top of page

Zero Waste to Landfill: จากเป้าหมาย ESG สู่ระบบปฏิบัติการที่พิสูจน์ได้

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

22 June 2026



บทนำ


ในอดีต การจัดการขยะของอาคารมักถูกมองว่าเป็นงานหลังบ้าน เป็นเรื่องของแม่บ้าน ห้องขยะ รถขยะ และผู้รับเหมาขนขยะ แต่ในวันที่องค์กรให้ความสำคัญกับ ESG, Net Zero, Carbon Reduction และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขยะไม่ได้เป็นเพียงของเสียอีกต่อไป หากเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของการบริหารอาคาร วินัยของผู้ใช้อาคาร และความจริงใจขององค์กรในการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ


คำว่า Zero Waste to Landfill จึงเป็นคำที่ทรงพลัง แต่ก็เป็นคำที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะหากไม่มีข้อมูลรองรับ ไม่มีการวัดผลที่ชัดเจน และไม่มีหลักฐานว่าขยะถูกส่งไปจัดการที่ปลายทางใด คำนี้อาจกลายเป็นเพียงถ้อยคำสวยงามในรายงาน ESG หรือแคมเปญประชาสัมพันธ์ที่เสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็น Greenwashing


Zero Waste to Landfill ไม่ได้แปลว่าอาคารไม่มีขยะเกิดขึ้นเลย และไม่ได้แปลว่าขยะทุกชิ้นหายไปจากระบบ แต่หมายถึงการบริหารจัดการให้ขยะที่เกิดขึ้นไม่ถูกส่งไปฝังกลบ หรือถูกส่งไปฝังกลบน้อยที่สุด ผ่านการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง การใช้ซ้ำ การรีไซเคิล การแยกเศษอาหาร การจัดการของเสียเฉพาะประเภท และการส่งต่อวัสดุไปยังปลายทางที่ตรวจสอบได้


ดังนั้น เส้นทางสู่ Zero Waste to Landfill จึงไม่ควรเริ่มจากการประกาศเป้าหมายใหญ่ แต่ควรเริ่มจากการยอมรับความจริงว่า อาคารทุกแห่งมีขยะ มีพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรที่ยังปรับปรุงได้ และมีโอกาสจำนวนมากในการเปลี่ยนของเสียให้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การพูดว่าเรากำลังทำ Zero Waste แต่คือการพิสูจน์ให้ได้ว่า ขยะถูกลด ถูกแยก ถูกส่งต่อ และถูกใช้ประโยชน์จริง


จาก Waste Management สู่ Resource Management


จุดเปลี่ยนสำคัญของ Zero Waste to Landfill คือการเลิกมองขยะเป็น “ภาระที่ต้องกำจัด” และเริ่มมองว่าเป็น “ทรัพยากรที่ถูกจัดการผิดที่” กระดาษ กล่องลัง พลาสติก ขวดแก้ว โลหะ เศษอาหาร น้ำมันใช้แล้ว อุปกรณ์ไฟฟ้าเก่า หรือวัสดุจากงานตกแต่งผู้เช่า ล้วนมีเส้นทางปลายทางที่แตกต่างกัน หากถูกทิ้งรวมกัน ทุกอย่างจะกลายเป็นขยะทั่วไปที่มีมูลค่าต่ำและมักจบลงที่การฝังกลบ แต่ถ้าถูกแยกตั้งแต่ต้นทาง หลายอย่างสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิล ทำปุ๋ย ทำพลังงานชีวภาพ หรือส่งต่อให้ผู้รับที่มีระบบจัดการถูกต้องได้


นี่คือเหตุผลที่ Zero Waste to Landfill ไม่สามารถเริ่มจากห้องขยะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มตั้งแต่จุดกำเนิดขยะ เช่น ห้องประชุม พื้นที่สำนักงาน ร้านอาหาร ศูนย์อาหาร loading bay พื้นที่ผู้รับเหมา ห้องเครื่อง งานซ่อมบำรุง และงาน fit-out ของผู้เช่า เพราะเมื่อขยะปนกันตั้งแต่ต้นทาง ต้นทุนในการแก้ไขปลายทางจะสูงขึ้นทันที และบางครั้งวัสดุที่ควรรีไซเคิลได้ก็เสียโอกาสไปอย่างถาวร


