top of page

เมื่อซูเปอร์มาร์เก็ตแบ่งเป็นสองขั้ว: บทเรียนของ Grocery Retail ที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ค้าปลีก และสิ่งที่ประเทศไทยควรเรียนรู้

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

7 March 2026



ธุรกิจค้าปลีกอาหารอาจเป็นหนึ่งในธุรกิจที่หลายคนมองว่า “เปลี่ยนยาก” เพราะเป็นธุรกิจที่ผูกอยู่กับความต้องการพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ นั่นคือการกินและการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวหรือชะลอตัว ผู้คนก็ยังต้องซื้ออาหาร ต้องเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต ต้องใช้ร้านค้าปลีกอาหารเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ ร้านค้ากลุ่ม grocery จึงเคยถูกมองว่าเป็นฐานที่มั่นคงของทั้งธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ค้าปลีกมาโดยตลอด แต่ในความมั่นคงนั้นเอง กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญมาก เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่เพียงกำลังซื้อหรือระดับราคาเท่านั้น แต่คือวิธีคิด วิธีเลือก และวิธีใช้ร้านค้าปลีกอาหารของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างลึกซึ้ง


บทความต้นทางที่ใช้เป็นฐานวิเคราะห์สำหรับบทความนี้คือ “Who’s Winning Grocery? Value, Fresh Format & Location” เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ URL: https://www.jll.com/en-us/insights/market-perspectives/grocery-winners-are-built-for-value-fresh-format-and-convenience โดยประเด็นหลักของบทความชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตลาด grocery ไม่ได้กำลังเติบโตแบบไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด แต่กำลังแยกตัวออกเป็นสองขั้วอย่างเด่นชัด คือฝั่งที่ชนะด้วย “ความคุ้มค่า” และฝั่งที่ชนะด้วย “ความสด คุณภาพ และรูปแบบร้านที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง” ขณะที่ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมซึ่งเคยอยู่ตรงกลางกำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ จากทั้งสองด้านพร้อมกัน


แก่นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้อยู่ที่พฤติกรรมผู้บริโภคซึ่งไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป บทความต้นทางอธิบายว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2020 เป็นต้นมา ค่าใช้จ่ายด้านอาหารในบ้านเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ขณะที่ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงรับรู้แรงกดดันจากราคาสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างต่อเนื่อง แม้อัตราเงินเฟ้อโดยรวมจะชะลอลงแล้วก็ตาม ผลที่ตามมาคือ ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งหันไปให้ความสำคัญกับการประหยัดอย่างจริงจัง ขณะที่อีกจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ยังคงยินดีจ่ายเพื่อสินค้าที่ดีกว่า สดกว่า และตอบโจทย์เรื่องสุขภาพหรือคุณภาพชีวิตมากกว่าเดิม ตลาดจึงไม่ได้แข่งขันกันแบบกว้าง ๆ ว่าใครมีของมากกว่า แต่แข่งขันกันว่าใครตอบโจทย์ “ชีวิตจริงของลูกค้า” ได้แม่นกว่า


หากมองในบริบทประเทศไทย บทเรียนนี้มีความสำคัญมากกว่าที่เห็นในครั้งแรก เพราะไทยเองก็กำลังอยู่ในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้น โครงสร้างครัวเรือนเปลี่ยนไป เมืองมีความหนาแน่นมากขึ้น และพฤติกรรมการซื้อของในชีวิตประจำวันกระจัดกระจายมากขึ้นเช่นกัน ผู้บริโภคไทยจำนวนมากไม่ได้ซื้อของแบบเดิมเสมอไป บางครั้งต้องการความคุ้มค่า บางครั้งต้องการของสดคุณภาพสูง บางครั้งต้องการอาหารพร้อมทานที่รวดเร็ว และหลายครั้งก็ไม่ได้ยึดติดกับร้านเดียวอีกต่อไป นี่ทำให้ธุรกิจ grocery retail ในไทยไม่อาจวางกลยุทธ์แบบเดิมที่พยายามเป็น “ร้านสำหรับทุกคน” ได้ง่ายเหมือนในอดีต แต่ต้องกลับมาตอบคำถามสำคัญว่า ร้านของตนกำลังสร้างคุณค่าอะไรให้ลูกค้า และคุณค่านั้นเด่นชัดพอหรือยังในตลาดที่แบ่งตัวมากขึ้นทุกวัน


ในอีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงของ grocery retail ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการค้าปลีกอาหารเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ค้าปลีก ศูนย์การค้า โครงการแบบ mixed-use และการวางผังเมืองในระยะยาว เพราะร้านค้าปลีกอาหารไม่ได้ทำหน้าที่เพียงขายสินค้า แต่เป็นตัวสร้างความถี่ในการเดินทางมาพื้นที่ เป็นตัวหล่อเลี้ยงทราฟฟิกของร้านค้าอื่น และเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานในชีวิตประจำวันของผู้คน บทความต้นทางจึงไม่ได้ชี้เพียงว่า grocery-anchored retail ยังแข็งแรง แต่ชี้ให้เห็นด้วยว่า ในโลกยุคใหม่ คำถามไม่ใช่แค่ว่า “มี grocery anchor หรือไม่” แต่ต้องถามต่อว่า “เป็น grocery anchor แบบที่ใช่สำหรับตลาดนั้นหรือไม่” ซึ่งประเด็นนี้มีความหมายอย่างมากต่อผู้พัฒนาโครงการและนักลงทุนในประเทศไทยเช่นกัน


บทความนี้จึงไม่ได้ตั้งใจเพียงสรุปสาระจากรายงานต้นทาง แต่ต้องการนำแนวคิดดังกล่าวมาตีความใหม่ในบริบทไทย เพื่อชวนมองให้ลึกกว่าธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในฐานะร้านขายอาหาร และมองเห็นมันในฐานะจุดตัดสำคัญระหว่างพฤติกรรมผู้บริโภค การแข่งขันค้าปลีก และมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ เพราะในวันที่ตลาดกำลังแบ่งเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ผู้ชนะอาจไม่ใช่ร้านที่ใหญ่ที่สุด หรือมีสินค้ามากที่สุด แต่คือร้านที่เข้าใจความต้องการของผู้คนในพื้นที่ของตนได้อย่างแม่นยำที่สุด และสามารถแปลงความเข้าใจนั้นให้กลายเป็นรูปแบบร้าน สินค้า และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้จริง


1. การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม Grocery Retail ไม่ใช่เพียงเรื่องการแข่งขัน แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างของความต้องการผู้บริโภค


ธุรกิจค้าปลีกอาหารเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีเสถียรภาพสูงที่สุด เพราะอาหารเป็นสินค้าจำเป็นที่ผู้คนต้องซื้อไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ ร้านค้าประเภทนี้จึงเคยได้เปรียบจากความถี่ในการซื้อ ความจำเป็นในการใช้ชีวิต และบทบาทในการดึงผู้คนเข้าสู่พื้นที่ค้าปลีกโดยรอบ เป็นเวลานานที่เพียงแค่มีซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านค้าปลีกอาหารรายใหญ่เป็นผู้เช่าหลัก ก็ถือว่าเป็นจุดแข็งของศูนย์การค้าหรือโครงการค้าปลีกแห่งหนึ่งแล้ว แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดนี้เริ่มไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะตลาดไม่ได้ถามแค่ว่า “มี grocery anchor หรือไม่” แต่เริ่มถามว่า “เป็น grocery anchor แบบไหน” และตอบโจทย์ลูกค้าในยุคนี้จริงหรือไม่


การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดจากแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนอาหารที่เพิ่มขึ้น ภาระค่าครองชีพของครัวเรือน พฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนจากการซื้อครั้งใหญ่เป็นการซื้อถี่และเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ตลอดจนความคาดหวังใหม่ของผู้บริโภคที่มองร้านค้าปลีกอาหารไม่ใช่เพียงสถานที่ซื้อของจำเป็น แต่เป็นสถานที่ที่ต้องให้ทั้งความคุ้มค่า คุณภาพ ความเร็ว และความสะดวกในเวลาเดียวกัน รายงานต้นทางชี้ว่าตั้งแต่ต้นปี 2020 ค่าใช้จ่ายด้านอาหารในบ้านเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% และแม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะชะลอลง แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงรู้สึกถึงแรงกดดันจากราคาสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างชัดเจน

ในบริบทประเทศไทย ภาพนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นในรูปแบบเดียวกับตลาดอเมริกาเหนือทุกประการ แต่ทิศทางโดยรวมคล้ายกันอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคไทยเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีความคาดหวังสูงขึ้นต่อคุณภาพอาหาร สุขภาพ ความปลอดภัย และความสะดวกในการใช้ชีวิตเมือง ความเปลี่ยนแปลงนี้กำลังทำให้ธุรกิจ grocery retail ไม่สามารถใช้สูตรเดิมในการแข่งขันได้อีกต่อไป ร้านที่เคยพออยู่ได้ด้วยการเป็น “ร้านใหญ่ มีของเยอะ และอยู่ในทำเลดี” อาจเริ่มพบว่านั่นไม่ใช่ข้อได้เปรียบที่เพียงพอเหมือนเดิม หากไม่มีความชัดเจนว่าแท้จริงแล้วกำลังรับใช้ลูกค้ากลุ่มใด และสร้างคุณค่าแบบไหนให้กับชีวิตประจำวันของพวกเขา


สิ่งสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงของ grocery retail ไม่ใช่เพียงการปรับ assortment หรือการเพิ่มโปรโมชั่น แต่เป็นการเปลี่ยนความหมายของร้านค้าปลีกอาหารทั้งระบบ จากเดิมที่แข่งกันด้วยความครบถ้วน กำลังกลายเป็นการแข่งขันกันด้วย “ความเกี่ยวข้อง” กับชีวิตของลูกค้า ร้านค้าที่จะเติบโตในอนาคตจึงไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน แต่ต้องเลือกให้ชัดว่าจะสร้างคุณค่าแบบใด และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุดในตลาดของตนเอง


2. ตลาดกำลังแบ่งเป็นสองขั้ว และผู้เล่นตรงกลางกำลังถูกบีบมากขึ้นเรื่อย ๆ


หนึ่งในแนวโน้มสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมนี้คือการเกิดสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ตลาดแบบ barbell หรือการที่การเติบโตไปกระจุกตัวอยู่ที่สองปลายของตลาด ขณะที่ส่วนกลางเริ่มถูกกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้านหนึ่งคือผู้บริโภคที่จำเป็นต้องมองหาความคุ้มค่าอย่างจริงจัง อีกด้านหนึ่งคือผู้บริโภคที่ยังมีกำลังซื้อและพร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพ สุขภาพ และประสบการณ์ที่ดีขึ้น รายงานต้นทางอธิบายว่าความกดดันด้านงบประมาณครัวเรือนกำลังแยกผู้บริโภคออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน กลุ่มรายได้สูงยังคงใช้จ่ายกับสินค้าพรีเมียมและสินค้าที่เกี่ยวกับ wellness ได้ต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มกลางและล่างต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นจนความคุ้มค่ากลายเป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินใจซื้อ


เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคแยกออกเป็นสองฝั่ง โครงสร้างของอุตสาหกรรมค้าปลีกอาหารก็เริ่มแยกตามไปด้วย ร้านที่ชนะจึงมักเป็นร้านที่ตอบโจทย์ปลายด้านใดด้านหนึ่งอย่างชัดเจน คือไม่ชนะด้วย “ราคาที่พอใช้” หรือ “คุณภาพที่พอได้” แต่ต้องชนะด้วยความเด่นชัด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ร้านที่เน้น value ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกได้จริงว่าประหยัดกว่า คุ้มกว่า และช่วยให้บริหารงบประมาณครัวเรือนได้ ส่วนร้านที่เน้น fresh format หรือ specialty format ก็ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกได้จริงว่าได้ของสดกว่า ดีกว่า น่าเชื่อถือกว่า และมีประสบการณ์การซื้อที่เหนือกว่า


