top of page

เจ้าของอาคารมีหน้าที่ร่วมด้านความปลอดภัย: จากเจ้าของพื้นที่สู่ผู้รับผิดชอบชีวิตคนในอาคาร

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

24 June 2026



บทนำ


เจ้าของอาคารมี “หน้าที่ร่วมด้านความปลอดภัย” ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ผู้ควบคุมพื้นที่ส่วนกลาง ผู้ให้เช่า และ/หรือผู้ประกอบกิจการที่ยอมให้บุคคลเข้ามาทำงานในอาคาร ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการบริหารอาคารยุคปัจจุบัน เพราะอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรม อาคารชุดเพื่อการพาณิชย์ โรงงาน คลังสินค้า หรืออาคาร mixed-use ไม่ได้มีเพียงเจ้าของอาคารและพนักงานของตนเองเท่านั้น แต่มีผู้เช่า พนักงานผู้เช่า ผู้รับเหมา vendor ทีมรักษาความปลอดภัย แม่บ้าน ช่างซ่อมบำรุง ผู้รับเหมางานตกแต่ง ผู้ให้บริการระบบอาคาร และบุคคลภายนอกจำนวนมากเข้ามาทำงานหรือใช้พื้นที่ร่วมกันทุกวัน


คำถามสำคัญคือ เมื่อกฎหมายใช้คำว่า “นายจ้าง” เจ้าของอาคารเกี่ยวข้องอย่างไร เจ้าของอาคารจะอ้างได้หรือไม่ว่า “คนเหล่านั้นไม่ใช่ลูกจ้างของเรา” หรือ “ผู้เช่าต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด” คำตอบในทางบริหารความปลอดภัยคือ เจ้าของอาคารอาจไม่ใช่นายจ้างโดยตรงของลูกจ้างผู้เช่าทุกราย แต่เจ้าของอาคารไม่สามารถแยกตัวออกจากหน้าที่ด้านความปลอดภัยของอาคารได้ เพราะเจ้าของอาคารเป็นผู้ถือครองทรัพย์สิน เป็นผู้กำหนดกฎการใช้พื้นที่ เป็นผู้ควบคุมระบบส่วนกลาง เป็นผู้อนุญาตให้บุคคลเข้ามาทำงาน และในหลายกรณีเป็นผู้ว่าจ้างหรือควบคุมงานของผู้รับเหมาที่เข้ามาทำงานในอาคารโดยตรง


ดังนั้น หน้าที่ของเจ้าของอาคารและผู้บริหารอาคารจึงไม่ใช่เพียง “ติดตั้งระบบดับเพลิงไว้ให้ครบ” แต่ต้องบริหารจัดการให้ระบบนั้นใช้งานได้จริง คนในอาคารรู้หน้าที่จริง ทางหนีไฟใช้งานได้จริง ผู้เช่าร่วมมือกันจริง และหลักฐานการปฏิบัติตามกฎหมายพร้อมตรวจสอบได้จริง กฎหมายความปลอดภัยไม่ได้มองอาคารเป็นเพียงทรัพย์สิน แต่เป็นสถานที่ทำงานที่มีชีวิตคนอยู่ภายใน


เจ้าของอาคารไม่ใช่นายจ้างร่วมโดยอัตโนมัติ แต่มีหน้าที่ร่วมด้านความปลอดภัย


ต้องแยกให้ชัดก่อนว่า ลูกจ้างของผู้เช่า เช่น พนักงานบริษัทที่เช่าพื้นที่สำนักงาน ย่อมมีบริษัทผู้เช่าเป็นนายจ้างโดยตรง เจ้าของอาคารไม่ได้กลายเป็นนายจ้างร่วมของลูกจ้างผู้เช่าโดยอัตโนมัติในความหมายของสัญญาจ้างแรงงาน แต่กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน มีขอบเขตกว้างกว่าสัญญาจ้างแรงงานทั่วไป เพราะเน้นการป้องกันอันตรายในสถานประกอบกิจการและสถานที่ทำงานจริง


เมื่ออาคารหนึ่งมีหลายสถานประกอบกิจการอยู่รวมกัน เช่น ผู้เช่าหลายบริษัทในอาคารสำนักงาน ผู้เช่าร้านค้าในศูนย์การค้า หรือผู้เช่าหลายรายในอาคาร mixed-use ความปลอดภัยของแต่ละรายไม่สามารถแยกจากกันได้ทั้งหมด หากระบบ fire alarm ส่วนกลางไม่ทำงาน ผู้เช่าทุกรายได้รับผลกระทบ หากบันไดหนีไฟถูกกีดขวาง คนทั้งชั้นอาจออกไม่ได้ หากระบบอัดอากาศบันไดหนีไฟ ระบบ sprinkler ระบบ fire pump หรือระบบไฟฉุกเฉินขัดข้อง ความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะพื้นที่ของผู้เช่ารายใดรายหนึ่ง แต่กระทบทั้งอาคาร


นี่คือเหตุผลที่เจ้าของอาคารและผู้บริหารอาคารต้องมองตนเองเป็น “ผู้จัดระบบกลาง” ของความปลอดภัยในอาคาร แม้กฎหมายจะวางหน้าที่ไว้กับนายจ้างแต่ละราย แต่ในทางปฏิบัติ ผู้เช่าแต่ละรายไม่สามารถควบคุม fire pump room, fire command center, fire alarm panel, hydrant, sprinkler main valve, generator, emergency lighting, pressurization fan, smoke control, บันไดหนีไฟส่วนกลาง หรือพื้นที่ assembly point ได้ด้วยตนเองทั้งหมด หน้าที่เหล่านี้จึงต้องถูกจัดการโดยเจ้าของอาคารและผู้บริหารอาคารอย่างเป็นระบบ


