top of page

EIA Monitoring Report: Environmental Compliance ที่กำหนดเครดิตของทรัพย์สิน

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

3 January 2026




บทนำ: ทำไมอาคารจำนวนมาก “เสี่ยง” ทั้งที่คิดว่าผ่าน EIA แล้ว


สำหรับโครงการขนาดใหญ่ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment, EIA) ไม่ใช่เพียงรายงานเพื่อขออนุญาตก่อสร้าง แต่เป็นกรอบผูกพันเชิงกฎหมายที่ต่อเนื่องยาวนานไปตลอดการดำเนินงานของอาคาร โดยเฉพาะช่วงหลังเปิดใช้งานจริง ซึ่งเป็นช่วงที่ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจำนวนมากเริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น น้ำทิ้ง ขยะ เสียง กลิ่น ความหนาแน่นการจราจร และการใช้ทรัพยากร


ในบริบทนี้ “EIA Monitoring Report” จึงมีสถานะมากกว่ารายงานเชิงเอกสาร เพราะเป็นกลไกที่รัฐใช้ติดตามว่าโครงการยังดำเนินงานตามมาตรการที่เคยให้คำมั่นไว้ใน EIA หรือไม่ ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า “EIA จบตอนก่อสร้าง” ทำให้อาคารจำนวนไม่น้อยปล่อยให้ภาระการติดตามมาตรการขาดความต่อเนื่อง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงด้านกฎหมาย ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง และความเสี่ยงต่อมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว


1) EIA Monitoring Report คืออะไร


EIA Monitoring Report คือรายงานการติดตามตรวจสอบและรายงานผลการปฏิบัติตาม “มาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อม” ที่ระบุไว้ในรายงาน EIA ของโครงการนั้น ๆ โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ


  1. ยืนยันการปฏิบัติตามมาตรการ: โครงการทำตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ครบถ้วนตามช่วงเวลาและวิธีการที่ระบุ

  2. ยืนยันผลลัพธ์เชิงคุณภาพสิ่งแวดล้อม: ผลตรวจวัด/ผลการดำเนินงานอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือเกณฑ์ที่กำหนด

  3. กำกับการแก้ไขและป้องกันซ้ำ: เมื่อพบความเสี่ยงหรือค่าผิดเกณฑ์ ต้องมีแผนแก้ไขที่ตรวจสอบได้และทำได้จริง


สาระสำคัญคือ Monitoring Report เป็น “หลักฐานความสอดคล้อง” (Compliance Evidence) มากกว่าการสรุปข้อมูลทั่วไป และต้องสามารถยืนยันย้อนกลับได้ด้วยเอกสาร/ข้อมูล/บันทึก/ผลตรวจจากแหล่งที่เชื่อถือได้


2) ทำไมต้องทำ: มองให้ชัดว่าเป็น “เงื่อนไขสิทธิการใช้อาคาร”


เหตุผลที่ต้องจัดทำ Monitoring Report ไม่ได้อยู่ที่ความต้องการเอกสารของรัฐเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับ “สิทธิของโครงการ” ที่ได้รับจากการอนุมัติ EIA โดยตรง โครงการจำนวนมากสามารถพัฒนาได้ในขนาด ความหนาแน่น หรือรูปแบบการใช้พื้นที่ที่สูงขึ้น เพราะผ่านกระบวนการ EIA และให้คำมั่นว่าจะควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามมาตรการที่กำหนด


เมื่อมองในมุมนี้ EIA Monitoring คือระบบรักษา “สถานะความชอบด้วยเงื่อนไข” ของการดำเนินงานอาคาร หากละเลยหรือทำไม่ถูกต้อง ผลที่ตามมามักไม่ได้เกิดทันทีเหมือนระบบเสีย แต่จะสะสมเป็นความเสี่ยง ซึ่งอาจถูกกระตุ้นโดยเหตุการณ์ เช่น การร้องเรียนจากชุมชน การตรวจติดตามของหน่วยงาน การเปลี่ยนผู้เช่า การเกิดเหตุด้านสิ่งแวดล้อม หรือการตรวจสอบจากนักลงทุน/ผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน


3) กฎหมายและฐานอำนาจ: “กฎหมายแม่บท + ประกาศ/หลักเกณฑ์ + เงื่อนไขเฉพาะโครงการ”


ในเชิงปฏิบัติ ผู้บริหารอาคารควรเข้าใจว่าฐานผูกพันของ Monitoring Report มักอยู่ใน 3 ชั้นซ้อนกัน


3.1 กฎหมายแม่บทด้านสิ่งแวดล้อม


ฐานหลักคือ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายของระบบ EIA และการกำกับให้โครงการดำเนินการตามมาตรการสิ่งแวดล้อมที่กำหนด