ตรงกันข้าม ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่อยู่ตรงกลางกลับเผชิญความยากลำบากมากขึ้น เพราะพวกเขาอาจไม่ถูกพอสำหรับลูกค้าที่ต้องการประหยัด และอาจไม่เด่นพอสำหรับลูกค้าที่มองหาคุณภาพหรือประสบการณ์ที่แตกต่าง รายงานต้นทางชี้ว่าแม้ซูเปอร์มาร์เก็ตแบบดั้งเดิมยังครองสัดส่วนการเข้าร้านส่วนใหญ่ของตลาด แต่ส่วนแบ่งทราฟฟิกลดลงจาก 75.1% ในปี 2019 เหลือ 73.2% ซึ่งดูเหมือนเปลี่ยนไม่มาก แต่สำหรับตลาดขนาดใหญ่นั่นหมายถึงมูลค่าการขายที่สูญเสียไปในระดับมหาศาล


สำหรับประเทศไทย ภาพนี้มีโอกาสเกิดขึ้นเช่นกัน แม้โครงสร้างผู้เล่นจะต่างออกไปบ้าง ตลาดไทยมีผู้บริโภคจำนวนมากที่อ่อนไหวต่อราคา และในเวลาเดียวกันก็มีฐานลูกค้าเมืองที่พร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อสินค้าพรีเมียม อาหารสุขภาพ ของสดคุณภาพสูง และอาหารพร้อมทานที่ดีขึ้น หากมองลึกลงไป การแบ่งตลาดจึงไม่ใช่เรื่องของระดับรายได้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “ภารกิจในการซื้อ” ในแต่ละครั้งด้วย ลูกค้าคนเดียวกันอาจเข้าร้านประหยัดเพื่อซื้อของใช้จำเป็น และเข้าร้านพรีเมียมเพื่อซื้อของสดหรืออาหารพร้อมทานในอีกวันหนึ่ง นั่นยิ่งทำให้ร้านที่อยู่ตรงกลางโดยไม่มีจุดยืนชัดเจนต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้นกว่าเดิม


3. ผู้ชนะในตลาดใหม่ไม่ได้ชนะเพราะมีของเยอะที่สุด แต่ชนะเพราะตอบโจทย์ได้ชัดที่สุด


เมื่อโครงสร้างตลาดแยกออกเป็นสองขั้ว ผู้ชนะในอุตสาหกรรม grocery retail จึงเริ่มมีลักษณะที่ชัดเจนมากขึ้น รายงานต้นทางระบุว่ากลุ่มที่กำลังได้ประโยชน์มากที่สุดมีอยู่สองประเภท คือ ผู้เล่นสายความคุ้มค่า และ ผู้เล่นสาย fresh-format / specialty โดยกลุ่มแรกดึงดูดลูกค้าที่ต้องการยืดงบประมาณให้ได้นานที่สุด ส่วนกลุ่มหลังดึงดูดลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความสด ความเฉพาะทาง และประสบการณ์ในการซื้อสินค้า


ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ ผู้ชนะทั้งสองกลุ่มนี้แม้จะดูต่างกันมาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือพวกเขามี positioning ที่ชัดเจนมาก กลุ่มสายความคุ้มค่าไม่ได้พยายามแต่งร้านให้หรูหรือเพิ่มความซับซ้อนเกินจำเป็น แต่เน้นความเรียบง่าย ประสิทธิภาพ และราคาที่สื่อสารได้ตรงไปตรงมา ขณะที่กลุ่มสาย fresh-format ก็ไม่ได้พยายามแข่งเรื่องราคาต่ำสุด แต่เลือกชนะด้วยคุณภาพของสินค้า ความน่าเชื่อถือ ความแตกต่างของ assortment และบรรยากาศที่ทำให้การซื้อของเป็นประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจมากขึ้น


ข้อมูล foot traffic ในรายงานต้นทางสะท้อนปรากฏการณ์นี้อย่างชัดเจน โดยร้านค้าบางรายในกลุ่ม fresh-format มีอัตราการเติบโตของการเข้าร้านระดับเกือบ 10% ขึ้นไป ขณะที่ผู้เล่นสาย value ก็เติบโตอย่างแข็งแรงเช่นกัน และมีการเร่งขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้เล่นแบบดั้งเดิมบางรายกลับเติบโตแทบไม่ขยับ  ข้อสังเกตสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าใครใหญ่กว่า แต่คือใครกำลัง “เกี่ยวข้องกับชีวิตลูกค้า” มากกว่าในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคตัดสินใจใหม่ว่าจะซื้ออะไร ที่ไหน และอย่างไร


ในบริบทไทย สิ่งนี้แปลว่า ผู้ประกอบการค้าปลีกอาหารไม่อาจใช้สูตรกว้าง ๆ ว่า “มีทั้งของถูกและของดีในร้านเดียว” แล้วหวังว่าจะชนะทุกกลุ่มได้เสมอไป เพราะลูกค้ายุคใหม่เริ่มอ่านออกว่าร้านใดเด่นเรื่องใดอย่างแท้จริง หากร้านใดต้องการแข่งด้านความคุ้มค่า ก็ต้องแสดงให้เห็นชัดตั้งแต่ราคา โปรโมชั่น การคัดสินค้า ไปจนถึงความง่ายของการเลือกซื้อ แต่ถ้าต้องการแข่งด้านคุณภาพ ก็ต้องทำให้เห็นจริงผ่านของสด อาหารพร้อมทาน ความสะอาด การคัดสรรสินค้า และมาตรฐานที่สร้างความไว้วางใจได้


กล่าวอีกมุมหนึ่ง อนาคตของ grocery retail จะเป็นตลาดที่ให้รางวัลกับความชัดเจน และลงโทษความคลุมเครือ ร้านที่ไม่รู้ว่าตนเองชนะเรื่องอะไร จะยากขึ้นเรื่อย ๆ ในการรักษาทั้งลูกค้าและมูลค่าของพื้นที่ค้าปลีกที่ตนเข้าไปอยู่