ฐานะของเจ้าของอาคารในกฎหมายความปลอดภัย


เจ้าของอาคารควรมองตนเองในหลายฐานะพร้อมกัน ฐานะแรกคือ “เจ้าของพื้นที่” ซึ่งต้องดูแลให้อาคารและพื้นที่ส่วนกลางมีสภาพปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ทำงานและผู้ใช้อาคาร ฐานะที่สองคือ “ผู้ควบคุมพื้นที่ส่วนกลาง” ซึ่งมีอำนาจกำหนดกติกา เช่น การใช้ทางหนีไฟ การทำงานร้อน การขนย้ายวัตถุไวไฟ การปิดระบบ fire alarm ชั่วคราว การทำ fit-out และการอนุญาตให้ผู้รับเหมาเข้าพื้นที่ ฐานะที่สามคือ “ผู้ให้เช่า” ซึ่งต้องไม่ขัดขวางการที่ผู้เช่าปรับปรุงหรือดำเนินการให้พื้นที่เช่าปลอดภัยตามกฎหมาย และฐานะที่สี่คือ “ผู้ประกอบกิจการที่ยอมให้บุคคลเข้ามาทำงานในอาคาร” โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพนักงานอาคาร vendor ผู้รับเหมา และบุคคลที่เข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของอาคาร


เมื่อรวมฐานะเหล่านี้เข้าด้วยกัน เจ้าของอาคารจึงควรมีระบบบริหารความปลอดภัยที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้เช่าแต่ละรายตีความเองหรือจัดการเองแบบแยกส่วน เพราะความปลอดภัยจากอัคคีภัยเป็นระบบรวมของอาคาร หากขาดการประสานงานส่วนกลาง อาคารที่มีระบบครบก็อาจไม่ปลอดภัยได้


หน้าที่ข้อแรก: จัดให้มีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยที่พร้อมใช้งาน


หน้าที่พื้นฐานที่สุดคือ เจ้าของอาคารและผู้บริหารอาคารต้องจัดให้มีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยที่เหมาะสมกับประเภทอาคาร ขนาดอาคาร ความเสี่ยงของการใช้งาน และจำนวนคนในอาคาร ระบบเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงเครื่องดับเพลิงเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบตรวจจับควันและความร้อน manual call point fire alarm panel ระบบเสียงประกาศ ระบบ sprinkler ระบบ hydrant และ hose reel ระบบ fire pump ถังเก็บน้ำดับเพลิง ระบบไฟฟ้าสำรอง ระบบไฟฉุกเฉิน ป้ายทางหนีไฟ ประตูหนีไฟ บันไดหนีไฟ ระบบอัดอากาศบันไดหนีไฟ และอุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง


สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่หยุดที่คำว่า “มี” แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่า “พร้อมใช้งาน” อาคารจำนวนมากมีระบบติดตั้งอยู่ครบตามแบบ แต่ปัญหาเกิดจากระบบไม่ได้รับการทดสอบ valve ถูกปิดโดยไม่รู้ตัว fire pump start ไม่ได้ battery เสื่อม detector ถูกปิดหรือ bypass ไว้เพราะมี false alarm บ่อย emergency light ไม่ติด ประตูหนีไฟเปิดค้างหรือปิดไม่สนิท stair pressurization ไม่ทำงาน หรือ fire command center ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่เข้าใจขั้นตอนการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุ


สำหรับเจ้าของอาคาร หน้าที่ที่ถูกต้องจึงต้องมีทั้งการตรวจประจำวัน การทดสอบรายเดือน การบำรุงรักษาตามรอบ การตรวจรับรองโดยผู้มีคุณสมบัติ การแก้ไขข้อบกพร่อง และการเก็บเอกสารหลักฐาน เช่น test report, maintenance record, defect log, corrective action, work order, inspection checklist และ certificate ที่เกี่ยวข้อง เพราะเมื่อเกิดเหตุหรือเมื่อมีการตรวจสอบ คำถามจะไม่ใช่แค่ว่าอาคารมีระบบหรือไม่ แต่จะถามต่อว่าระบบได้รับการดูแลอย่างไร ทดสอบครั้งสุดท้ายเมื่อใด พบข้อบกพร่องอะไร และแก้ไขแล้วหรือยัง


หน้าที่ข้อที่สอง: จัดทำแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยของอาคาร


อาคารที่มีคนทำงานตั้งแต่สิบคนขึ้นไปต้องมีแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย โดยแผนต้องไม่ใช่เอกสารที่ทำไว้เพื่อเก็บแฟ้มเท่านั้น แต่ต้องเป็นระบบปฏิบัติการจริงของอาคาร แผนที่ดีควรประกอบด้วยการตรวจตรา การอบรม การรณรงค์ป้องกันอัคคีภัย การดับเพลิง การอพยพหนีไฟ และการบรรเทาทุกข์


