เมื่อ “Cheese” ก้อนเดิมเริ่มหายไป ในยุค AI
- Chakrapan Pawangkarat
- 17 hours ago
- 1 min read
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
21 May 2026

หลายปีที่ผ่านมา หนังสือ Who Moved My Cheese? ถูกมองว่าเป็นหนังสือเรียบง่ายเกี่ยวกับ “การเปลี่ยนแปลง” ขณะเดียวกันเมื่อมองโลกธุรกิจในปี 2026 วันนี้ หนังสือเล่มนี้อาจกำลังสะท้อนความจริงของโลกการทำงานได้ชัดกว่าที่เคย
โดยเฉพาะหลังข่าวล่าสุดของ Meta ที่ประกาศ restructuring ครั้งใหญ่ ปลดพนักงานประมาณ 10% ขององค์กร พร้อมโยกพนักงานอีกหลายพันคนเข้าสู่สายงาน AI อย่างจริงจัง (Reuters)
สิ่งที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่จำนวนคนที่ถูกปลด
ขณะเดียวกันคือ “สัญญาณ” ว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของแรงงานความรู้ (knowledge workers) ซึ่งครั้งนี้ AI ไม่ได้เข้ามาแทนแค่งาน routine แบบเดิมอีกต่อไป หากกำลังเริ่มแตะงานวิเคราะห์ งานสร้างสรรค์ งานเอกสาร งานประชุม งานวางแผน และงานที่เคยคิดว่าต้องใช้คนระดับ professional เท่านั้น
ในหนังสือ Who Moved My Cheese? “ชีส” คือสิ่งที่เราคุ้นเคย
ตำแหน่งงานเดิม
วิธีทำงานเดิม
ทักษะเดิม
โมเดลธุรกิจเดิม
ความสำเร็จเดิม
ปัญหาคือ คนจำนวนมากเริ่มเข้าใจผิดว่า “ชีสก้อนเดิมจะอยู่ตลอดไป”
โลกที่ผ่านมา 20 ปี ทำให้หลายองค์กรเติบโตจาก efficiency ของคนจำนวนมาก ขณะเดียวกัน AI กำลังเปลี่ยนสมการนี้อย่างรวดเร็ว เพราะหลายงานที่เคยต้องใช้ทีม 10 คน อาจเหลือ 3 คนที่ทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมหลายเท่า
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Meta จึงไม่ใช่เรื่องของบริษัทเทคอย่างเดียว หากเป็นภาพสะท้อนของโลกธุรกิจยุคใหม่ ที่องค์กรกำลังถามคำถามเดียวกันทั้งหมดว่า
“อะไรคือบทบาทที่ AI ทำแทนได้”
และ
“อะไรคือคุณค่าที่มนุษย์ยังต้องมีอยู่”
หลายคนเวลาพูดถึง AI มักคิดถึงการ replace คน ขณะเดียวกันสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง อาจลึกกว่านั้น
AI กำลัง replace “วิธีทำงานแบบเดิม”
คนที่ยังทำงานแบบเดิม คิดแบบเดิม ใช้ skill set แบบเดิม อาจเริ่มเหมือนตัวละคร “Hem” ในหนังสือ ที่ยังยืนอยู่หน้า Cheese Station เดิม และถามว่า
“ใครเอาชีสของฉันไป”
ทั้งที่ความจริง โลกไม่ได้รอให้ใครพร้อมก่อนเปลี่ยน
ขณะเดียวกันคนที่เริ่มทดลองใช้ AI เรียนรู้ workflow ใหม่ ปรับตัวเร็ว กล้าลอง กล้ายอมรับว่าตัวเองต้องเริ่มเรียนใหม่ อาจกำลังเป็น “Haw” ที่เริ่มเดินออกจาก comfort zone เพื่อหาชีสก้อนใหม่ก่อนคนอื่น
สิ่งสำคัญมากในยุคนี้ คือ AI ไม่ได้เป็นเรื่องของ “สายเทค” อีกต่อไป
คนทำการตลาดใช้ AI
คนทำกฎหมายใช้ AI
คนทำบัญชีใช้ AI
คนทำอสังหาฯ ใช้ AI
คนบริหารอาคารใช้ AI
คนวิเคราะห์ข้อมูลใช้ AI
แม้แต่งานประชุม สรุปรายงาน เขียน proposal หรือทำ presentation หลายส่วน ก็เริ่มถูก AI เข้ามาช่วยแทบทั้งหมด
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “AI จะมาแทนเราหรือไม่”
ขณะเดียวกันคือ “เราจะทำงานร่วมกับ AI ได้เร็วแค่ไหน”
ในอดีต competitive advantage ของหลายคน คือ “รู้มากกว่า” หรือ “ทำได้เร็วกว่า” ขณะเดียวกันในอนาคต ความได้เปรียบอาจเปลี่ยนเป็น
ใครเรียนรู้เร็วกว่า
ใครปรับตัวเร็วกว่า
ใครตั้งคำถามเก่งกว่า
ใครเชื่อมโยงข้อมูลได้ดีกว่า
ใครใช้ AI เพื่อเพิ่มคุณค่าของตัวเองได้มากกว่า
สิ่งที่น่าคิดมากคือ หลายองค์กรไม่ได้ลดคนเพราะธุรกิจแย่เสมอไป
บางครั้งองค์กรลดคน เพราะ technology ทำให้ “โครงสร้างเดิมไม่จำเป็นอีกแล้ว”
นี่คือเหตุผลที่หลายบริษัทเทคยังมีกำไรสูง ขณะเดียวกันยังปลดพนักงานต่อเนื่อง เพราะพวกเขากำลัง redesign องค์กรใหม่สำหรับโลก AI-native
ข่าวของ Meta จึงอาจเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้น (New York Post)
ท้ายที่สุด บทเรียนที่สำคัญที่สุดจาก Who Moved My Cheese? อาจไม่ใช่เรื่องการวิ่งหาชีสก้อนใหม่เพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกันคือ การยอมรับว่า
“ชีสทุกก้อน มีวันหมดอายุ”
ไม่มี skill ไหนปลอดภัยตลอดไป
ไม่มี business model ไหนอยู่ได้ตลอดไป
ไม่มี comfort zone ไหนมั่นคงจริง
โลกยุค AI อาจไม่ได้ต้องการคนที่เก่งที่สุดเสมอไป
ขณะเดียวกันกำลังต้องการคนที่ “พร้อมเรียนรู้ใหม่” ตลอดเวลา
และบางครั้ง คนที่อยู่รอดในโลกใหม่ อาจไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุด
หากคือคนที่ “เริ่มขยับ” ก่อนคนอื่นจะรู้ตัวว่า ชีสก้อนเดิมกำลังหายไปแล้ว