4. Private Label และพฤติกรรมซื้อแบบใหม่กำลังเปลี่ยนวิธีตัดสินใจของผู้บริโภค


หนึ่งในสัญญาณสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการเติบโตของ private label หรือสินค้า house brand ซึ่งในอดีตอาจถูกมองว่าเป็นเพียงทางเลือกสำรองสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัด แต่รายงานต้นทางชี้ว่าภาพนั้นเปลี่ยนไปแล้วอย่างชัดเจน ยอดใช้จ่ายในสินค้า private label เพิ่มขึ้นประมาณ 30% ตั้งแต่ปี 2021 และคิดเป็นมากกว่า 21% ของการใช้จ่ายด้าน grocery ทั้งหมด มูลค่ารวมแตะระดับ 282.8 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคที่สำรวจระบุว่าปัจจุบันพวกเขาเลือก store brand อย่างตั้งใจเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ใช่เพียงเพราะไม่มีตัวเลือกอื่น


สาระสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่การเปลี่ยนจากแบรนด์ผู้ผลิตไปเป็นแบรนด์ร้านค้าเท่านั้น แต่อยู่ที่การเปลี่ยน “ตรรกะการซื้อ” ของผู้บริโภค ผู้คนไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์เดิมมากเท่าเดิม หากรู้สึกว่าสินค้าที่ราคาดีกว่าให้คุณภาพที่ยอมรับได้ หรือแม้แต่ดีพอ ๆ กัน สิ่งนี้มีความหมายอย่างมากต่อกลยุทธ์ของผู้ค้าปลีก เพราะ private label ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือกดราคา แต่เป็นเครื่องมือสร้างความภักดีและอัตรากำไรในเวลาเดียวกัน หากทำได้ดี private label จะช่วยให้ร้านค้าปลีกไม่ต้องพึ่งการแข่งขันด้านโปรโมชั่นกับแบรนด์ผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสร้างเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมาได้


ในบริบทประเทศไทย แม้พฤติกรรมผู้บริโภคต่อ private label จะยังไม่เหมือนบางประเทศ แต่แนวโน้มนี้มีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะในภาวะที่ผู้บริโภคต้องการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างระมัดระวังขึ้น หากผู้ค้าปลีกไทยสามารถยกระดับคุณภาพ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และความน่าเชื่อถือของสินค้า house brand ได้ดี enough สินค้าเหล่านี้จะไม่ใช่เพียงของราคาถูก แต่จะกลายเป็นเครื่องมือสร้างความแตกต่างของแบรนด์ค้าปลีกโดยตรง


พร้อมกันนั้น รายงานต้นทางยังชี้อีกว่า ผู้บริโภคไม่ได้เปลี่ยนเพียง “สิ่งที่ซื้อ” แต่เปลี่ยน “วิธีการซื้อ” ด้วย พวกเขาออกจากรูปแบบการซื้อของครั้งใหญ่สัปดาห์ละครั้ง ไปสู่การซื้อแบบถี่ขึ้น สั้นขึ้น และเฉพาะเจาะจงมากขึ้น หลายคนซื้อของครั้งละน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกว่าจ่ายก้อนใหญ่ และบางครั้งก็เลือกเข้าหลายร้านเพื่อคัดดีลที่ดีที่สุดในแต่ละหมวดสินค้า  แนวโน้มนี้ทำให้ผู้ค้าปลีกไม่อาจคิดว่าลูกค้าจะภักดีกับร้านเดียวแบบเดิมอีกต่อไป แต่ต้องยอมรับว่าตัวเองกำลังแข่งใน “พอร์ตการซื้อ” ของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งอาจกระจายอยู่ในหลาย format หลายทำเล และหลายช่องทางพร้อมกัน


5. Convenience ไม่ได้เป็นเพียงบริการเสริม แต่กำลังกลายเป็นแกนกลางของการแข่งขัน


ในอดีตคำว่า convenience อาจหมายถึงเพียงการมีร้านอยู่ใกล้บ้านหรือมีเวลาทำการที่ยาวขึ้น แต่ในโลกค้าปลีกอาหารปัจจุบัน convenience มีความหมายลึกกว่านั้นมาก มันหมายถึงความสามารถในการลด friction ทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างลูกค้ากับการได้สินค้าที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเวลาเดินทาง เวลาเดินเลือกของ ความยุ่งยากของการจอดรถ ระยะเวลารอชำระเงิน ความง่ายในการค้นหาสินค้า หรือแม้แต่ความพร้อมของอาหารที่ซื้อแล้วใช้ชีวิตต่อได้ทันที


รายงานต้นทางสะท้อนแนวโน้มนี้ผ่านพฤติกรรมที่เรียกว่า frequent, shorter trips คือผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้รอซื้อของครั้งใหญ่ แต่หันไปทำ “bite-sized trips” หรือการซื้อแบบคำเล็กคำใหญ่ เข้าร้านบ่อยขึ้น ใช้เวลาน้อยลง และตั้งโจทย์ในการซื้อแต่ละครั้งให้เฉพาะขึ้น เช่น แวะซื้อของสดบางอย่างก่อนกลับบ้าน ซื้อของใช้จำเป็นเฉพาะรายการ หรือเข้าไปรับอาหารพร้อมทานระหว่างวัน  สิ่งนี้ทำให้ร้านค้าที่ตอบโจทย์ความรวดเร็วและความง่ายได้ดี มีโอกาสชนะสูงขึ้นกว่าร้านที่อาจมีของครบกว่าแต่ใช้เวลาและพลังงานของลูกค้ามากเกินไป


