top of page

เมื่อการผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้เกิดจากความขี้เกียจ

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

2 June 2026



บทนำ


“การผัดวันประกันพรุ่ง” หรือ Procrastination มักถูกอธิบายในเชิงพฤติกรรมส่วนบุคคลมาโดยตลอด คนที่ทำงานล่าช้ามักถูกมองว่าไม่มีวินัย ขาดความรับผิดชอบ หรือบริหารเวลาได้ไม่ดี อย่างไรก็ตาม ในบริบทของโลกการทำงานยุคปัจจุบัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังมีความซับซ้อนมากกว่ากรอบคิดแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา องค์กรทั่วโลกเริ่มเผชิญปัญหาด้าน Cognitive Overload, Attention Fragmentation และ Productivity Fatigue มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น หากคนทำงานจำนวนมากกลับมีสมาธิลดลง เริ่มต้นงานสำคัญได้ยากขึ้น และใช้เวลาจำนวนมากไปกับกิจกรรมที่ไม่ได้สร้างมูลค่าสูงสุด


สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับบุคลากรที่ขาดความสามารถ หากกำลังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในกลุ่มคนทำงานสาย Knowledge Work ผู้บริหาร คนที่มีศักยภาพสูง และบุคลากรที่ต้องทำงานภายใต้ความซับซ้อนของข้อมูลและการตัดสินใจ


บทความนี้ต้องการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ Procrastination ในฐานะ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของโลกการทำงานยุคใหม่ และเชื่อมโยงกับแนวคิดด้าน Attention Economy, Cognitive Psychology และพฤติกรรมองค์กรในบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล


Attention Economy กับโลกที่แข่งขันกันแย่ง “สมาธิ” ของมนุษย์


เศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบันจำนวนมากขับเคลื่อนด้วยโมเดลธุรกิจที่แข่งขันกันเพื่อดึง Attention ของมนุษย์ Social Media, Streaming Platform, Short Video รวมถึง Application ด้านการทำงานจำนวนมาก ล้วนถูกออกแบบให้กระตุ้นการตอบสนองของสมองอย่างต่อเนื่องผ่าน Notification, Infinite Scroll และระบบ Reward ระยะสั้น


ในทาง Cognitive Psychology สมองมนุษย์มีแนวโน้มตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นที่ให้ Dopamine ได้รวดเร็ว การตอบข้อความ การเปิด Notification หรือการเลื่อน Feed จึงให้ความรู้สึก “สำเร็จเล็ก ๆ” ในระยะสั้น ขณะที่งานสำคัญจำนวนมาก เช่น การวิเคราะห์ การเขียน การวางกลยุทธ์ หรือการตัดสินใจเชิงซับซ้อน มักต้องใช้เวลานานก่อนจะเห็นผลลัพธ์


ผลลัพธ์คือ คนทำงานยุคใหม่จำนวนมากเริ่มสูญเสียความสามารถในการอยู่กับงานที่ต้องใช้ Deep Focus เป็นเวลานาน และเริ่มเกิดพฤติกรรมหลีกเลี่ยงงานที่ใช้พลังงานทางความคิดสูงโดยไม่รู้ตัว


ในมุมนี้ Procrastination จึงมิใช่เพียงปัญหาของ Self-Discipline หากเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทางดิจิทัลที่ถูกออกแบบมาเพื่อ Fragment Attention ของมนุษย์โดยตรง


Cognitive Overload และการล้าทางสมองในองค์กรยุคใหม่


อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือรูปแบบการทำงานขององค์กรสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วย Context Switching การประชุมจำนวนมาก การตอบ Message แบบ Real-Time การจัดการ Email ตลอดวัน รวมถึงการต้องรับข้อมูลจากหลาย Platform พร้อมกัน


งานวิจัยด้าน Cognitive Science อธิบายว่า สมองมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สลับบริบทอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนความสนใจจากงานหนึ่งไปสู่อีกงานหนึ่งตลอดเวลา จะสร้าง Switching Cost ซึ่งทำให้พลังงานทางความคิดลดลงอย่างมาก


องค์กรจำนวนมากจึงเริ่มเผชิญปรากฏการณ์ที่บุคลากร “ยุ่งตลอดเวลา” หากกลับไม่สามารถสร้าง Deep Output ได้จริง เวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับ Shallow Work เช่น การตอบข้อความ การประชุม หรือการจัดการเรื่องเร่งด่วนระยะสั้น จนงานที่ต้องใช้สมาธิสูงถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ


ในหลายกรณี การผัดวันประกันพรุ่งจึงไม่ใช่ปัญหาของ Motivation หากเป็นผลจาก Mental Fatigue และ Cognitive Saturation ที่สะสมต่อเนื่องในระบบการทำงานยุคใหม่