สำหรับอาคารหลายผู้เช่า เจ้าของอาคารควรจัดทำ “แผนกลางของอาคาร” และให้ผู้เช่าแต่ละรายจัดทำแผนภายในของตนเองให้เชื่อมกับแผนกลาง แผนกลางควรกำหนดโครงสร้างการสั่งการเมื่อเกิดเหตุ บทบาทของ fire command center บทบาทของ building manager บทบาทของ engineering team บทบาทของ security บทบาทของ floor warden บทบาทของ tenant representative วิธีแจ้งเหตุ วิธีอพยพ จุดรวมพล วิธีตรวจนับคน วิธีช่วยเหลือผู้พิการหรือผู้ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ วิธีประสานสถานีดับเพลิง และวิธีสื่อสารกับผู้เช่า ผู้ใช้อาคาร และหน่วยงานภายนอก


สิ่งที่ผู้บริหารอาคารต้องระวังคือ แผนอพยพของผู้เช่าแต่ละรายอาจไม่สอดคล้องกับแผนอาคาร เช่น ผู้เช่ากำหนดจุดรวมพลคนละที่กับอาคาร ผู้เช่าไม่รู้ว่าต้องใช้บันไดหนีไฟฝั่งใด ผู้เช่าไม่รู้สัญญาณเตือนภัยของอาคาร ผู้เช่าไม่รู้ว่าชั้นใดต้องอพยพก่อน ผู้เช่าไม่มี floor warden หรือรายชื่อผู้รับผิดชอบไม่อัปเดต ดังนั้นการทำแผนจึงต้องเป็นงานประสาน ไม่ใช่งานเอกสารของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง


หน้าที่ข้อที่สาม: จัดทำป้าย ข้อปฏิบัติ และการสื่อสารเมื่อเกิดเหตุ


กฎหมายกำหนดให้สถานประกอบกิจการต้องมีป้ายข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการดับเพลิงและการอพยพหนีไฟ และต้องติดประกาศให้เห็นชัดเจน สำหรับเจ้าของอาคาร นี่คือหน้าที่ที่ควรยกระดับจากป้ายธรรมดาให้เป็นระบบสื่อสารความปลอดภัยของอาคาร


ป้ายและสื่อสารที่ควรมี ได้แก่ ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อพบเหตุเพลิงไหม้ หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินของอาคาร ตำแหน่ง manual call point ตำแหน่งเครื่องดับเพลิง เส้นทางหนีไฟ ผังอพยพประจำชั้น ข้อห้ามใช้ลิฟต์เมื่อเกิดเพลิงไหม้ จุดรวมพล วิธีช่วยเหลือผู้พิการหรือผู้สูงอายุ และข้อปฏิบัติสำหรับผู้รับเหมาและผู้มาติดต่อ นอกจากนี้ควรมีการสื่อสารหลายภาษาในอาคารที่มีชาวต่างชาติหรือแรงงานต่างชาติ และควรใช้สัญลักษณ์ที่เข้าใจง่าย ไม่พึ่งพาข้อความยาวเกินไป


ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือ ป้ายมีแต่ไม่ชัด ป้ายถูกบัง ป้ายกลมกลืนกับงานตกแต่ง ป้ายชี้ทางผิดเพราะมีการปรับ layout ป้ายไม่ได้อัปเดตหลัง fit-out หรือป้ายอยู่เฉพาะทางเดินหลักแต่ไม่มีในพื้นที่ back of house ห้องเครื่อง ห้องเก็บของ loading area หรือพื้นที่ผู้รับเหมาทำงาน เจ้าของอาคารจึงต้องมีรอบตรวจป้ายและสื่อสารความปลอดภัยเป็นประจำ


หน้าที่ข้อที่สี่: ดูแลทางหนีไฟและประตูหนีไฟให้ใช้งานได้จริง


ทางหนีไฟคือเส้นชีวิตของอาคาร เมื่อเกิดเพลิงไหม้ คนในอาคารมีเวลาจำกัดมากในการอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย กฎหมายจึงกำหนดให้ต้องมีเส้นทางหนีไฟทุกชั้นอย่างน้อยสองเส้นทาง สามารถอพยพคนไปยังจุดปลอดภัยได้ภายในเวลาที่กำหนด และต้องปราศจากสิ่งกีดขวาง


ในทางปฏิบัติ เจ้าของอาคารและผู้บริหารอาคารต้องควบคุมไม่ให้บันไดหนีไฟ ห้องโถงหน้าบันได ทางเดินหนีไฟ และประตูหนีไฟถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น ใช้เก็บของ วางรถเข็น วางวัสดุ fit-out วางขยะ วางถังน้ำยา เก็บเฟอร์นิเจอร์เก่า หรือใช้เป็นพื้นที่พักของพนักงาน นอกจากนี้ต้องห้ามล็อก ผูก ล่ามโซ่ ปิดตาย หรือดัดแปลงประตูหนีไฟให้เปิดออกไม่ได้ในเวลาที่มีคนทำงาน


ประตูหนีไฟต้องเปิดตามทิศทางหนีไฟ ต้องมีอุปกรณ์ปิดกลับเอง ต้องไม่ค้างเปิดโดยไม่มีระบบควบคุมที่เหมาะสม ต้องไม่มีธรณีหรือสิ่งกีดขวางที่ทำให้สะดุด และต้องรักษาคุณสมบัติทนไฟของประตูและผนังโดยรอบ การเจาะผนังทนไฟเพื่อเดินสายไฟ ท่อน้ำ ท่อสื่อสาร หรือท่อระบบต่าง ๆ ต้องมีการทำ fire stopping ให้ถูกต้อง เพราะช่องเปิดเล็ก ๆ ในผนังทนไฟสามารถทำให้ควันและไฟลามผ่านได้เร็วมาก