หากมองในบริบทไทย แนวคิดนี้มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่เวลาเดินทางมีต้นทุนสูง คนเมืองจำนวนมากไม่ได้ขาดทางเลือกในการซื้อ แต่ขาดเวลา และไม่ต้องการให้การซื้อของประจำวันกลายเป็นภาระ การที่ร้านค้าปลีกอาหารสามารถฝังตัวอยู่ในเส้นทางชีวิตประจำวันของผู้คน เช่น ใกล้ที่อยู่อาศัย ใกล้อาคารสำนักงาน อยู่ในโครงการ mixed-use หรือเชื่อมโยงกับการเดินทางสาธารณะ จึงมีมูลค่าเชิงกลยุทธ์สูงมากกว่าการเป็นเพียงร้านขนาดใหญ่ที่มีสินค้าเยอะ


ที่สำคัญ convenience ยังเชื่อมโยงอย่างมากกับหมวด ready-to-eat, meal solutions และอาหารสดพร้อมใช้ เพราะในชีวิตเมืองยุคใหม่ ลูกค้าจำนวนไม่น้อยไม่ได้ต้องการซื้อ “วัตถุดิบ” อย่างเดียว แต่ต้องการซื้อ “เวลา” และ “ความง่าย” ไปพร้อมกัน ร้านที่เข้าใจเรื่องนี้จะสามารถขยายบทบาทของตนจากซูเปอร์มาร์เก็ตไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการชีวิตประจำวันของลูกค้าได้ และนั่นทำให้ convenience ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นหนึ่งในสนามแข่งขันหลักของ grocery retail ยุคใหม่


6. ผลกระทบต่ออสังหาริมทรัพย์ค้าปลีกกำลังลึกขึ้น และคำว่า Grocery Anchor ต้องถูกตีความใหม่


การเปลี่ยนแปลงใน grocery retail ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ค้าปลีก เพราะร้านค้าปลีกอาหารไม่ใช่ผู้เช่าทั่วไป แต่เป็นผู้เช่าที่สร้างความถี่ในการเดินทางมาพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ และช่วยหล่อเลี้ยงร้านค้าอื่นในโครงการ รายงานต้นทางย้ำว่าศูนย์การค้าที่มี grocery anchor ยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแรงกว่าศูนย์ที่ไม่มีอย่างชัดเจน โดยมีอัตราว่างเพียง 4.0% เทียบกับ 6.3% สำหรับศูนย์ที่ไม่มี anchor ประเภทนี้ และยังสามารถสร้างค่าเช่าแบบ Triple Net (NNN) premium ได้ราว 4.4%


อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของตลาดวันนี้คือ ข้อได้เปรียบไม่ได้มาจากการมี grocery anchor “อะไรก็ได้” อีกแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้เช่าหลักรายนั้นตอบโจทย์ตลาดของทำเลนั้นจริงหรือไม่ รายงานต้นทางสรุปไว้อย่างชัดเจนว่า สมมติฐานแบบเดิมที่ว่าเพียงมีร้านค้าปลีกอาหารรายใหญ่เป็น anchor ก็เพียงพอแล้วนั้น เริ่มใช้ไม่ได้ในตลาดที่ผู้บริโภคแบ่งเป็นสองขั้ว เพราะผู้เช่าหลักที่เหมาะสมต้องสอดคล้องกับโครงสร้างกำลังซื้อ พฤติกรรมการเดินทาง และภารกิจในการซื้อของลูกค้าใน catchment area ของโครงการนั้นจริง ๆ


ในบริบทไทย ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญสำหรับ community mall, neighborhood retail, mixed-use projects และพื้นที่ค้าปลีกในโครงการที่อยู่อาศัย หากเจ้าของโครงการยังมองเพียงว่าการหาผู้เช่าซูเปอร์มาร์เก็ตหนึ่งรายมาเติมพื้นที่คือคำตอบทั้งหมด ก็อาจพลาดแก่นสำคัญไป นั่นคือ grocery anchor ที่ดีต้องไม่เพียงเติมพื้นที่เช่า แต่ต้องสร้างจังหวะการใช้พื้นที่ สร้าง traffic ที่สัมพันธ์กับ tenant mix รายอื่น และทำให้โครงการกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนจริง ๆ


นอกจากนี้ ตลาดยังอยู่ในภาวะที่ quality space เริ่มหายากมากขึ้น รายงานต้นทางระบุว่า availability ของพื้นที่ประเภทนี้ถูกบีบลงจนอยู่ในระดับต่ำ และการหาพื้นที่ดีเพื่อพัฒนาโครงการหรือปรับเปลี่ยน tenant mix ทำได้ยากขึ้น  สำหรับนักพัฒนาและเจ้าของสินทรัพย์ในไทย นี่หมายความว่าการตัดสินใจเรื่องผู้เช่าหลักไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการปิดดีลเชิงพาณิชย์ระยะสั้น แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อความสามารถในการสร้างมูลค่าของสินทรัพย์ในระยะยาว


7. ทำเล ภูมิศาสตร์ และลักษณะของย่าน จะเป็นตัวตัดสินว่า grocery format แบบไหนควรอยู่ตรงไหน


อีกบทเรียนสำคัญจากรายงานต้นทางคือ geography matters more than ever หรือทำเลมีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงในความหมายพื้นฐานว่าอยู่ตรงไหนคนผ่านเยอะหรือไม่ แต่หมายถึงลักษณะของประชากร รายได้ ความหนาแน่น รูปแบบการเติบโตของเมือง และพฤติกรรมการใช้ชีวิตในพื้นที่นั้น ๆ รายงานต้นทางชี้ว่าการขยายสาขาของร้านค้าปลีกอาหารไม่ได้กระจายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไปกระจุกในพื้นที่เฉพาะที่มีเงื่อนไขเอื้อต่อการเติบโต เช่น พื้นที่ที่มีการย้ายถิ่นเข้ามามาก การเติบโตของประชากรสูง หรือเป็นตลาดหนาแน่นที่ผู้ประกอบการเข้าไปเติมช่องว่างและยกระดับสาขาเดิมแทนการเปิดในพื้นที่ใหม่ทั้งหมด