3.2 ประกาศ/หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติของหน่วยงานกำกับ


จะมีหลักเกณฑ์ที่อธิบายรูปแบบการติดตามตรวจสอบ ความถี่ และการจัดทำรายงานในภาพรวม (รายละเอียดขึ้นกับประเภทโครงการและเงื่อนไขอนุมัติ)


3.3 เงื่อนไขเฉพาะในรายงาน EIA ของโครงการนั้น (สำคัญที่สุดในทางปฏิบัติ)


มาตรการและตารางติดตามใน EIA ของแต่ละโครงการเป็น “ข้อกำหนดเฉพาะตัว” ที่เป็นตัวกำหนดว่า

  • ต้องติดตามเรื่องอะไร

  • เกณฑ์/ค่ามาตรฐานคือเท่าไร

  • จุดตรวจวัดอยู่ที่ไหน

  • ความถี่เท่าไร

  • ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานรับรองหรือไม่

  • ต้องรายงานต่อใคร เมื่อไหร่


อาคารจำนวนมากพลาดเพราะทำตาม “ความเข้าใจทั่วไป” แต่ไม่ยึดเงื่อนไขเฉพาะใน EIA ของตัวเองเป็นหลัก


4) Monitoring Report ครอบคลุมเรื่องอะไรบ้าง


แม้รายละเอียดต่างกันตามประเภทโครงการ แต่หัวข้อที่พบบ่อยในอาคารขนาดใหญ่ ได้แก่

  • น้ำเสียและระบบบำบัด: คุณภาพน้ำทิ้ง การเดินระบบ การบำรุงรักษา การจัดการกากตะกอน

  • ขยะและของเสีย: ปริมาณ การคัดแยก การจัดเก็บ การขนส่ง/กำจัดตามกฎหมาย

  • เสียงและการสั่นสะเทือน: จากเครื่องจักร ระบบระบายอากาศ จุดกำเนิดเสียงในพื้นที่บริการ

  • อากาศ/กลิ่น: โดยเฉพาะพื้นที่ครัว ร้านอาหาร ระบบระบายอากาศ และการจัดการกลิ่น

  • การจราจรและการเข้า–ออก: ชั่วโมงเร่งด่วน จุดรับส่ง การจัดการ loading dock

  • การใช้พลังงาน/ทรัพยากร: บางโครงการกำหนดตัวชี้วัดหรือระบบติดตามที่ต้องรายงาน

  • มาตรการด้านการสื่อสารและร้องเรียน: ช่องทางรับเรื่องและการตอบสนองต่อชุมชน


ประเด็นสำคัญคือ ต้อง “ผูก” เรื่องเหล่านี้เข้ากับระบบ O&M ของอาคาร ไม่เช่นนั้น Monitoring จะกลายเป็นงานเอกสารที่วิ่งไล่ข้อมูลแบบฉุกเฉินทุกครั้งที่ถึงรอบส่งรายงาน


5) ใครต้องรับผิดชอบ: เจ้าของอาคาร “รับผิด” แต่ทีมบริหารอาคารคือ “คนทำให้เกิดผล”


โดยนิติสัมพันธ์ เจ้าของโครงการ/เจ้าของอาคารเป็นผู้รับผิดชอบต่อการปฏิบัติตามมาตรการ EIA แต่ในทางปฏิบัติ ทีมที่ถือข้อมูลจริงและควบคุมการเดินระบบคือ Property Management และ Engineering/O&M


ดังนั้นบทบาทของผู้บริหารอาคารยุคใหม่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงผู้ดูแลความเรียบร้อย แต่เป็นผู้ทำให้ “Compliance เกิดขึ้นจริง” ผ่านระบบงานประจำ ได้แก่ การเก็บข้อมูล การทำ PM ระบบที่เกี่ยวข้อง การจัดการผู้เช่า การควบคุมกิจกรรมที่ก่อผลกระทบ และการจัดทำหลักฐาน


6) วิธีทำให้ “ทำได้จริง”: 6 ขั้นตอนวางระบบ EIA Monitoring ในอาคาร


ขั้นที่ 1: รวบรวมเอกสารต้นทางให้ครบและถูกเวอร์ชัน


ต้องมีรายงาน EIA ฉบับที่อนุมัติ และเงื่อนไข/หนังสือที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรอบเวลาการส่งรายงาน และผู้รับรายงานที่ถูกต้อง


ขั้นที่ 2: แปลงมาตรการเป็น “ทะเบียนมาตรการ” (EIA Compliance Register)


ทำเป็นตารางที่อ่านง่ายและบริหารได้จริง โดยระบุอย่างน้อย

  • รหัสมาตรการ/หัวข้อ

  • สิ่งที่ต้องทำ

  • เกณฑ์/ค่ามาตรฐาน

  • วิธีเก็บข้อมูล/วิธีตรวจวัด

  • ความถี่

  • ผู้รับผิดชอบ

  • หลักฐานที่ต้องเก็บ

  • สถานะและแผนแก้ไข (ถ้ามี)