Perfectionism กับความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังและการหลีกเลี่ยงงาน


หนึ่งในประเด็นที่มักถูกมองข้าม คือ Procrastination จำนวนมากเกิดขึ้นในกลุ่มคนที่มีมาตรฐานสูงและมีความรับผิดชอบสูง


ในเชิงจิตวิทยา งานที่มีความสำคัญสูงมักเชื่อมโยงกับความกลัวต่อความผิดพลาด ความกังวลต่อการถูกประเมิน และความคาดหวังว่าผลงานจะต้อง “สมบูรณ์แบบ” สมองจึงเริ่มรับรู้ว่างานดังกล่าวเป็น Emotional Threat มากกว่าจะเป็นเพียง Task ปกติ


ผลลัพธ์คือบุคคลจำนวนมากเริ่มหลีกเลี่ยงการเริ่มต้นงาน แม้จะตระหนักถึงความสำคัญของงานนั้นอย่างเต็มที่


ประเด็นนี้สะท้อนว่า Procrastination มิได้สัมพันธ์กับความขี้เกียจเสมอไป หากหลายครั้งเป็นกลไกทางจิตวิทยาในการหลีกเลี่ยง Emotional Discomfort ที่เกิดจากความคาดหวังและแรงกดดันภายใน


โลกการทำงานที่สับสนระหว่าง “Activity” และ “Productivity”


องค์กรยุคใหม่จำนวนมากเริ่มวัดประสิทธิภาพจาก Responsiveness มากกว่าคุณภาพของความคิด คนที่ตอบเร็ว Online ตลอด หรือเข้าประชุมทั้งวัน มักถูกมองว่าเป็นบุคลากรที่มี Productivity สูง


อย่างไรก็ตาม งานที่สร้างมูลค่าสูงในเศรษฐกิจปัจจุบันจำนวนมากกลับต้องอาศัย Reflection, Strategic Thinking และ Deep Work ซึ่งต้องใช้เวลาต่อเนื่องและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสมาธิ


หากองค์กรยังคงสร้างวัฒนธรรมที่ทุกอย่างเป็น “Urgent” ตลอดเวลา บุคลากรจำนวนมากจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการทำงานเชิงลึก และหันไปเลือกงานที่ให้ Reward ระยะสั้นแทนโดยอัตโนมัติ


ในระยะยาว ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อทั้งคุณภาพการตัดสินใจ นวัตกรรม และศักยภาพการแข่งขันขององค์กร


การบริหาร Attention อาจสำคัญกว่าการบริหารเวลา


ในอดีต Productivity มักถูกเชื่อมโยงกับแนวคิดด้าน Time Management หากในบริบทของโลกยุคดิจิทัล ปัญหาสำคัญอาจไม่ใช่ “เวลาไม่พอ” หากเป็น “สมาธิไม่พอ”


คนทำงานจำนวนมากมีเวลาเท่าเดิม หากมี Attention Capacity ลดลงจากสิ่งรบกวนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล


แนวคิดด้าน Attention Management จึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร เช่น การลด Context Switching การกำหนดช่วงเวลา Deep Work การออกแบบ Environment ที่เอื้อต่อสมาธิ รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพ Focus Time ของบุคลากร


ในอนาคต ความสามารถในการปกป้อง Attention ของตนเอง อาจกลายเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่สุดของคนทำงานยุคใหม่


บทสรุป


Procrastination ในโลกยุคปัจจุบันอาจไม่ใช่เพียงพฤติกรรมส่วนบุคคล หากกำลังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจดิจิทัลและวัฒนธรรมการทำงานสมัยใหม่


Attention Economy, Cognitive Overload, Context Switching และวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับ Constant Responsiveness กำลังลดทอนความสามารถในการโฟกัสของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง


ในขณะเดียวกัน งานที่สร้างมูลค่าสูงที่สุดในโลกปัจจุบันกลับเป็นงานที่ต้องใช้ Deep Thinking, Creativity และ Strategic Judgment มากขึ้นเรื่อย ๆ


องค์กรและบุคลากรที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ Focus, Reflection และ Deep Work ได้ อาจมีความได้เปรียบเชิงการแข่งขันมากกว่าองค์กรที่ปล่อยให้ Attention ของบุคลากรถูก Fragment ตลอดเวลา


ท้ายที่สุดแล้ว ความท้าทายสำคัญของคนทำงานยุคใหม่อาจไม่ใช่การ “บริหารเวลา” ให้ดีขึ้น หากคือการรักษาความสามารถในการ “จดจ่อกับสิ่งสำคัญ” ท่ามกลางโลกที่พยายามแย่งความสนใจของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page