top of page

สิ่งที่เราให้เวลา คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญจริง ๆ

12 minutes ago
2 min read

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

3 November 2026



Your Calendar Reveals Your Real Priorities


เราทุกคนต่างมีสิ่งที่บอกกับตัวเองว่าเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต บางคนบอกว่าครอบครัวต้องมาก่อน บางคนให้ความสำคัญกับสุขภาพ บางคนต้องการพัฒนาตัวเอง ขณะที่บางคนตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตให้สมดุลระหว่างการทำงานกับความสุขส่วนตัว แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในแต่ละวัน เราอาจพบว่าเวลาส่วนใหญ่กลับถูกใช้ไปกับเรื่องอื่น การประชุมที่ต่อเนื่องตลอดวัน งานที่ต้องส่งให้ทันกำหนด โทรศัพท์ที่ต้องรับ อีเมลที่ต้องตอบ และปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องแก้ไข จนแทบไม่เหลือเวลาให้กับสิ่งที่เราเคยบอกว่าสำคัญที่สุด


Clayton M. Christensen ศาสตราจารย์แห่ง Harvard Business School นำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจในหนังสือ How Will You Measure Your Life? (2012) ซึ่งเขียนร่วมกับ James Allworth และ Karen Dillon โดยเฉพาะบทที่ชื่อว่า Your Strategy Is Not What You Say It Is เขาอธิบายว่า กลยุทธ์ที่แท้จริงของชีวิตไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เราประกาศว่าเป็นเป้าหมาย แต่อยู่ที่การตัดสินใจในแต่ละวันว่าเราจะจัดสรรเวลา พลังงาน และทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปกับเรื่องใด เพราะท้ายที่สุด การตัดสินใจเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะเป็นตัวกำหนดว่าชีวิตของเราจะเดินไปในทิศทางใด


1. กลยุทธ์ที่แท้จริง วัดจากการจัดสรรทรัพยากร


ในโลกธุรกิจ องค์กรอาจประกาศว่าต้องการให้ความสำคัญกับนวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร หรือการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า แต่เมื่อพิจารณาการจัดสรรงบประมาณ กำลังคน และเวลาของผู้บริหาร กลับพบว่าทรัพยากรส่วนใหญ่ยังคงถูกใช้ไปกับกิจกรรมที่สร้างผลตอบแทนระยะสั้น Christensen อธิบายว่า Resource Allocation หรือกระบวนการจัดสรรทรัพยากร เป็นกลไกสำคัญที่กำหนดว่ากลยุทธ์ใดจะถูกนำไปปฏิบัติจริง และกลยุทธ์ใดจะเป็นเพียงความตั้งใจที่ไม่เคยเกิดขึ้น


หลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้กับชีวิตส่วนตัวได้อย่างตรงไปตรงมา เราอาจบอกว่าต้องการเป็นพ่อแม่ที่ดี เป็นคู่ชีวิตที่ใส่ใจ เป็นเพื่อนที่พร้อมช่วยเหลือ หรือเป็นคนที่ดูแลสุขภาพของตัวเอง แต่หากเวลาและพลังงานส่วนใหญ่ถูกจัดสรรให้กับการทำงานอย่างต่อเนื่อง ความตั้งใจเหล่านั้นก็อาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการถามว่าเราให้ความสำคัญกับอะไร แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า เราได้จัดสรรทรัพยากรให้กับสิ่งนั้นมากเพียงใด


2. ทำไมเราจึงมักให้เวลากับงาน มากกว่าสิ่งสำคัญอื่นในชีวิต


Christensen อธิบายถึงธรรมชาติของคนที่มุ่งมั่นกับความสำเร็จว่า เรามักถูกดึงดูดไปสู่กิจกรรมที่สามารถมองเห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในโลกของการทำงาน เพราะทุกครั้งที่เราทำงานเสร็จ ปิดโครงการได้ตามกำหนด บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ หรือได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เราจะเห็นหลักฐานของความก้าวหน้าอย่างชัดเจน ความสำเร็จเหล่านี้สร้างความพึงพอใจและกระตุ้นให้เราทุ่มเทเวลาให้กับงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งเรามีความสามารถและประสบความสำเร็จมากขึ้น โอกาสและความรับผิดชอบใหม่ ๆ ก็มักเพิ่มขึ้นตามไปด้วย