ผู้บริหารอาคารควรมี checklist รายวันสำหรับทางหนีไฟ ประตูหนีไฟ และพื้นที่หน้าบันได รวมถึงมีระบบลงโทษหรือแจ้งเตือนผู้เช่าที่วางของกีดขวาง เพราะการปล่อยให้มีสิ่งกีดขวางซ้ำ ๆ แสดงถึงการควบคุมพื้นที่ส่วนกลางที่ไม่เข้มแข็ง


หน้าที่ข้อที่ห้า: จัดให้มีระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่ครอบคลุมและสื่อสารได้ทั่วถึง


อาคารตั้งแต่สองชั้นขึ้นไป หรือพื้นที่ประกอบกิจการตั้งแต่สามร้อยตารางเมตรขึ้นไป ต้องมีระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ทุกชั้น ระบบนี้ต้องมีทั้งอุปกรณ์ตรวจจับอัตโนมัติและอุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือ สัญญาณต้องได้ยินหรือรับรู้ได้ทั่วถึง และต้องแตกต่างจากเสียงหรือสัญญาณทั่วไปในอาคาร


หน้าที่ของเจ้าของอาคารไม่ได้จบที่การติดตั้ง detector และ alarm bell แต่ต้องดูแล logic การทำงานของระบบให้สอดคล้องกับแผนอพยพ เช่น เมื่อ detector ทำงาน ระบบแจ้งเตือนชั้นใดก่อน แจ้งเตือนทั้งอาคารหรือแจ้งเตือนแบบ phased evacuation ระบบเสียงประกาศทำงานอย่างไร fire command center รับสัญญาณอย่างไร ลิฟต์กลับชั้นหลักอย่างไร ระบบ AHU หรือ fresh air หยุดหรือควบคุมอย่างไร smoke control ทำงานอย่างไร และเจ้าหน้าที่ต้องตอบสนองภายในกี่นาที


อีกประเด็นที่สำคัญคือการควบคุมการ bypass หรือ isolate ระบบ ในอาคารที่มีงาน fit-out หรืองานซ่อมบำรุง อาจมีการปิด detector บางจุดชั่วคราวเพื่อป้องกัน false alarm หากไม่มีระบบ permit และ record ที่เข้มงวด จุดที่ถูก bypass อาจถูกลืมและไม่ถูกเปิดกลับ เจ้าของอาคารจึงควรกำหนดขั้นตอนชัดเจนว่าใครมีอำนาจ bypass ระบบ ต้องมีเหตุผล ต้องมีเวลาสิ้นสุด ต้องมี fire watch หรือมาตรการทดแทน และต้องมีการตรวจยืนยันเมื่อเปิดระบบกลับสู่ปกติ


หน้าที่ข้อที่หก: จัดแสงสว่างฉุกเฉิน ไฟสำรอง และป้ายทางหนีไฟ


เมื่อไฟฟ้าดับในภาวะฉุกเฉิน ความมืดและความสับสนจะเพิ่มความเสี่ยงทันที เจ้าของอาคารต้องจัดให้มีแสงสว่างเพียงพอในเส้นทางหนีไฟ และมีแหล่งจ่ายไฟฟ้าสำรองที่สามารถจ่ายไฟได้ทันทีเมื่อไฟฟ้าดับ ทั้งเพื่อการอพยพและเพื่อใช้งานอุปกรณ์ดับเพลิงขั้นต้นหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง


ป้ายทางหนีไฟต้องมองเห็นได้ชัด มีแสงสว่างในตัวเองหรือมีไฟส่องให้เห็นตลอดเวลา และไม่ควรถูกออกแบบให้กลมกลืนกับการตกแต่งจนมองไม่ชัด แม้ในเชิงสถาปัตยกรรมบางอาคารต้องการความสวยงามและความเรียบร้อย แต่ในเรื่องความปลอดภัย ป้ายหนีไฟต้องชัดก่อนสวย เพราะในภาวะฉุกเฉินคนไม่ได้อ่านแบบมีสมาธิ แต่ต้องเห็นและตัดสินใจได้ทันที


การดูแล emergency light และ exit sign ต้องมีการทดสอบทั้งการติดสว่างทันทีเมื่อไฟดับและระยะเวลาการสำรองไฟ ปัญหาที่พบบ่อยคือไฟติดแต่ battery เสื่อม ทำให้ติดได้เพียงไม่กี่นาที หรือป้ายยังสว่างแต่ทิศทางไม่สอดคล้องกับ layout ใหม่หลังมีการปรับพื้นที่ เจ้าของอาคารจึงต้องผูกงานทดสอบไฟฉุกเฉินเข้ากับ preventive maintenance และการตรวจพื้นที่หลังงาน fit-out ทุกครั้ง


หน้าที่ข้อที่เจ็ด: จัดระบบน้ำดับเพลิง เครื่องสูบน้ำ และอุปกรณ์ประกอบให้เพียงพอ


ระบบน้ำดับเพลิงเป็นหัวใจของการควบคุมเพลิงในอาคาร เจ้าของอาคารต้องจัดให้มีระบบน้ำดับเพลิงและอุปกรณ์ประกอบที่เพียงพอในทุกส่วนของอาคาร หากน้ำจากท่อประปาหรือแหล่งน้ำภายนอกไม่เพียงพอ ต้องมีน้ำสำรองตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ระบบส่งน้ำ ที่เก็บน้ำ เครื่องสูบน้ำดับเพลิง และการติดตั้งต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองโดยวิศวกรตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร


ในทางปฏิบัติ ผู้บริหารอาคารต้องดูแล fire pump ให้อยู่ในสภาพพร้อมทำงานทั้ง jockey pump, electric fire pump และ diesel fire pump ต้องทดสอบการ start อัตโนมัติ แรงดันน้ำ อัตราการไหล น้ำมันเชื้อเพลิง battery ของ diesel pump ระบบระบายอากาศในห้อง pump และสภาพ valve ต่าง ๆ ต้องมีการ lock หรือ seal valve สำคัญเพื่อป้องกันการปิดโดยไม่ตั้งใจ และต้องมี record การตรวจที่ตรวจสอบย้อนหลังได้


นอกจากนี้หัวรับน้ำดับเพลิง ข้อต่อ ท่อส่งน้ำ สายส่งน้ำ หัวฉีด hose reel และ hydrant ต้องอยู่ในสภาพดี เข้าถึงง่าย ไม่ถูกบัง ไม่ถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ และต้องเข้ากันได้กับหน่วยดับเพลิงท้องถิ่น อาคารควรประสานสถานีดับเพลิงในพื้นที่ให้เข้ามาทำ pre-incident familiarization เพื่อให้รู้ตำแหน่ง fire command center ทางเข้ารถดับเพลิง Siamese connection ห้อง fire pump ถังน้ำดับเพลิง บันไดหนีไฟ และจุดเสี่ยงสำคัญของอาคาร


หน้าที่ข้อที่แปด: จัดเครื่องดับเพลิงให้ถูกประเภท เข้าถึงง่าย และตรวจตามรอบ


เครื่องดับเพลิงแบบเคลื่อนย้ายได้ต้องเหมาะกับประเภทเพลิงในพื้นที่ เช่น เพลิงประเภท A จากไม้ ผ้า กระดาษ พลาสติก เพลิงประเภท B จากของเหลวไวไฟ เพลิงประเภท C จากอุปกรณ์ไฟฟ้า และเพลิงประเภท D จากโลหะบางชนิด การเลือกเครื่องดับเพลิงผิดประเภทอาจทำให้ดับไฟไม่ได้ หรือทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น


เจ้าของอาคารต้องจัดเครื่องดับเพลิงให้เพียงพอตามพื้นที่และความเสี่ยง ต้องติดตั้งในจุดที่มองเห็นชัด ใช้งานง่าย ไม่มีสิ่งกีดขวาง มีป้ายบอกตำแหน่ง มีคำแนะนำภาษาไทยที่ชัดเจน และต้องตรวจสอบตามรอบที่กฎหมายและผู้ผลิตกำหนด พร้อมติดป้ายแสดงผลการตรวจและเก็บหลักฐานไว้


สำหรับอาคารหลายผู้เช่า ควรแยกความรับผิดชอบให้ชัดเจนว่าเครื่องดับเพลิงในพื้นที่ส่วนกลางเป็นของอาคาร เครื่องดับเพลิงภายในพื้นที่เช่าเป็นของผู้เช่า แต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานขั้นต่ำของอาคาร ผู้บริหารอาคารควรตรวจพื้นที่ผู้เช่าตามรอบ หรือกำหนดให้ผู้เช่าส่งหลักฐานการตรวจเครื่องดับเพลิงเป็นประจำ เพื่อให้มั่นใจว่าความปลอดภัยไม่ได้หยุดอยู่แค่แนวผนังพื้นที่เช่า


หน้าที่ข้อที่เก้า: ควบคุมงานเสี่ยง งานร้อน วัตถุไวไฟ และแหล่งกำเนิดความร้อน


ไฟไหม้จำนวนมากไม่ได้เกิดจากระบบใหญ่ล้มเหลว แต่เกิดจากงานเล็ก ๆ ที่ควบคุมไม่ดี เช่น งานเชื่อม งานตัด งานเจียร งานซ่อมไฟฟ้า งานเดินสายไฟ งานใช้เครื่องมือเกิดประกายไฟ งานใช้สารไวไฟ งานเก็บวัสดุติดไฟง่าย หรือการสะสมของขยะและของเสียที่ติดไฟได้


เจ้าของอาคารและผู้บริหารอาคารจึงต้องมีระบบ hot work permit และ contractor safety management ที่เข้มงวด ก่อนอนุญาตให้ทำงานร้อนต้องตรวจพื้นที่ ย้ายวัสดุติดไฟ จัดเครื่องดับเพลิง จัด fire watch ปิดหรือป้องกัน detector ตามขั้นตอนที่ควบคุมได้ กำหนดเวลาทำงาน ตรวจพื้นที่หลังจบงาน และตรวจซ้ำหลังงานเสร็จระยะหนึ่ง เพราะไฟจากงานเชื่อมหรืองานเจียรอาจคุกรุ่นอยู่ในช่องผนัง ฝ้า หรือวัสดุฉนวนก่อนลุกไหม้ภายหลัง