บทเรียนนี้สำคัญมากสำหรับประเทศไทย เพราะตลาดไทยเองก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน กรุงเทพฯ ชั้นใน ย่านรถไฟฟ้า ชานเมือง เมืองท่องเที่ยว เมืองอุตสาหกรรม และจังหวัดรอง ต่างมีบริบทที่แตกต่างกันอย่างมาก ร้านค้าปลีกอาหารที่เหมาะกับย่านหนึ่ง อาจไม่เหมาะกับอีกย่านหนึ่งเลย ตัวอย่างเช่น พื้นที่ที่มีครัวเรือนรายได้ปานกลางและอ่อนไหวต่อราคา อาจตอบสนองต่อ value-oriented format ได้ดีกว่า ขณะที่ย่านที่มีประชากรเมืองกำลังซื้อสูง ชาวต่างชาติ หรือคนทำงานที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ อาจให้คุณค่ากับ fresh-format, premium assortment และ ready-to-eat มากกว่า


หากมองในมุมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นี่หมายความว่าการวาง grocery anchor ต้องเริ่มจากความเข้าใจ catchment area อย่างละเอียด ไม่ใช่เริ่มจากคำถามว่าแบรนด์ใดเป็นที่รู้จักที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องถามว่าผู้คนในพื้นที่นั้นซื้อแบบไหน ซื้อบ่อยแค่ไหน ให้ความสำคัญกับราคาแค่ไหน เดินทางอย่างไร และใช้พื้นที่ค้าปลีกนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในลักษณะใด หากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ การเลือกผู้เช่าหลักก็อาจเป็นเพียงการเติมพื้นที่ ไม่ใช่การสร้างความได้เปรียบที่แท้จริง


ในระยะยาว ผู้ที่ชนะในตลาด grocery retail และ retail real estate จึงไม่ใช่ผู้ที่ขยายสาขาได้เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือผู้ที่รู้ว่าทำเลแต่ละแห่งต้องการ format แบบไหน และสามารถจับคู่ระหว่างแบรนด์ รูปแบบร้าน และพฤติกรรมของชุมชนได้อย่างแม่นยำ ยุคที่ใช้โมเดลเดียวไปลงทุกพื้นที่กำลังค่อย ๆ ผ่านไป และกำลังถูกแทนที่ด้วยยุคของความเข้าใจพื้นที่อย่างลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งสำหรับประเทศไทย นี่อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของทั้งผู้ค้าปลีกและผู้พัฒนาโครงการในทศวรรษข้างหน้า


8. Community Retail จะสำคัญมากขึ้น


หนึ่งในแนวโน้มที่น่าจับตาที่สุดของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ คือการเติบโตของ community retail หรือพื้นที่ค้าปลีกที่ฝังตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างแนบเนียน มากกว่าจะเป็นจุดหมายปลายทางขนาดใหญ่ที่ต้องตั้งใจเดินทางไปโดยเฉพาะ หากมองในเชิงพฤติกรรมผู้บริโภค การซื้อของในปัจจุบันไม่ได้เป็นกิจกรรมแบบ “ครั้งใหญ่ประจำสัปดาห์” เหมือนในอดีตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนเป็นการซื้อแบบถี่ขึ้น เร็วขึ้น ใกล้ขึ้น และผูกอยู่กับกิจวัตรประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแวะซื้อของก่อนกลับบ้าน ซื้ออาหารพร้อมทานระหว่างวัน หรือเติมของสดในครัวแบบวันต่อวัน


แนวโน้มนี้ทำให้รูปแบบของพื้นที่ค้าปลีกต้องเปลี่ยนตาม จากเดิมที่ผู้พัฒนามักให้ความสำคัญกับศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่มี catchment area กว้าง ปัจจุบันกลับต้องหันมาพิจารณาพื้นที่ค้าปลีกที่ตอบโจทย์ “ชีวิตในรัศมีใกล้ตัว” มากขึ้น พื้นที่ที่ดีในอนาคตอาจไม่จำเป็นต้องใหญ่ที่สุด แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่เข้าใจจังหวะชีวิตของผู้คนมากที่สุด ร้านค้าปลีกอาหารในบริบทนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงขายสินค้า แต่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการใช้ชีวิตในเมือง เป็นบริการจำเป็นที่ผู้คนต้องเข้าถึงได้ง่าย สม่ำเสมอ และไว้ใจได้


ในมุมของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แนวโน้มนี้สอดคล้องอย่างมากกับการเติบโตของโครงการแบบ mixed-use การขยายตัวของย่านที่อยู่อาศัยแนวรถไฟฟ้า และแนวคิดเมืองที่ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงบริการภายในระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะเรียกว่า walkable neighborhood หรือ 15-minute city หลักคิดสำคัญก็คือ ผู้คนไม่ต้องการเสียเวลาเดินทางไกลเพื่อซื้อของใช้ประจำวันอีกต่อไป ยิ่งเมืองมีความหนาแน่นมากขึ้น เวลามีค่ามากขึ้น และต้นทุนการเดินทางสูงขึ้นเท่าไร พื้นที่ค้าปลีกที่อยู่ “ใกล้และใช้งานง่าย” ก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นเท่านั้น


สำหรับประเทศไทย เราเริ่มเห็นสัญญาณนี้ชัดขึ้นในหลายทำเล โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ที่มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวสูงและโครงการแบบผสมผสานมากขึ้น พื้นที่ค้าปลีกที่ประสบความสำเร็จในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงศูนย์การค้าที่มีร้านจำนวนมาก แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถวาง tenant mix ได้แม่นยำ โดยมี grocery store หรือ food-led retail เป็นศูนย์กลางของการใช้ชีวิตประจำวัน ร้านค้าประเภทนี้ช่วยสร้างความถี่ในการมาใช้บริการ ซึ่งแตกต่างจากร้านแฟชั่นหรือร้านสินค้าฟุ่มเฟือยที่ลูกค้าอาจมาเป็นครั้งคราว การมีผู้เช่าหลักที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันจึงช่วยเสริมเสถียรภาพให้กับโครงการอย่างมีนัยสำคัญ