ใช้คำว่า Zero Waste to Landfill อย่างระมัดระวัง


หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการใช้คำว่า Zero Waste to Landfill แทนคำว่า Zero Waste ทั้งที่ทั้งสองคำไม่ได้มีความหมายเหมือนกันทั้งหมด Zero Waste เป็นแนวคิดที่กว้างกว่าและเข้มข้นกว่า เพราะมุ่งลดของเสียตลอดวงจรชีวิตของทรัพยากร ตั้งแต่การออกแบบ การจัดซื้อ การใช้ การใช้ซ้ำ การรีไซเคิล และการหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่วน Zero Waste to Landfill มุ่งเน้นเฉพาะการลดหรือหลีกเลี่ยงการส่งขยะไปฝังกลบ


ด้วยเหตุนี้ อาคารที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ ไม่ควรรีบประกาศว่าตนเองเป็น Zero Waste to Landfill หากยังไม่มีข้อมูลน้ำหนักขยะ ไม่มี diversion rate ไม่มีหลักฐานจาก vendor และไม่มีเอกสารยืนยันปลายทางของวัสดุแต่ละประเภท คำที่เหมาะสมกว่าในระยะเริ่มต้นอาจเป็น “Towards Zero Waste to Landfill” หรือ “Pathway to Zero Waste to Landfill” เพราะสะท้อนความตั้งใจอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่สื่อสารเกินจริง


การไม่ Greenwashing ไม่ได้แปลว่าองค์กรต้องรอให้สมบูรณ์ก่อนจึงจะเริ่มสื่อสาร แต่หมายถึงการสื่อสารอย่างซื่อสัตย์ บอกสถานะปัจจุบันตามจริง บอกเป้าหมายให้ชัด บอกวิธีวัดผลให้ตรวจสอบได้ และยอมรับว่ายังมีบางส่วนที่ต้องปรับปรุง หากทำได้เช่นนี้ Zero Waste to Landfill จะไม่ใช่คำโฆษณา แต่จะกลายเป็นมาตรฐานการบริหารอาคารที่มีความน่าเชื่อถือ


ขั้นตอนที่หนึ่ง: รู้จักขยะของตัวเองก่อน


ไม่มีอาคารใดสามารถบริหาร Zero Waste to Landfill ได้จากความรู้สึก สิ่งแรกที่ต้องทำคือ Waste Audit หรือการสำรวจขยะอย่างเป็นระบบ อาคารควรรู้ว่าขยะแต่ละเดือนมีปริมาณเท่าไร มาจากพื้นที่ใด ประเภทใดมีสัดส่วนสูงที่สุด และขยะส่วนใดคือสาเหตุหลักที่ทำให้ยังต้องส่งไปฝังกลบ


Waste Audit ที่ดีควรแยกอย่างน้อยเป็น ขยะทั่วไป กระดาษ กล่องลัง พลาสติก PET พลาสติกประเภทอื่น แก้ว โลหะ เศษอาหาร น้ำมันใช้แล้ว e-waste ขยะอันตราย และขยะจากงานผู้รับเหมา หากเป็นอาคารที่มีผู้เช่าหลากหลาย ควรพยายามแยกข้อมูลตามกลุ่มพื้นที่ เช่น สำนักงาน ร้านอาหาร retail พื้นที่ส่วนกลาง และงาน fit-out เพื่อให้เห็นแหล่งกำเนิดที่แท้จริง


เมื่อมีข้อมูล baseline แล้ว อาคารจะเริ่มเห็นคำตอบว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดอยู่ตรงไหน บางอาคารอาจพบว่าขยะส่วนใหญ่คือเศษอาหารจากศูนย์อาหาร บางแห่งอาจเป็นกล่องลังจากร้านค้า บางแห่งอาจเป็นขยะทั่วไปจากสำนักงานที่ไม่มีการแยกต้นทาง และบางแห่งอาจเป็นขยะก่อสร้างจากงานปรับปรุงพื้นที่ผู้เช่า การรู้จักขยะของตัวเองคือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาที่ตรงจุด


ขั้นตอนที่สอง: ตั้งเป้าเป็นตัวเลข ไม่ใช่แค่ความตั้งใจ


คำว่า “ลดขยะ” เป็นเป้าหมายที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการบริหารจริง อาคารควรตั้ง KPI ที่วัดได้ เช่น ปริมาณขยะรวมต่อเดือน ปริมาณขยะต่อผู้ใช้อาคาร ปริมาณขยะต่อพื้นที่ ขยะที่ส่งไป landfill ปริมาณวัสดุรีไซเคิล ปริมาณเศษอาหารที่ถูกแยก และ diversion rate