ส่วนวัตถุไวไฟ ถังก๊าซ สารเคมี น้ำมัน สี ทินเนอร์ และวัสดุติดไฟง่าย ต้องควบคุมการนำเข้า การจัดเก็บ ปริมาณสูงสุด จุดเก็บ การระบายอากาศ การป้องกันการล้ม การติดป้ายเตือน และการกำจัดของเสียอย่างปลอดภัย ผู้เช่าหรือผู้รับเหมาควรไม่ได้รับอนุญาตให้นำวัตถุไวไฟเข้าพื้นที่โดยไม่แจ้งอาคาร เพราะอาคารไม่สามารถบริหารความเสี่ยงที่ไม่รู้ว่ามีอยู่ได้


หน้าที่ข้อที่สิบ: ควบคุมการทำความสะอาด การจัดเก็บ และของเสียติดไฟง่าย


ของเสียติดไฟง่าย เช่น กระดาษ กล่อง โฟม ผ้า เศษไม้ วัสดุบรรจุภัณฑ์ เศษงาน fit-out หรือภาชนะที่มีสารเคมีตกค้าง อาจเป็นเชื้อเพลิงสำคัญเมื่อเกิดประกายไฟ กฎหมายกำหนดให้มีการทำความสะอาดและจัดการของเสียที่ติดไฟได้ง่ายอย่างเป็นระบบ สำหรับอาคาร การควบคุม housekeeping จึงเป็นส่วนหนึ่งของ fire safety ไม่ใช่แค่เรื่องความสะอาดหรือภาพลักษณ์


พื้นที่ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ ห้องเก็บของ loading bay ห้องขยะ ห้องแม่บ้าน ห้องเก็บสารเคมี ห้องเครื่อง ห้องไฟฟ้า ห้องสื่อสาร ช่อง shaft พื้นที่หลังร้านค้า พื้นที่ผู้รับเหมา และพื้นที่ว่างที่มักถูกใช้เป็นที่พักวัสดุชั่วคราว ผู้บริหารอาคารต้องกำหนดชัดเจนว่าพื้นที่ใดห้ามเก็บของ พื้นที่ใดเก็บได้แต่ต้องมีเงื่อนไข วัสดุใดต้องนำออกทุกวัน และวัสดุใดต้องเก็บในภาชนะหรือห้องที่เหมาะสม


อาคารที่มีการ fit-out ต่อเนื่องควรมี waste management plan สำหรับผู้รับเหมาโดยเฉพาะ เช่น ห้ามสะสมเศษวัสดุในพื้นที่ทำงานเกินหนึ่งวัน ต้องขนออกตามรอบ ต้องแยกวัสดุไวไฟ ต้องรักษาทางเดินและทางหนีไฟให้โล่ง และต้องมีการตรวจพื้นที่ทุกวันก่อนปิดงาน


หน้าที่ข้อที่สิบเอ็ด: จัดให้มีทีมรับผิดชอบ การอบรม และการซ้อมอพยพ


ระบบที่ดีจะไม่มีความหมายหากคนไม่รู้หน้าที่ เมื่อเกิดเหตุจริง คนในอาคารต้องรู้ว่าใครตัดสินใจ ใครตรวจสอบต้นเหตุ ใครประกาศอพยพ ใครประสานดับเพลิง ใครควบคุมลิฟต์ ใครเปิดทางรถดับเพลิง ใครดูแลจุดรวมพล และใครรายงานสถานการณ์ต่อผู้บริหาร


กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละสี่สิบของแต่ละหน่วยงานในสถานประกอบกิจการได้รับการอบรมดับเพลิงขั้นต้น และต้องมีการฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยในอาคารเดียวกันและวันเวลาเดียวกัน ลูกจ้างของนายจ้างทุกรายที่ทำงานอยู่ภายในอาคารเดียวกันต้องฝึกซ้อมพร้อมกัน นี่คือข้อกำหนดที่สะท้อนชัดว่าอัคคีภัยในอาคารหลายผู้เช่าเป็นความรับผิดชอบร่วม ไม่ใช่กิจกรรมแยกของแต่ละบริษัท


เจ้าของอาคารและผู้บริหารอาคารควรเป็นผู้ประสานแผนซ้อมทั้งอาคาร ตั้งแต่การกำหนดวันเวลา การแต่งตั้งทีมอาคาร การประสานผู้เช่า การส่งแผนล่วงหน้า การจัด brief ก่อนซ้อม การประสานหน่วยงานฝึกอบรมที่ได้รับอนุญาต การประสานสถานีดับเพลิง การจัด observer การประเมินผล การทำรายงานผล และการติดตาม corrective action หลังซ้อม จุดประสงค์ของการซ้อมไม่ใช่แค่ให้ครบตามกฎหมาย แต่เพื่อค้นหาจุดอ่อนของระบบก่อนเกิดเหตุจริง


หน้าที่ข้อที่สิบสอง: ส่งแผนซ้อม รายงานผล และเก็บหลักฐานให้ตรวจสอบได้


การปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยต้องมีหลักฐาน เจ้าของอาคารและผู้บริหารอาคารต้องจัดระบบเอกสารให้พร้อมตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย รายชื่อผู้รับผิดชอบ รายชื่อผู้ผ่านการอบรมดับเพลิงขั้นต้น แผนฝึกซ้อม หนังสือส่งแผนก่อนซ้อม รายงานผลการซ้อม รายงานข้อบกพร่อง ภาพถ่ายการซ้อม รายงานตรวจระบบ fire alarm รายงานทดสอบ fire pump รายงานตรวจเครื่องดับเพลิง รายงานตรวจ emergency light รายงานตรวจทางหนีไฟ และบันทึกการแก้ไขข้อบกพร่อง