ยิ่งไปกว่านั้น community retail ยังเป็นโมเดลที่เหมาะกับสภาพตลาดที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง เพราะสามารถออกแบบให้มีขนาดพอเหมาะกับกำลังซื้อและพฤติกรรมของชุมชนในแต่ละทำเลได้ ไม่จำเป็นต้องใช้สูตรเดียวกันทุกที่ พื้นที่ค้าปลีกในย่านที่อยู่อาศัยของครอบครัวอาจต้องการซูเปอร์มาร์เก็ตที่เน้นของสดและสินค้าครัวเรือน ขณะที่พื้นที่ในย่านคนทำงานอาจต้องการร้านที่เน้นอาหารพร้อมทาน สินค้าสุขภาพ และบริการที่รวดเร็ว ความสำเร็จจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดของพื้นที่ แต่อยู่ที่ความแม่นยำในการออกแบบประสบการณ์ให้ตรงกับชีวิตจริงของผู้คนในพื้นที่นั้น


ในระยะต่อไป ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุน และผู้ประกอบการค้าปลีกในไทยจะต้องมอง community retail ให้ลึกกว่าคำว่า “ร้านใกล้บ้าน” แต่ต้องมองว่าเป็นองค์ประกอบเชิงกลยุทธ์ของเมืองและสินทรัพย์ เพราะพื้นที่ค้าปลีกที่แทรกอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม จะมีโอกาสสร้างทั้ง traffic, loyalty และมูลค่าระยะยาวได้ดีกว่าพื้นที่ที่พึ่งพาการเดินทางเฉพาะกิจหรือพึ่งพา demand แบบครั้งคราวเพียงอย่างเดียว


9. อนาคตของ Grocery Retail จะไม่ได้วัดกันแค่ยอดขาย แต่จะวัดกันที่ความสามารถในการตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน


หากมองไปข้างหน้า ธุรกิจ grocery retail มีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงลึกกว่าการปรับรูปแบบร้านหรือการเปลี่ยน assortment ของสินค้า เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยนจริง ๆ คือบทบาทของร้านค้าปลีกอาหารในชีวิตของผู้บริโภค จากเดิมที่เป็นเพียงสถานที่ซื้อสินค้า กำลังกลายเป็น “แพลตฟอร์มของความสะดวก คุณภาพ และความไว้วางใจ” ผู้ประกอบการที่มอง grocery retail เป็นเพียงพื้นที่วางสินค้าอาจไม่สามารถแข่งขันได้ในอนาคต เพราะการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่จำนวนรายการสินค้ามากที่สุดอีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถตอบโจทย์ชีวิตจริงของลูกค้าได้ดีกว่าในแต่ละบริบท


แนวโน้มแรกที่มีโอกาสเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ การเติบโตของ value format ผู้บริโภคจำนวนมากยังต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านค่าครองชีพ และแม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวในบางช่วง แต่พฤติกรรมการระมัดระวังการใช้จ่ายมักไม่หายไปโดยง่าย เมื่อผู้บริโภคเริ่มเรียนรู้วิธีซื้อของอย่างคุ้มค่า พวกเขาจะเปรียบเทียบราคามากขึ้น เปิดรับ private label มากขึ้น และยอมเปลี่ยนร้านหากเห็นว่าร้านเดิมไม่ตอบโจทย์ด้านราคา ร้านค้าที่สามารถบริหารต้นทุนได้ดี สื่อสารความคุ้มค่าได้ชัด และสร้างความเชื่อมั่นว่าลูกค้าจะได้สินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสม จะมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง


ในขณะเดียวกัน fresh-led และ premium grocery format ก็มีแนวโน้มขยายตัวต่อ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และในกลุ่มผู้บริโภคที่มองอาหารเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิต ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ได้ซื้อเพียงเพื่ออิ่ม แต่ซื้อเพื่อสุขภาพ เพื่อความสบายใจ เพื่อประสบการณ์ และเพื่อประหยัดเวลาในชีวิตประจำวัน ความสดของสินค้า ความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา ความสะอาดของร้าน การคัดสรรสินค้าเฉพาะทาง และความพร้อมของอาหารพร้อมรับประทาน จึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสามารถในการแข่งขัน ร้านค้าที่ตอบโจทย์นี้ได้จะไม่ได้แข่งด้วยราคาต่ำสุด แต่แข่งด้วยความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของลูกค้า


อีกแนวโน้มหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ คือ ขนาดและรูปแบบร้านจะยืดหยุ่นมากขึ้น ในอนาคตเราอาจไม่ได้เห็นซูเปอร์มาร์เก็ตใช้โมเดลเดียวกันในทุกทำเลอีกต่อไป แต่จะเห็นการแตก format ตามบริบทมากขึ้น เช่น ร้านขนาดกะทัดรัดในย่านชุมชนเมือง ร้านที่เน้น ready-to-eat ในอาคารสำนักงาน ร้านที่เน้น fresh food สำหรับกลุ่มครอบครัว หรือร้านที่ผสม grocery เข้ากับบริการอื่น เช่น click-and-collect, meal solution, หรือ health-oriented assortment ความสามารถในการออกแบบร้านให้เหมาะกับพื้นที่จริงจะกลายเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญกว่าการขยายสาขาแบบมาตรฐานเดียวทั้งประเทศ


นอกจากนี้ เส้นแบ่งระหว่าง online กับ offline จะยิ่งเลือนลง ร้านค้าปลีกอาหารในอนาคตจะไม่ได้คิดแยกว่าออนไลน์คืออีกช่องทางหนึ่ง แต่จะมองว่าทุกช่องทางต้องเชื่อมเป็นประสบการณ์เดียวกัน ลูกค้าอาจดูโปรโมชั่นผ่านมือถือ สั่งสินค้าบางส่วนออนไลน์ แล้วแวะรับของที่ร้าน หรืออาจเข้าไปเลือกของสดด้วยตนเอง แต่ซื้อของใช้ทั่วไปผ่านแอปพลิเคชัน ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่มีช่องทางออนไลน์หรือไม่ แต่อยู่ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าทุกช่องทางใช้งานง่าย เชื่อมต่อกัน และช่วยประหยัดเวลาได้จริง


สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะตลาดไทยมีความหลากหลายสูงทั้งในเชิงรายได้ เมือง วิถีชีวิต และรูปแบบที่อยู่อาศัย ร้านค้าปลีกอาหารในกรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องใช้สูตรเดียวกับเมืองท่องเที่ยว เมืองอุตสาหกรรม หรือชุมชนชานเมือง การเติบโตในระยะยาวจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการอ่าน micro-market ให้ขาด เข้าใจว่าลูกค้าในแต่ละพื้นที่ต้องการอะไร และเลือก positioning ให้ชัดว่าจะเล่นเกม “ความคุ้มค่า” หรือเกม “คุณภาพและความสะดวก” หรือจะออกแบบ hybrid format ที่มีความชัดเจนพอจะชนะในทำเลเฉพาะ


ท้ายที่สุด อนาคตของ grocery retail จะไม่ใช่การแข่งขันว่าใครมีร้านใหญ่ที่สุดหรือมีสินค้ามากที่สุด แต่เป็นการแข่งขันว่าใครสามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของลูกค้าได้แนบเนียนที่สุด ร้านค้าที่ชนะจะเป็นร้านที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ร้านนี้เข้าใจฉัน” ไม่ว่าจะผ่านราคา ความสด ความสะดวก หรือความเร็วในการตอบสนอง หากมองในมุมนี้ grocery retail จึงไม่ใช่เพียงธุรกิจค้าปลีก แต่เป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงโดยตรงกับพฤติกรรมเมือง คุณภาพชีวิต และมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์โดยรอบ


บทสรุป


การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ grocery retail ในวันนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญอย่างหนึ่งของโลกธุรกิจสมัยใหม่ นั่นคือ ตลาดที่ดูเหมือนมั่นคงที่สุดก็สามารถถูกเปลี่ยนโครงสร้างได้ เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนอย่างลึกซึ้ง ในอดีตซูเปอร์มาร์เก็ตเคยเป็นธุรกิจที่แข่งกันด้วยความครบครันของสินค้า ขนาดของร้าน และทำเลที่ตั้ง แต่ในโลกปัจจุบัน ปัจจัยเหล่านั้นเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้บริโภคไม่ได้มองหาสถานที่ซื้อของแบบเดิมเสมอไป แต่กำลังมองหาความสัมพันธ์ใหม่ระหว่าง “ราคา คุณภาพ ความสด เวลา และความสะดวก” และเมื่อความต้องการเหล่านี้แตกต่างกันมากขึ้น ตลาดจึงค่อย ๆ แยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน คือ ฝั่งที่ชนะด้วยความคุ้มค่า และฝั่งที่ชนะด้วยความสด คุณภาพ และประสบการณ์


สิ่งที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในร้านค้าปลีก แต่กำลังส่งแรงสะเทือนไปยังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ การวางผังเมือง และการพัฒนาชุมชนในวงกว้าง เพราะ grocery store ไม่ได้เป็นเพียงผู้เช่าอีกประเภทหนึ่ง แต่เป็นหนึ่งในกลไกที่สร้างจังหวะการใช้ชีวิต สร้าง foot traffic และสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับพื้นที่ การเลือกผู้เช่าหลักที่เหมาะสม การกำหนด format ของร้านให้เหมาะกับ catchment และการออกแบบพื้นที่ค้าปลีกให้สัมพันธ์กับกิจวัตรของผู้คน จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในอนาคต


สำหรับประเทศไทย บทเรียนจากแนวโน้มนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะตลาดไทยกำลังอยู่ในช่วงที่ผู้บริโภคมีความหลากหลายสูงขึ้น เมืองมีความหนาแน่นมากขึ้น และการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์เข้มข้นขึ้น ผู้ประกอบการที่ยังคิดแบบเดิมว่า grocery retail คือการขายของจำเป็นในพื้นที่เช่า อาจมองไม่เห็นว่าแท้จริงแล้วนี่คือธุรกิจที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมการอยู่อาศัย การเดินทาง การทำงาน และคุณภาพชีวิตอย่างลึกซึ้ง ในทางกลับกัน ผู้ที่เข้าใจว่าร้านค้าปลีกอาหารเป็นส่วนหนึ่งของ ecosystem เมือง จะสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าสินทรัพย์ สร้างความถี่ในการใช้งานพื้นที่ และสร้างความผูกพันกับลูกค้าได้มากกว่า


ในระยะยาว ผู้ชนะในตลาดนี้จึงไม่ใช่ผู้ที่พยายามเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน แต่คือผู้ที่กล้ากำหนดตำแหน่งของตนเองอย่างชัดเจน และออกแบบประสบการณ์ให้ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแม่นยำ หากเลือกเล่นเกมความคุ้มค่า ก็ต้องทำให้คุ้มค่าอย่างแท้จริง หากเลือกเล่นเกมความสดและคุณภาพ ก็ต้องสร้างความแตกต่างที่ลูกค้ารู้สึกได้จริง และหากจะเชื่อมโยง grocery retail เข้ากับอสังหาริมทรัพย์ ก็ต้องมองให้เห็นว่าร้านหนึ่งร้านสามารถเป็นมากกว่าพื้นที่ขายสินค้า แต่มันสามารถเป็นหัวใจของชุมชน เป็นตัวขับเคลื่อนทราฟฟิก และเป็นฐานของมูลค่าระยะยาวของโครงการได้


ท้ายที่สุด Grocery Retail ไม่ได้กำลังเปลี่ยนเพียงวิธีซื้ออาหาร แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องค้าปลีก พื้นที่ และชีวิตประจำวันไปพร้อมกัน และนี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้ที่อยู่ในธุรกิจค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาเมือง จึงควรจับตาแนวโน้มนี้อย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการเปลี่ยน format ของร้าน แต่คือการเปลี่ยนกติกาของทั้ง ecosystem ค้าปลีกในอนาคต

 
 

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page