ในทางกลับกัน การใช้เวลากับครอบครัว การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี หรือการดูแลคนที่เรารัก มักไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่สามารถวัดได้ทันที การรับประทานอาหารร่วมกับลูกหนึ่งมื้ออาจไม่ได้ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรเป็นพิเศษ การพูดคุยกับคู่ชีวิตหลังเลิกงานอาจไม่ได้สร้างความรู้สึกว่าประสบความสำเร็จเหมือนการปิดโครงการสำคัญ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี กิจกรรมธรรมดาเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่สร้างความไว้วางใจ ความผูกพัน และความสัมพันธ์ที่มั่นคง ปัญหาคือ สิ่งที่ให้ผลตอบแทนเร็วที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่สร้างคุณค่าให้กับชีวิตมากที่สุดในระยะยาว


3. เรื่องเร่งด่วน มักเข้ามาแทนที่เรื่องสำคัญโดยไม่รู้ตัว


ในแต่ละวัน เราต้องตัดสินใจอยู่ตลอดเวลาว่าจะใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างไร เมื่อมีงานด่วนเข้ามาในช่วงเย็น เราอาจเลื่อนการออกกำลังกายออกไปก่อน เมื่อมีการประชุมสำคัญในวันหยุด เราอาจยกเลิกกิจกรรมกับครอบครัว หรือเมื่อมีงานที่ต้องเตรียมสำหรับวันรุ่งขึ้น เราอาจเลือกทำงานต่อแทนการพักผ่อน การตัดสินใจแต่ละครั้งอาจดูสมเหตุสมผล เพราะเรามีหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องทำให้สำเร็จ และหลายครั้งเรื่องที่เข้ามาก็มีความจำเป็นจริง ๆ


อย่างไรก็ตาม Christensen ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการจัดสรรทรัพยากรที่สะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน การเลื่อนกิจกรรมกับครอบครัวหนึ่งครั้งอาจไม่มีผลกระทบมากนัก แต่หากเกิดขึ้นเป็นประจำ ความสัมพันธ์อาจค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปโดยที่เราไม่ทันสังเกต เช่นเดียวกับองค์กรที่ตัดสินใจเลือกลงทุนในสิ่งที่ให้ผลตอบแทนระยะสั้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดพบว่าทรัพยากรที่ควรใช้สร้างอนาคตกลับไม่ได้รับการจัดสรรอย่างเพียงพอ ชีวิตของเราก็อาจเดินไปในทิศทางที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยตั้งใจไว้ โดยไม่มีการตัดสินใจครั้งใหญ่ใดเป็นจุดเริ่มต้น


4. สิ่งสำคัญในชีวิต ต้องได้รับการลงทุนก่อนที่จะเห็นผลตอบแทน


หนึ่งในข้อสังเกตสำคัญของ Christensen คือ ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นการลงทุนระยะยาวที่ผลลัพธ์ไม่ได้ปรากฏให้เห็นอย่างรวดเร็ว การเลี้ยงดูลูกให้เติบโตเป็นคนที่ดีต้องอาศัยเวลา ความอดทน และความสม่ำเสมอตลอดหลายปี เช่นเดียวกับการสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับคู่ชีวิต ซึ่งเกิดจากการดูแลเอาใจใส่และการใช้ชีวิตร่วมกันในวันธรรมดา มากกว่าการแสดงออกครั้งใหญ่เพียงบางโอกาส สิ่งเหล่านี้ต้องการทรัพยากรจากเราอย่างต่อเนื่อง แม้ในวันที่ยังไม่มีผลลัพธ์ให้เห็นอย่างชัดเจน


นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการรอให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานก่อน แล้วค่อยกลับมาให้เวลากับครอบครัว จึงอาจเป็นกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยง เพราะเมื่อถึงวันที่เราคิดว่ามีเวลาเพียงพอ ความสัมพันธ์บางอย่างอาจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ลูกอาจเติบโตจนมีโลกของตัวเอง คู่ชีวิตอาจคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตโดยไม่มีเรา และพ่อแม่อาจมีเวลาที่จะอยู่กับเราเหลือน้อยลง หลักคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องลดความสำคัญของการทำงาน แต่ชวนให้ตระหนักว่า ความสำเร็จบางประเภทไม่สามารถเร่งสร้างขึ้นในภายหลังได้ด้วยเงิน ตำแหน่ง หรือเวลาที่เพิ่มขึ้นเพียงชั่วคราว


5. เราอาจมีเป้าหมายชีวิตที่ดี แต่กำลังใช้กลยุทธ์ที่ผิด


Christensen แยกให้เห็นความแตกต่างระหว่างกลยุทธ์ที่เราตั้งใจไว้กับกลยุทธ์ที่เกิดขึ้นจริงจากการจัดสรรทรัพยากร ในระดับองค์กร ผู้บริหารอาจมีแผนระยะยาวที่ชัดเจน แต่หากกระบวนการตัดสินใจในแต่ละวันสนับสนุนกิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับแผน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็อาจแตกต่างจากเป้าหมายเดิมอย่างมาก เช่นเดียวกับชีวิตของเรา การมีเป้าหมายที่ดีเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะเดินทางไปถึงเป้าหมายนั้น หากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันยังคงสวนทางกับสิ่งที่ต้องการ


ลองนึกถึงคนที่ตั้งใจว่าจะดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น แต่ทุกครั้งที่มีงานเพิ่มขึ้น เวลาที่ถูกตัดออกก่อนกลับเป็นเวลาออกกำลังกาย หรือคนที่บอกว่าต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับลูก แต่กลับใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับกิจกรรมอื่นที่มองเห็นผลลัพธ์ได้ทันที ตัวอย่างเหล่านี้เป็นการนำแนวคิดจากหนังสือมาประยุกต์ใช้ เพื่อสะท้อนว่า ความตั้งใจและการปฏิบัติอาจไม่สอดคล้องกัน สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่การตั้งเป้าหมายใหม่ให้มากขึ้นเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการตรวจสอบว่าเรากำลังจัดสรรเวลาและพลังงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่มีอยู่แล้วหรือไม่


6. ปฏิทินของเรา อาจบอกความจริงได้มากกว่าคำพูด


หากต้องการเข้าใจว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องใดจริง ๆ วิธีหนึ่งที่สามารถนำแนวคิด Resource Allocation มาประยุกต์ใช้ได้คือ การเปิดปฏิทินย้อนหลังหนึ่งเดือน แล้วพิจารณาว่าเราใช้เวลาไปกับกิจกรรมประเภทใดบ้าง เราใช้เวลากับงานมากเพียงใด มีเวลาที่ตั้งใจจัดไว้ให้ครอบครัวหรือไม่ ได้ออกกำลังกายตามที่วางแผนไว้หรือเปล่า และมีเวลาให้กับการเรียนรู้ การพักผ่อน หรือกิจกรรมที่สร้างความสุขให้กับตัวเองมากน้อยเพียงใด การตรวจสอบนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อตัดสินว่าใครใช้เวลาได้ดีกว่าใคร แต่เพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เราบอกว่าสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง


อย่างไรก็ตาม การนับจำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะคุณค่าของเวลาไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของความใส่ใจด้วย การอยู่กับครอบครัวหลายชั่วโมงโดยยังตอบอีเมลและคิดเรื่องงานตลอดเวลา อาจให้คุณค่าต่างจากการใช้เวลาร่วมกันอย่างตั้งใจเพียงหนึ่งชั่วโมง การจัดสรรทรัพยากรจึงควรรวมถึงพลังงานและความใส่ใจ ไม่ใช่แค่เวลาที่ปรากฏในตาราง สิ่งสำคัญคือการสร้างพื้นที่ให้กับเรื่องที่เราให้คุณค่าอย่างสม่ำเสมอ และรักษาพื้นที่นั้นไว้ท่ามกลางภาระหน้าที่ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา


7. การบริหารเวลาที่ดี เริ่มจากการตัดสินใจว่าอะไรสำคัญกับชีวิต


สำหรับผู้บริหาร การจัดลำดับความสำคัญเป็นทักษะที่ใช้ในการทำงานอยู่แล้ว เราต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนในโครงการใด จะมอบหมายงานให้ใคร และจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เราอาจใช้ทักษะเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพในการบริหารองค์กร ขณะที่ชีวิตส่วนตัวกลับไม่มีระบบการจัดลำดับความสำคัญที่ชัดเจน เราจึงปล่อยให้ตารางชีวิตถูกกำหนดโดยความต้องการของผู้อื่น เรื่องเร่งด่วน และสถานการณ์เฉพาะหน้ามากกว่าสิ่งที่เราให้คุณค่าจริง ๆ


การบริหารเวลาที่ดีจึงอาจไม่ได้หมายถึงการทำงานให้เสร็จมากขึ้นในแต่ละวัน แต่หมายถึงการตัดสินใจอย่างมีสติว่าเราจะใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดกับอะไรบ้าง เราอาจยังต้องทำงานหนักในบางช่วง ต้องรับผิดชอบโครงการสำคัญ และต้องยอมเสียสละเวลาส่วนตัวเมื่อมีความจำเป็น สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงาน แต่เราควรตระหนักว่า การจัดลำดับความสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเป็นเวลานานจะค่อย ๆ กำหนดอนาคตของเรา หากต้องการให้ชีวิตเดินไปในทิศทางที่ตั้งใจไว้ เราต้องทำให้การจัดสรรทรัพยากรในแต่ละวันสอดคล้องกับสิ่งที่เราเชื่อว่ามีคุณค่ามากที่สุด


บทสรุป: เรากำลังใช้เวลาเพื่อสร้างชีวิตแบบไหน


แนวคิด Resource Allocation จากหนังสือ How Will You Measure Your Life? ชวนให้เรามองชีวิตด้วยมุมมองที่แตกต่างออกไป เพราะความสำเร็จไม่ได้เกิดจากเป้าหมายที่เราตั้งไว้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่เราทำอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัน ทุกชั่วโมงที่เราใช้ไป ทุกกิจกรรมที่เราเลือกทำ และทุกเรื่องที่เราให้ความสำคัญ ล้วนมีส่วนกำหนดว่าชีวิตของเราจะเป็นอย่างไรในอนาคต


เราอาจไม่สามารถควบคุมทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ และไม่จำเป็นต้องจัดสรรเวลาให้ทุกเรื่องอย่างเท่าเทียมกันตลอดเวลา เพราะแต่ละช่วงชีวิตย่อมมีความรับผิดชอบและความจำเป็นแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้คือการทบทวนเป็นระยะว่า เวลาที่เราใช้ไปยังสอดคล้องกับชีวิตที่เราต้องการหรือไม่ และมีสิ่งสำคัญใดที่กำลังถูกละเลยโดยไม่รู้ตัว


ท้ายที่สุด เมื่อมองย้อนกลับไปหลายสิบปี ชีวิตของเราอาจไม่ได้ถูกกำหนดโดยการตัดสินใจครั้งใหญ่เพียงไม่กี่ครั้ง หากเกิดจากการตัดสินใจธรรมดานับพันครั้งที่เราทำซ้ำอยู่ทุกวัน


เพราะสิ่งที่เราให้ความสำคัญในคำพูด อาจสะท้อนความตั้งใจของเรา แต่สิ่งที่เราให้เวลา จะค่อย ๆ กำหนดชีวิตที่เราได้ใช้จริง


Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page