ในทางบริหารอาคาร เอกสารเหล่านี้ควรถูกจัดเป็น compliance dashboard ไม่ใช่เก็บกระจัดกระจายอยู่ในแฟ้มของแต่ละฝ่าย ผู้บริหารควรรู้ได้ทันทีว่าอาคารซ้อมอพยพครั้งล่าสุดเมื่อใด รายงานส่งแล้วหรือยัง เครื่องดับเพลิงตรวจครบหรือไม่ fire pump มี defect อะไร ระบบใด overdue และประเด็นใดต้องใช้งบประมาณแก้ไข การมีข้อมูลพร้อมไม่เพียงช่วยเรื่องการตรวจราชการ แต่ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจเชิงป้องกันได้ก่อนเกิดเหตุ


หน้าที่ข้อที่สิบสาม: ไม่ขัดขวางผู้เช่าในการทำให้พื้นที่ปลอดภัยตามกฎหมาย


พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ มีหลักสำคัญว่า หากนายจ้างเช่าอาคารหรือสถานที่มาใช้เป็นสถานประกอบกิจการ นายจ้างมีอำนาจดำเนินการด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับอาคารหรือสถานที่ที่เช่านั้นตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด และการดำเนินการดังกล่าวไม่ทำให้เจ้าของอาคารหรือผู้ให้เช่ามีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือบอกเลิกสัญญาเช่า


หลักนี้มีความสำคัญมากในมุมเจ้าของอาคาร เพราะแปลว่าเจ้าของอาคารไม่ควรใช้ข้อจำกัดของสัญญาเช่า งานตกแต่ง หรือกฎอาคารไปขัดขวางการทำให้พื้นที่ปลอดภัยตามกฎหมาย ในทางกลับกัน เจ้าของอาคารควรจัด tenant fit-out guideline และ safety requirement ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เช่น ข้อกำหนดระบบ fire alarm sprinkler emergency light exit sign fire stopping material storage hot work และการตรวจรับก่อนเปิดใช้งานพื้นที่


ผู้เช่าควรได้รับข้อมูลที่จำเป็นจากอาคาร เช่น แบบทางหนีไฟ จุดเชื่อมต่อระบบ sprinkler จุดเชื่อมต่อ fire alarm ข้อกำหนดการเจาะผนังทนไฟ รายละเอียด fire compartment เงื่อนไขการทำงานนอกเวลา และขั้นตอนขออนุญาตงานเสี่ยง เพราะการให้ข้อมูลที่ชัดเจนช่วยลดความผิดพลาดและลดข้อขัดแย้งระหว่างเจ้าของอาคารกับผู้เช่า


หน้าที่ข้อที่สิบสี่: บริหารผู้รับเหมาและ vendor ให้ปลอดภัย


ผู้รับเหมาเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในอาคาร เพราะมักทำงานกับไฟฟ้า เครื่องจักร ความร้อน ความสูง สารเคมี พื้นที่อับอากาศ หรือระบบอาคารที่ซับซ้อน เจ้าของอาคารและผู้บริหารอาคารต้องไม่มองผู้รับเหมาเป็นเพียง “คนนอก” แต่ต้องควบคุมความปลอดภัยของการเข้าทำงานในพื้นที่ของอาคาร


ระบบที่ควรมี ได้แก่ contractor pre-qualification การตรวจเอกสารความปลอดภัยก่อนเข้าทำงาน การอบรม safety induction การออก work permit การกำหนด PPE การกำหนด method statement และ risk assessment การควบคุม hot work การควบคุมงานบนที่สูง การควบคุมงานไฟฟ้า การ lockout/tagout เมื่อทำงานกับระบบพลังงาน การควบคุมการปิดระบบ fire protection ชั่วคราว และการตรวจพื้นที่หลังจบงาน


สัญญาจ้างผู้รับเหมาควรกำหนดหน้าที่ความปลอดภัยให้ชัดเจน เช่น ผู้รับเหมาต้องปฏิบัติตามกฎหมายและกฎอาคาร ต้องจัดอบรมตามที่กฎหมายกำหนด ต้องจัด PPE ต้องรายงานอุบัติเหตุและ near miss ต้องไม่ใช้ผู้รับเหมาช่วงโดยไม่ได้รับอนุมัติ และต้องรับผิดชอบการแก้ไขความเสียหายหรือความเสี่ยงที่เกิดจากการทำงานของตนเอง อย่างไรก็ตาม แม้สัญญาจะผลักหน้าที่บางส่วนให้ผู้รับเหมา เจ้าของอาคารก็ยังควรมีระบบกำกับดูแล เพราะความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้หรืออุบัติเหตุย่อมกระทบอาคารทั้งหลัง


หน้าที่ข้อที่สิบห้า: ตรวจสอบ แก้ไข และยกระดับอย่างต่อเนื่อง


ความปลอดภัยไม่ใช่กิจกรรมปีละครั้ง แต่เป็นระบบบริหารรายวัน เจ้าของอาคารต้องกำหนดรอบตรวจสอบทั้งระดับปฏิบัติการและระดับผู้บริหาร เช่น ตรวจทางหนีไฟทุกวัน ตรวจเครื่องดับเพลิงตามรอบ ตรวจอุปกรณ์ดับเพลิงรายเดือน ทดสอบ fire pump ตามแผน ตรวจ emergency light ตรวจ fire alarm ตรวจ fire door ตรวจห้องเครื่อง ตรวจการจัดเก็บวัตถุไวไฟ ตรวจงานผู้รับเหมา และทบทวนแผนฉุกเฉินหลังมีการเปลี่ยนแปลงผู้เช่า layout หรือระบบอาคาร