สูตรพื้นฐานที่ใช้ได้คือ Diversion Rate = ปริมาณขยะที่ถูกนำกลับไปใช้ใหม่ รีไซเคิล หมัก ทำปุ๋ย หรือส่งไปใช้ประโยชน์ ÷ ปริมาณขยะทั้งหมด x 100


หากอาคารมีขยะเดือนละ 10,000 กิโลกรัม และสามารถนำออกจากเส้นทางฝังกลบได้ 7,000 กิโลกรัม diversion rate คือ 70% ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังไม่ควรสื่อสารว่าเป็น Zero Waste to Landfill การตั้งเป้าอาจเริ่มจาก 60% เป็น 75% เป็น 85% และค่อยไปสู่ระดับที่สูงขึ้นเมื่อระบบเริ่มนิ่งและมีข้อมูลรองรับ


สิ่งสำคัญคือ KPI ต้องไม่ใช่ตัวเลขสวยงามในรายงาน แต่ต้องเชื่อมกับวิธีทำงานจริง เช่น การปรับจุดทิ้งขยะ การอบรมแม่บ้าน การเปลี่ยน vendor การเจรจากับร้านค้า การกำหนดกติกาผู้รับเหมา และการรายงานผลให้ผู้เช่ารับรู้เป็นประจำ


ขั้นตอนที่สาม: ลดขยะตั้งแต่ก่อนเกิด


การแยกขยะเป็นเรื่องสำคัญ แต่การลดขยะตั้งแต่ต้นทางสำคัญกว่า เพราะขยะที่ดีที่สุดคือขยะที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นตั้งแต่แรก อาคารสามารถลดขยะได้ผ่านนโยบายจัดซื้อ การออกแบบบริการ และกติกาการใช้พื้นที่ เช่น ลดการใช้น้ำดื่มขวดพลาสติกในห้องประชุม ใช้ระบบ refill ลดบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวในงานอีเวนต์ ลดการพิมพ์เอกสาร และกำหนดให้ supplier รับคืน packaging บางประเภท


สำหรับศูนย์การค้าและอาคารที่มีร้านอาหาร ควรทำงานร่วมกับผู้เช่าเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้จริง การลดวัสดุผสมหลายชั้นที่แยกยาก และการแยกเศษอาหารตั้งแต่หลังร้าน สำหรับอาคารสำนักงาน ควรทำให้ผู้เช่าเห็นว่า Zero Waste to Landfill ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นส่วนหนึ่งของ workplace culture และ corporate responsibility


เมื่อองค์กรลดของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ระบบจัดการขยะทั้งหมดจะง่ายขึ้นทันที เพราะปริมาณขยะลดลง ความปนเปื้อนลดลง และวัสดุที่เหลือมีคุณภาพดีขึ้นสำหรับการรีไซเคิล


ขั้นตอนที่สี่: แยกขยะที่ต้นทางให้เข้าใจง่าย


ถังขยะหลายสีไม่ได้รับประกันว่าคนจะแยกถูก สิ่งที่สำคัญกว่าคือความเข้าใจง่าย ความสม่ำเสมอ และการออกแบบพฤติกรรม จุดทิ้งขยะควรมีป้ายที่ชัดเจน ใช้รูปภาพของขยะจริงที่เกิดในอาคาร และใช้ระบบเดียวกันทั้งอาคาร ไม่ควรให้แต่ละชั้น แต่ละร้าน หรือแต่ละพื้นที่ใช้ป้ายคนละแบบ เพราะจะทำให้ผู้ใช้อาคารสับสน


อาคารควรเริ่มจากหมวดที่จำเป็นและจัดการต่อได้จริง เช่น ขยะรีไซเคิล เศษอาหาร ขยะทั่วไป และขยะอันตรายหรือ e-waste ในจุดเฉพาะ หากแยกมากเกินไปแต่ไม่มีระบบรับต่อที่ชัดเจน สุดท้ายขยะอาจถูกนำไปรวมกันที่ปลายทาง ซึ่งจะทำลายความเชื่อมั่นของผู้ใช้อาคาร


แม่บ้านและทีมรักษาความสะอาดมีบทบาทสำคัญมาก เพราะเป็นด่านสุดท้ายก่อนขยะเข้าสู่ห้องขยะ หากทีมหน้างานไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแยก หรือไม่รู้ว่าขยะแต่ละประเภทต้องไปที่ไหน ระบบที่ออกแบบไว้บนกระดาษจะไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ


ขั้นตอนที่ห้า: ทำห้องขยะให้เป็น Material Recovery Area


ห้องขยะในอาคารจำนวนมากถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่พักของเสีย แต่ในแนวคิด Zero Waste to Landfill ห้องขยะควรถูกยกระดับเป็น Material Recovery Area หรือพื้นที่คัดแยกและกู้คืนวัสดุที่ยังมีคุณค่า


พื้นที่นี้ควรมีการแบ่งโซนชัดเจน มีป้าย มีพื้นที่เก็บวัสดุรีไซเคิลที่แห้งและไม่ปนเปื้อน มีระบบชั่งน้ำหนัก มีบันทึกรับเข้าและส่งออก และมีมาตรฐานความสะอาด ความปลอดภัย และการควบคุมกลิ่น หากมีพื้นที่เพียงพอ อาคารอาจพิจารณาเครื่องอัดกระดาษหรือพลาสติกเพื่อลดรอบขนส่งและเพิ่มมูลค่าของวัสดุรีไซเคิล


การทำห้องขยะให้ดีไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นหัวใจของข้อมูล เพราะถ้าไม่รู้ว่าวัสดุอะไรถูกส่งออกไปเท่าไร ส่งให้ใคร และปลายทางคืออะไร อาคารจะไม่สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ของ Zero Waste to Landfill ได้อย่างน่าเชื่อถือ


ขั้นตอนที่หก: เลือก Vendor ที่มีปลายทางตรวจสอบได้


หนึ่งในความเสี่ยงที่พบบ่อยคือ อาคารแยกขยะแล้ว แต่ไม่รู้ว่าหลังจากรถมารับ ขยะถูกนำไปที่ไหน การทำ Zero Waste to Landfill จึงต้องเปลี่ยนวิธีบริหาร vendor จากการจ้างขนขยะออกจากอาคาร ไปสู่การบริหาร chain of custody ของวัสดุแต่ละประเภท


Vendor ควรส่งรายงานน้ำหนักเป็นประจำ มีเอกสารรับมอบ มีหลักฐานปลายทาง และสามารถอธิบายได้ว่าวัสดุแต่ละประเภทถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร เช่น กระดาษไปโรงงานรีไซเคิล ขวด PET ไปผู้รีไซเคิล พลาสติกบางประเภทไปกระบวนการแปรรูป เศษอาหารไปทำปุ๋ยหรือระบบที่ได้รับอนุญาต น้ำมันใช้แล้วไปผู้รับที่มีใบอนุญาต และ e-waste ไปผู้จัดการของเสียที่เหมาะสม


หากไม่มีหลักฐานปลายทาง อาคารควรหลีกเลี่ยงการสื่อสารว่าขยะถูกรีไซเคิลหรือ diverted แล้ว เพราะสิ่งที่วัดไม่ได้และตรวจสอบไม่ได้ อาจกลายเป็นความเสี่ยงด้าน Greenwashing ในอนาคต


ขั้นตอนที่เจ็ด: ทำให้ผู้เช่าและผู้รับเหมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ


อาคารไม่สามารถไปถึง Zero Waste to Landfill ได้ด้วยทีมบริหารอาคารฝ่ายเดียว เพราะขยะจำนวนมากเกิดจากผู้เช่า ร้านค้า ผู้รับเหมา และกิจกรรมต่าง ๆ ในอาคาร ดังนั้นกติกาต้องถูกฝังอยู่ในระบบบริหารอาคาร เช่น Tenant Handbook, House Rules, Fit-out Manual, Contractor Rules และข้อกำหนดในงาน event


สำหรับผู้เช่า ควรมีการสื่อสารที่ชัดเจนว่าอาคารแยกขยะประเภทใด ต้องทิ้งที่ไหน และมีรายงานผลอย่างไร สำหรับร้านค้าและศูนย์อาหาร ควรมีข้อกำหนดเรื่องเศษอาหาร กล่องลัง บรรจุภัณฑ์ และน้ำมันใช้แล้ว สำหรับผู้รับเหมา ควรกำหนดให้แยกวัสดุจากงาน fit-out เช่น เศษเหล็ก สายไฟ ไม้ ยิปซัม กระจก บรรจุภัณฑ์ และต้องมีหลักฐานการขนย้ายออกจากพื้นที่


