top of page

เมื่อคุณภาพอากาศกลายเป็นตัวเลขในงบการเงิน: งานวิจัยเชิงลึกกำลังเปลี่ยนวิธีมอง “ประสิทธิภาพการทำงานในอาคาร”

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

Advisory Committee, Air-Conditioning Engineering Association of Thailand

Member ASHRAE, Board of Governors - ASHRAE Thailand Chapter

10 February 2026



ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การพูดถึงคุณภาพสภาพแวดล้อมภายในอาคาร (Indoor Environmental Quality: IEQ) มักวนอยู่กับคำร้องเรียนเรื่องร้อน หนาว หรือเสียงดัง งานวิจัยรุ่นใหม่ด้านอาคารและพฤติกรรมมนุษย์ได้ยกระดับบทสนทนานี้ไปไกลกว่านั้น—จาก “ความสบาย” ไปสู่ สมรรถนะทางสมอง และจากแบบสอบถามความพึงพอใจไปสู่ ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ขององค์กร


การผสานข้อมูลชีวมิติ การทดสอบเชิงปัญญา และการทดลองแบบควบคุม ทำให้เกิดมุมมองใหม่ว่า อาคารไม่ใช่แค่พื้นที่รองรับการทำงาน หากเป็น ระบบที่ส่งผลต่อการคิด การตัดสินใจ และคุณค่าทางธุรกิจโดยตรง


1. จากความสบายเชิงกายภาพสู่ “ภาระทางปัญญา (cognitive load)”


เดิมทีการประเมินอาคารหลังเข้าใช้งานมักอาศัยแบบสอบถาม—ถามว่าผู้ใช้อาคารรู้สึกอย่างไรกับอุณหภูมิ กลิ่นอากาศ หรือเสียงรบกวน วิธีนี้สะท้อนการรับรู้ได้ดี แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า สภาพแวดล้อมนั้นกำลังเพิ่มภาระต่อสมองมากเพียงใด


งานวิจัยสมัยใหม่เริ่มใช้ตัวชี้วัดที่ลึกขึ้น เช่น

  • เวลาในการตอบสนองต่อปัญหา

  • ความแม่นยำในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

  • สัญญาณทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับความเครียดและความล้า

  • ความสามารถในการสลับงานและรักษาสมาธิ


ผลลัพธ์เหล่านี้ถูกวิเคราะห์ผ่านแนวคิด “cognitive load” หรือภาระทางปัญญา—ระดับความพยายามของสมองที่ต้องใช้กับงานที่ซับซ้อน พื้นที่ซึ่งดูเหมือน “ผ่านเกณฑ์” ทางเทคนิค อาจยังสร้างแรงกดดันทางระบบประสาทโดยไม่รู้ตัว ทำให้ความสามารถในการคิดระดับสูงลดลง แม้ผู้ใช้งานจะไม่ได้บ่นอะไรเป็นพิเศษ


ในกรอบคิดนี้ IEQ ไม่ใช่เพียงเรื่องสุขภาวะ แต่คือ ตัวแปรที่หนุนหรือบั่นทอนศักยภาพเชิงบริหารของคนในองค์กร


2. CO₂: จากตัวชี้วัดการระบายอากาศสู่ความเสี่ยงด้านการตัดสินใจ


ที่ผ่านมา ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ภายในอาคารถูกใช้เป็นตัวแทนของอัตราการระบายอากาศ หากตัวเลขต่ำกว่าเกณฑ์ที่คุ้นเคย—ราว 1,000 ppm—ก็มักถือว่าปลอดภัยในเชิงการใช้งาน

หลักฐานเชิงทดลองล่าสุดตั้งคำถามกับสมมติฐานนั้น


การทดสอบในสภาพควบคุมพบว่า ระดับ CO₂ ที่สูงขึ้นเองสามารถลดคุณภาพของการคิดเชิงซับซ้อนได้ แม้จะควบคุมมลพิษอื่น ๆ แล้วก็ตาม ผู้เข้าร่วมทดลองที่อยู่ในสภาพแวดล้อมซึ่งมี CO₂ ประมาณ 1,000–1,200 ppm—ระดับที่พบได้บ่อยในห้องประชุมหรือสำนักงานที่คนหนาแน่น—แสดงให้เห็นถึง

  • ความสามารถในการวางกลยุทธ์ที่ลดลง

  • การตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤตช้าลง

  • การประเมินทางเลือกด้อยลง

  • คะแนนต่ำลงในแบบจำลองสถานการณ์การบริหาร


สำหรับองค์กรที่พึ่งพางานใช้ความรู้สูง นี่ไม่ใช่เรื่องทางวิศวกรรมล้วน ๆ อีกต่อไป ห้องประชุมที่ทำให้คุณภาพการตัดสินใจลดลงเพียงเล็กน้อยระหว่างการเจรจาหรือการลงทุน อาจกลายเป็น ต้นทุนแฝงระดับองค์กร


ด้วยเหตุนี้ ระบบระบายอากาศแบบ demand-controlled ventilation เซนเซอร์ที่สอบเทียบแม่นยำ และแดชบอร์ดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ จึงเริ่มถูกมองว่าเป็น โครงสร้างพื้นฐานด้านสมรรถนะ ไม่ใช่แค่เครื่องมือด้านความยั่งยืน


3. เสียงกับความซับซ้อนของงาน: ทำไมอะคูสติกอาจสำคัญกว่าอุณหภูมิ


แม้อุณหภูมิยังเป็นปัจจัยหลักของความสบาย งานวิจัยในสำนักงานแบบเปิดกลับชี้ว่า สำหรับงานที่ใช้สมองหนัก ความสบายด้านเสียงมักมีอิทธิพลต่อผลิตภาพมากกว่าอุณหภูมิ