เมื่อพบข้อบกพร่อง ต้องมีระบบ corrective action ที่ระบุผู้รับผิดชอบ กำหนดเวลาแก้ไข ระดับความเสี่ยง มาตรการชั่วคราว และหลักฐานปิดงาน ประเด็นที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ประตูหนีไฟเปิดไม่ได้ fire pump ขัดข้อง ระบบแจ้งเหตุไม่ทำงาน ทางหนีไฟถูกกีดขวาง หรือ sprinkler ถูกปิด ต้องได้รับการยกระดับทันที ไม่ควรถูกเก็บเป็นรายการซ่อมบำรุงทั่วไป


ผู้บริหารอาคารควรรายงานสถานะความปลอดภัยต่อเจ้าของอาคารเป็นประจำ เพราะหลายเรื่องต้องใช้การตัดสินใจด้านงบประมาณ เช่น เปลี่ยน fire alarm panel ซ่อม fire pump เพิ่ม emergency light ปรับปรุง fire stopping เปลี่ยน fire door หรือปรับปรุงระบบประกาศอพยพ หากเจ้าของอาคารไม่เห็นข้อมูลความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การลงทุนด้านความปลอดภัยมักถูกเลื่อนออกไปจนเกิดเหตุ


หน้าที่ของผู้บริหารอาคารในฐานะตัวกลางของทุกฝ่าย


ผู้บริหารอาคารเป็นผู้เปลี่ยนกฎหมายให้กลายเป็นการปฏิบัติจริง บทบาทของผู้บริหารอาคารไม่ใช่แค่ดูแลระบบวิศวกรรม แต่ต้องเป็นผู้ประสานเจ้าของอาคาร ผู้เช่า ผู้รับเหมา vendor เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย วิศวกร ผู้ให้บริการตรวจสอบ และหน่วยงานราชการให้ทำงานร่วมกันได้


ผู้บริหารอาคารควรจัด tenant safety meeting หรือสื่อสารด้านความปลอดภัยกับผู้เช่าเป็นประจำ ควรมี tenant handbook ที่อธิบายข้อกำหนดด้านอัคคีภัยและความปลอดภัย ควรมีระบบ onboarding สำหรับผู้เช่าใหม่ ควรตรวจ fit-out ก่อนอนุญาตให้เปิดใช้งาน ควรมีช่องทางให้ผู้เช่าแจ้ง unsafe condition และควรมีมาตรการกับผู้เช่าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยซ้ำ ๆ


ในอาคารสมัยใหม่ ความปลอดภัยต้องเป็นส่วนหนึ่งของ service excellence เพราะผู้เช่าที่ดีไม่ได้ต้องการแค่ lobby สวย ระบบปรับอากาศดี หรือที่จอดรถสะดวก แต่ต้องมั่นใจว่าเมื่อเกิดเหตุ อาคารมีระบบ มีคน มีแผน และมีความสามารถในการปกป้องชีวิตของทุกคน


สรุป


เจ้าของอาคารอาจไม่ใช่นายจ้างโดยตรงของลูกจ้างผู้เช่าทุกราย แต่เจ้าของอาคารมีหน้าที่ร่วมด้านความปลอดภัยในฐานะเจ้าของพื้นที่ ผู้ควบคุมพื้นที่ส่วนกลาง ผู้ให้เช่า และผู้ที่อนุญาตให้บุคคลจำนวนมากเข้ามาทำงานหรือทำประโยชน์ในอาคาร หน้าที่นี้ครอบคลุมตั้งแต่การจัดให้มีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย การดูแลทางหนีไฟ ระบบแจ้งเหตุ ไฟฉุกเฉิน ระบบน้ำดับเพลิง เครื่องดับเพลิง แผนอพยพ การอบรม การซ้อม การควบคุมผู้รับเหมา การจัดการวัตถุไวไฟ การเก็บหลักฐาน และการประสานผู้เช่าทุกรายในอาคาร


สาระสำคัญของกฎหมายไม่ได้อยู่ที่การมีเอกสารหรือมีอุปกรณ์ครบเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้อาคารปลอดภัยจริงในวันที่เกิดเหตุจริง อาคารที่ดีจึงไม่ใช่อาคารที่ผ่านการตรวจเพียงครั้งคราว แต่เป็นอาคารที่มีวินัยด้านความปลอดภัยทุกวัน มีระบบที่พร้อมใช้งาน มีคนที่รู้หน้าที่ มีผู้บริหารที่ติดตามจริง และมีเจ้าของอาคารที่เข้าใจว่าความปลอดภัยไม่ใช่ต้นทุนส่วนเกิน แต่เป็นความรับผิดชอบพื้นฐานของผู้ที่ถือครองพื้นที่ซึ่งมีชีวิตคนอยู่ภายใน


เมื่อมองเช่นนี้ หน้าที่ของเจ้าของอาคารจึงไม่ใช่เพียงการให้เช่าพื้นที่ แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกนายจ้าง ทุกผู้เช่า ทุกผู้รับเหมา และทุกคนในอาคารสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย ภายใต้ระบบเดียวกัน แผนเดียวกัน และมาตรฐานความปลอดภัยที่พิสูจน์ได้จริง

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page