Near Miss คือสัญญาณเตือน ก่อนอุบัติเหตุใหญ่จะเกิดขึ้นจริง
- Chakrapan Pawangkarat
- 13 minutes ago
- 1 min read
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
16 May 2026

อุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ในกรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2569 นี้ เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจอย่างมาก เพราะมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ขณะเดียวกัน หากมองในมุมของ safety management เหตุการณ์นี้สะท้อนบทเรียนสำคัญเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่าง “near miss” กับ “accident”
ในโลกของความปลอดภัย อุบัติเหตุใหญ่แทบไม่เคยเกิดขึ้นแบบไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน เพราะก่อนวันที่เกิด disaster จริง มักมีเหตุการณ์ “เกือบเกิด” เกิดขึ้นซ้ำๆ อยู่แล้ว เพียงแค่วันนั้นยังโชคดี ยังไม่มีคนเสียชีวิต หรือเงื่อนไขยังไม่เรียงตัวครบเท่านั้นเอง
เหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ลักษณะนี้ เราแทบสามารถจินตนาการได้ทันทีว่า ก่อนหน้านี้อาจเคยมีรถติดค้างบนทางข้ามมาแล้วหลายครั้ง อาจเคยมีจังหวะเฉียดฉิว เคยมีคนขับเร่งผ่าน เคยมีคนบ่นเรื่อง visibility หรือเคยมี near miss ที่ไม่มีใครบันทึก ไม่มีใครรายงาน และสุดท้ายทุกอย่างค่อยๆ กลายเป็น “เรื่องปกติ”
นี่คือสิ่งที่วงการ safety เรียกว่า Normalization of Deviance
เมื่อความเสี่ยงเกิดขึ้นซ้ำแล้ว “ยังไม่เกิดอะไร” มนุษย์จะเริ่มลดระดับความระวังลงโดยไม่รู้ตัว
ครั้งแรกที่รถติดค้างบนราง ทุกคนอาจตกใจ
ครั้งที่สิบ คนจะเริ่มคิดว่า “เดี๋ยวก็ผ่านได้”
ครั้งแรกที่ช่างขึ้นบันไดแบบไม่ล็อก properly ทุกคนอาจเตือน
ครั้งต่อไปทีมจะเริ่มชิน
ครั้งแรกที่ประตูหนีไฟถูก wedge ค้าง อาจมีคนทักหลังจากนั้นมันจะกลายเป็น routine
นี่คือเหตุผลว่า ทำไม near miss จึงสำคัญมากในระบบบริหารความปลอดภัย
เพราะ near miss ไม่ใช่ “เรื่องที่ยังไม่เกิดอะไร”หากเป็น “ข้อมูลล่วงหน้า” ของ accident ในอนาคต
ในงานบริหารอาคาร เราเจอ near miss ทุกวัน
ช่างเกือบตกจากบันได
น้ำรั่วใกล้ MDB
ลิฟต์หยุดชั่วคราวแล้วกลับมาเอง
ประตูถูกลมแรงพัดเกือบกระแทกคน
รถเกือบชนคนเดินใน loading dock
พนักงานเกือบลื่นล้มในห้องเครื่อง
หลายเหตุการณ์จบลงด้วยคำว่า “โชคดีที่ไม่เป็นอะไร”
ขณะเดียวกันในมุมของ safety professional คำว่า “โชคดี” คือสัญญาณว่าระบบยังมีช่องโหว่ซ่อนอยู่
องค์กรที่ mature ด้าน safety จึงให้ความสำคัญกับ near miss มากกว่าการรอวัดผลจากจำนวนคนบาดเจ็บ เพราะถ้ารอให้เกิด injury ก่อน หลายครั้งความเสียหายอาจย้อนกลับไม่ได้แล้ว
ปัญหาสำคัญคือ หลายองค์กรยังมีวัฒนธรรมที่ทำให้คนไม่อยากรายงาน near miss
บางคนกลัวถูกตำหนิ
บางคนกลัวถูกมองว่าสร้างปัญหา
บางคนคิดว่า “ยังไม่เกิดอะไรจริง”
บางคนเลือกแก้เฉพาะหน้าแล้วปล่อยผ่าน
สิ่งที่อันตรายที่สุด จึงไม่ใช่ near miss
แต่อยู่ที่ “near miss ที่ไม่มีใครพูดถึง”
เพราะเมื่อองค์กรไม่เห็นข้อมูล องค์กรก็ไม่มีวันแก้ root cause ได้จริง
ระบบ safety ที่ดี จึงต้องสร้าง psychological safety ให้คนกล้ารายงาน near miss โดยไม่เริ่มจากการหาคนผิด
คำถามสำคัญควรเป็น
“ระบบอะไรทำให้เหตุการณ์นี้เกือบเกิดขึ้น”
มากกว่าถามว่า
“ใครผิด”
เพราะทุก near miss คือโอกาสที่องค์กรยังมีเวลาปรับปรุง ก่อนวันที่ความสูญเสียจะเกิดขึ้นจริง
เหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงข่าวอุบัติเหตุ
หากเป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่าทุก disaster มักเริ่มจาก near miss เล็กๆ ที่เคยถูกมองว่า “ยังไม่เป็นอะไร” มาก่อนเสมอ