นักวิจัยแยกเป้าหมายทางเสียงออกเป็นสองมิติ

  • speech intelligibility – ได้ยินกันชัดเพื่อการสื่อสาร

  • speech privacy – ลดการรบกวนจากเสียงพูดรอบข้าง


สำนักงานเปิดจำนวนมากออกแบบให้สนับสนุนการสื่อสาร ทว่ากับงานอย่างการวิเคราะห์ข้อมูล การออกแบบ การเขียนโค้ด หรือการพิจารณาทางกฎหมาย เสียงพูดที่ได้ยินชัดจากรอบตัวบังคับให้สมองต้องกรองสิ่งเร้าอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ภาระทางปัญญาเพิ่มขึ้น แม้ผู้ใช้งานจะนั่งนิ่ง ๆ ก็ตาม


พื้นที่ที่มีการจัดการเสียงอย่างจริงจัง เช่น

  • การควบคุมเวลาสะท้อนเสียง

  • ระบบ sound masking ที่ปรับจูนเหมาะสม

  • การแบ่งโซนระหว่างพื้นที่ร่วมมือกับพื้นที่โฟกัส

  • วัสดุดูดซับเสียงและผนังกั้น

แสดงผลลัพธ์ด้านสมาธิและความผิดพลาดในงานที่ดีกว่าสำนักงานที่เพียงควบคุมอุณหภูมิให้ได้ตามเกณฑ์


ในเชิงกลยุทธ์ นี่หมายความว่า การลงทุนด้านอะคูสติกอาจให้ผลตอบแทนด้านผลิตภาพสูงพอ ๆ กับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับอากาศ


4. กฎ 3-30-300: เหตุใด IEQ คือกลยุทธ์ทางการเงิน


กรอบคิดที่ใช้กันแพร่หลายในการอธิบายคุณค่าของสภาพแวดล้อมในอาคารคือกฎ 3-30-300

  • 3 ดอลลาร์ต่อตารางฟุตต่อปี: ค่าสาธารณูปโภค

  • 30 ดอลลาร์: ค่าเช่าและการครอบครองพื้นที่

  • 300 ดอลลาร์: ค่าแรงบุคลากร


ต้นทุนแรงงานสูงกว่าพลังงานและค่าเช่ารวมกันหลายเท่า


เมื่อใช้กรอบนี้ประเมินการลงทุนด้าน IEQ ผลลัพธ์ชัดเจนมาก:

การเพิ่มผลิตภาพเพียง 1% จากสภาพแวดล้อมภายในที่ดีขึ้น สามารถสร้างมูลค่ามากกว่าการลดค่าใช้พลังงานถึง 50%

สิ่งนี้ทำให้การพูดถึงระบบระบายอากาศขั้นสูง การปรับปรุงอะคูสติก การกรองอากาศ หรือระบบควบคุมอัจฉริยะ เปลี่ยนจากเหตุผลเชิง ESG หรือความพึงพอใจ มาเป็น เครื่องมือสร้างมูลค่าทางสินทรัพย์ ที่ส่งผลต่อค่าเช่า การต่อสัญญาผู้เช่า และสภาพคล่องของอาคารในตลาด


5. นัยเชิงกลยุทธ์ต่อการบริหารอาคาร


ภาพรวมจากงานวิจัยเหล่านี้ชี้ไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่:


จากการออกแบบเพื่อผ่านเกณฑ์ สู่การออกแบบเพื่อสมรรถนะของสมอง


เป้าหมายการระบายอากาศไม่หยุดอยู่ที่ตัวเลขขั้นต่ำ แต่เชื่อมโยงกับคุณภาพการตัดสินใจ อะคูสติกถูกยกระดับเป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์เทียบเท่าประสิทธิภาพระบบทำความเย็น เซนเซอร์กลายเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ธุรกิจ ไม่ใช่แค่การซ่อมบำรุง


แนวทางของผู้บริหารอาคารยุคใหม่จึงเริ่มเน้น

  • การติดตาม CO₂ ฝุ่น ความชื้น และเสียงแบบต่อเนื่อง

  • เชื่อมโยงข้อมูลสิ่งแวดล้อมกับประสบการณ์ผู้เช่า

  • จัดลำดับงบลงทุนตามปัจจัยที่กระทบต้นทุนแรงงานมากที่สุด

  • สื่อสารจุดแข็งของอาคารในฐานะแพลตฟอร์มเพิ่มผลิตภาพ


ในยุคที่รูปแบบการทำงานแบบไฮบริดทำให้สำนักงานต้องพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง พื้นที่กายภาพจึงต้องตอบโจทย์มากกว่าความสวยงาม—ต้องสร้างผลลัพธ์ทางความคิดและธุรกิจได้จริง


บทสรุป: อาคารในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของการคิด


งานวิจัยด้านสภาพแวดล้อมในอาคารส่งสัญญาณชัดเจนว่า คุณภาพอากาศ เสียง และความสบายไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป หากเชื่อมโยงโดยตรงกับผลประกอบการขององค์กร


อาคารที่แข่งขันได้ในอนาคตจะไม่ใช่แค่อาคารที่ใช้พลังงานต่ำ


แต่คืออาคารที่ ช่วยให้คนคิดได้ดีขึ้น ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น และทำงานได้อย่างมีคุณค่า


ในโลกนั้น IEQ ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายอาคารอีกต่อไป แต่เป็นประเด็นระดับบอร์ดบริหาร

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page