สิ่งที่สำคัญคือการสื่อสารต้องไม่ใช่การกล่าวโทษ แต่ต้องทำให้ทุกฝ่ายเห็นว่า นี่คือมาตรฐานใหม่ของอาคารที่ดี อาคารที่มีคุณภาพไม่ได้ดูแลเฉพาะความสะอาด ความปลอดภัย และความสะดวกสบาย แต่ต้องดูแลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรการใช้ทรัพยากรด้วย


ขั้นตอนที่แปด: ใช้ข้อมูลสร้างความต่อเนื่อง


Zero Waste to Landfill จะยั่งยืนได้เมื่อมีข้อมูลที่ติดตามอย่างต่อเนื่อง รายงานรายเดือนควรแสดงให้เห็นอย่างน้อย 5 เรื่อง คือ ขยะทั้งหมด ขยะที่ไป landfill ขยะที่ถูกรีไซเคิลหรือใช้ประโยชน์ เศษอาหารที่ถูกแยก และ diversion rate


เมื่อข้อมูลถูกแสดงเป็น trend รายเดือน ทีมบริหารจะเห็นทันทีว่าระบบดีขึ้นหรือแย่ลง ช่วงไหนขยะเพิ่มขึ้น พื้นที่ใดมีปัญหา ผู้เช่ากลุ่มใดต้องได้รับการสื่อสารเพิ่ม และ vendor รายใดให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถนำไปใช้ใน ESG report, tenant engagement, green building certification และการสื่อสารกับเจ้าของอาคารได้


ในระยะยาว อาคารควรพัฒนา dashboard ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากห้องขยะ vendor และกิจกรรมของผู้เช่า เพื่อให้การจัดการขยะไม่ใช่งานเอกสารปลายเดือน แต่เป็นระบบบริหารทรัพยากรที่ตัดสินใจจากข้อมูลจริง


ความท้าทายที่ต้องยอมรับ


เส้นทางสู่ Zero Waste to Landfill ไม่ง่าย เพราะมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งพื้นที่ห้องขยะไม่เพียงพอ พฤติกรรมผู้ใช้อาคารไม่สม่ำเสมอ vendor บางรายไม่มีข้อมูลปลายทาง วัสดุบางประเภทรีไซเคิลไม่ได้จริง หรือค่าใช้จ่ายในการจัดการบางประเภทสูงกว่าการทิ้งแบบเดิม


แต่ความท้าทายเหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่เริ่ม ตรงกันข้าม นี่คือเหตุผลที่ต้องมอง Zero Waste to Landfill เป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อาคารไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์ตั้งแต่วันแรก สิ่งที่สำคัญกว่าคือการมี baseline ที่ซื่อสัตย์ มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีแผนปรับปรุง และมีความต่อเนื่องในการลงมือทำ


การเดินทางนี้อาจเริ่มจากการแยกกล่องลังและกระดาษให้ถูกต้อง ต่อด้วยการแยกเศษอาหาร ทำระบบ e-waste เพิ่มข้อกำหนดผู้รับเหมา ปรับห้องขยะ เปลี่ยน vendor และค่อยยกระดับไปสู่การรับรองจากภายนอกเมื่อระบบพร้อม ทุกก้าวที่ลดการฝังกลบได้จริงคือความก้าวหน้า


บทสรุป


Zero Waste to Landfill คือการเปลี่ยนขยะจากเรื่องหลังบ้านให้กลายเป็นวาระสำคัญของการบริหารอาคารยุคใหม่ เป็นการเปลี่ยนจากการจัดการปลายทาง ไปสู่การออกแบบระบบตั้งแต่ต้นทาง เป็นการเปลี่ยนจากการทิ้ง ไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ


สำหรับผู้บริหารอาคาร นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของ operational excellence เพราะอาคารที่บริหารขยะได้ดี มักเป็นอาคารที่มีข้อมูลดี มีวินัยดี มีระบบดี และมีความร่วมมือที่ดีระหว่างเจ้าของอาคาร ผู้เช่า ผู้รับเหมา และทีมปฏิบัติการ


Zero Waste to Landfill จึงไม่ควรถูกมองเป็นคำประกาศทางการตลาด แต่ควรถูกมองเป็นมาตรฐานการบริหารอาคารที่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยข้อมูล ระบบ และหลักฐานปลายทาง หากทำได้จริง คำนี้จะไม่ใช่แค่ถ้อยคำสวยงามในรายงาน ESG แต่จะเป็นเครื่องยืนยันว่าอาคารกำลังใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page