |
3. การออกแบบต้องสะท้อนความเป็นจริง: บทเรียนจากการปฏิบัติงานจริง
เมื่อได้เห็นอาคารตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ไปจนถึงวันที่ระบบต้องทำงานจริง สิ่งหนึ่งชัดเจนมาก:
ระบบที่ดูสมบูรณ์แบบบนแบบ ไม่ได้แปลว่าจะทำงานได้ดีในสถานการณ์จริง
สิ่งที่พบซ้ำในอาคารหลายแห่ง:
ห้องเครื่องจัดวางได้สวย แต่แทบเข้าไปซ่อมไม่ได้
ตำแหน่งเซนเซอร์ถูกติดตั้งในจุดที่เข้าถึงไม่ได้ จนสอบเทียบไม่ได้
วาล์วซ่อนอยู่หลังฝ้า ต้องตั้งนั่งร้านทุกครั้งที่ทำงาน
ระบบคอนเดนเซอร์ไม่มีจุด Sampling สำหรับวิเคราะห์คุณภาพน้ำ
AHU ขนาดถูกต้อง แต่ตำแหน่งเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศทำให้ต้องปิดใช้งานครึ่งชั้น
นักออกแบบในอนาคตต้องตั้งคำถามเพิ่ม:
อีก 10–15 ปี ทีมช่างจะเข้าถึงจุดนี้อย่างไร?
หากรูปแบบการใช้อาคารเปลี่ยน การควบคุมจะปรับตามได้หรือไม่?
เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ระบบจะ หยุด อย่างปลอดภัยหรือไม่?
นี่คือ การออกแบบบนฐานความเป็นจริง (Operations-Informed Design) และมันคือ ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของวิศวกรมืออาชีพ
4. สิ่งที่วิศวกรรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้ (และต้องกลับมาทบทวน)
a) พื้นฐานคือสิ่งที่ห้ามข้าม
พื้นฐานสำคัญยังเหมือนเดิม:
ไซโครเมตริกส์
ระบบลมและระบบน้ำ
การคำนวณโหลด
วงจรทำความเย็น
หลักการควบคุม
แต่ การจำสูตร ≠ การเข้าใจระบบ
ต้อง “เห็นภาพของอากาศและน้ำไหลจริงในอาคาร”
b) ทักษะการใช้ข้อมูล คือทักษะหลักยุคใหม่
อาคารสมัยใหม่จะสร้างข้อมูลนับล้านจุดต่อปี:
อุณหภูมิ
พฤติกรรมการใช้อาคาร
ประวัติการบำรุงรักษา
ข้อมูลการใช้พลังงานและคาร์บอน
สภาพอากาศและราคาพลังงาน
วิศวกรต้อง:
อ่านเทรนด์ให้เป็น
แปล “รูปแบบความสูญเสีย” ให้ได้
สื่อสารผลลัพธ์เชิงประสิทธิภาพให้เข้าใจง่าย
c) ต้องคิดแบบ “ระบบเชื่อมโยง”
อนาคตของ HVAC ไม่ได้อยู่ที่เครื่องทำความเย็นเพียงเครื่องเดียว แต่คือ วิธีที่ระบบทั้งหมดเชื่อมโยงกัน
ระบบปรับอากาศ + กรอบอาคารภายนอก
ระบบปรับอากาศ + แสงธรรมชาติ
ระบบปรับอากาศ + พฤติกรรมของผู้ใช้งาน
ระบบปรับอากาศ + การตอบสนองต่อภาระโหลดของโครงข่ายไฟฟ้า
นี่ต้องใช้การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking)ไม่ใช่คิดแยกส่วน
5. กระบวนการออกแบบในอนาคต: จากลำดับขั้น → สู่การออกแบบร่วม (Co-Design)
รูปแบบเดิม:
สถาปนิกออกแบบอาคาร
วิศวกร HVAC ใส่ระบบเข้าไปในพื้นที่ที่เหลือ
รูปแบบใหม่:
สถาปนิก + วิศวกร HVAC + โครงสร้าง + ระบบอัตโนมัติ + ผู้เชี่ยวชาญความยั่งยืนทำงานร่วมกันตั้งแต่วันแรกของการออกแบบ
สิ่งนี้จะนำไปสู่:
กลยุทธ์ออกแบบที่เริ่มจากการลดภาระโหลด (Passive First)
กรอบอาคารตอบสนองภูมิอากาศท้องถิ่น
การผสานการระบายอากาศธรรมชาติกับระบบเครื่องกลอย่างเหมาะสม
วิศวกร HVAC ในอนาคต ไม่ใช่ผู้ตาม แต่คือ หุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ของการออกแบบอาคาร
6. การเตรียมวิศวกรรุ่นใหม่ คือความรับผิดชอบของเรา
เราต้องสอนให้เขา:
ลงไซต์จริง
คุยกับทีมปฏิบัติการ
ไล่ท่อ ไล่ลม และเข้าใจ Flow ด้วยตัวเอง
เปิด AHU และลองถอดแผ่นกรองอากาศจริง
ท้าทาย “กฎจำง่ายที่ไม่สอดคล้องกับความจริง”
เรียนรู้แบบ จากหน้างาน → เข้าสู่แบบจำลอง ไม่ใช่ จากโปรแกรม → ไปหาความจริงภายหลัง
งานวิศวกรรม ไม่ใช่แค่ความสามารถในการคำนวณ แต่คือ วิจารณญาณ ความสงสัยเชิงสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์
7. บทส่งท้าย
HVAC ไม่ได้เกี่ยวกับเครื่องจักรเพียงอย่างเดียวแต่มันเกี่ยวกับ:
คุณภาพของการอยู่อาศัย
สุขภาพของผู้คน
ประสิทธิภาพพลังงานของเมือง
และผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
งานของเราคือสร้างอาคารที่:
อยู่แล้วรู้สึกดี
ใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น
พร้อมรับสถานการณ์ไม่คาดฝัน
ปรับตัวได้ตามกาลเวลา
และช่วยลดภาระของโลก
นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนเทคโนโลยี แต่มันคือ การเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งอุตสาหกรรม
และการเปลี่ยนนั้น เริ่มต้นจากเรา