ขั้นที่ 3: สร้างระบบข้อมูลและหลักฐาน (Data & Evidence)


ต้องกำหนดแหล่งข้อมูลให้ชัด เช่น log sheet, BMS trend, ใบผลวิเคราะห์จาก lab, บันทึกการขนขยะ, ใบกำกับการกำจัด, รูปถ่ายก่อน–หลัง, work order จาก CMMS ฯลฯหลักคิดคือ “ย้อนตรวจได้” และ “รวมได้” ไม่ใช่กระจัดกระจาย


ขั้นที่ 4: จัดการผู้เกี่ยวข้องให้ครบวงจร


Monitoring ที่ดีต้องรวมผู้เกี่ยวข้องหลัก ได้แก่

  • ทีมวิศวกรรมและ O&M

  • แม่บ้าน/จัดการขยะ

  • ผู้รับเหมาระบบ (เช่น ระบบบำบัด)

  • ผู้เช่า (โดยเฉพาะกลุ่มที่มีผลกระทบสูง เช่น F&B)

  • ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญ (หากเงื่อนไขกำหนด)


ขั้นที่ 5: ตั้งกระบวนการประเมินแนวโน้มและการแก้ไข (Corrective & Preventive Actions)


ไม่ใช่รอให้ค่าผิดเกณฑ์แล้วค่อยแก้ แต่ต้องดูแนวโน้มล่วงหน้า โดยเฉพาะระบบน้ำเสีย กลิ่น และขยะ ซึ่งมักแย่ลงตามจำนวนผู้ใช้อาคารและพฤติกรรมผู้เช่า


ขั้นที่ 6: จัดทำรายงานแบบ “ตรวจสอบได้”


รายงานที่ดีต้องตอบคำถามของผู้ตรวจได้ทันทีว่า

  • ทำตามมาตรการครบถ้วนหรือไม่

  • หลักฐานอยู่ที่ไหน

  • ถ้ามีข้อบกพร่อง แก้ไขอย่างไรและป้องกันซ้ำอย่างไร

  • ใครรับผิดชอบ และ timeline คืออะไร


7) ความผิดพลาดที่พบบ่อย และวิธีปิดความเสี่ยง


1) ทำจริงแต่ไม่มีหลักฐาน → ระบบหลักฐานต้องมาก่อนการเขียนรายงาน

2) ทำไม่ตรงความถี่ใน EIA → ใช้ Register ตั้งเตือนล่วงหน้าเป็นรายเดือน

3) แยก Monitoring ออกจาก O&M → ผูกเข้ากับ PM/CMMS และ KPI ทีมงาน

4) ไม่ดึงผู้เช่าเข้าระบบ → ทำคู่มือ/กติกา + audit ผู้เช่ากลุ่มเสี่ยง

5) เปลี่ยนทีมแล้วความรู้หาย → ทำ SOP และแฟ้ม EIA ของอาคารเป็นระบบกลาง


8) มุมมองอนาคต: Monitoring Report = โปรไฟล์ความเสี่ยงของทรัพย์สิน (Asset Risk Profile)


ในโลกที่ ESG และการตรวจสอบห่วงโซ่ความรับผิดชอบเข้มขึ้น การปฏิบัติตาม EIA อย่างต่อเนื่องกำลังกลายเป็นสัญญาณของ “คุณภาพการบริหารทรัพย์สิน” ไม่ต่างจากการมีระบบความปลอดภัย การมีแผนซ่อมบำรุง หรือการมีระบบข้อมูลพลังงาน


อาคารที่มีประวัติ Monitoring ที่ดีและตรวจสอบได้ จะได้เปรียบในหลายมิติ—การเจรจากับผู้เช่าองค์กรใหญ่ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ความสามารถในการป้องกันข้อร้องเรียน และการลดความเสี่ยงด้านกฎหมายที่อาจกระทบต่อชื่อเสียงและรายได้ระยะยาว


สรุป: EIA Monitoring ที่ดีคือ “ระบบบริหารอาคาร” ไม่ใช่ “งานเอกสาร”


แก่นของ EIA Monitoring Report คือการทำให้ “คำมั่นใน EIA” กลายเป็น “ระบบที่ทำซ้ำได้ทุกปี” แม้ทีมงานเปลี่ยน ผู้เช่าเปลี่ยน หรือรูปแบบการใช้งานเปลี่ยน หากอาคารวางโครงสร้าง Register + Data + Evidence + CAPA ได้ครบ Monitoring จะกลายเป็นเครื่องมือป้องกันปัญหา ไม่ใช่งานวิ่งไล่ส่งรายงาน

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page