top of page

เมื่อประสบการณ์ทำให้เราหยุดตั้งคำถาม

6 hours ago
2 min read

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

12 October 2026



ในหนังสือ Think Again: The Power of Knowing What You Don’t Know Adam Grant เปิดบทแรก A Preacher, a Prosecutor, a Politician, and a Scientist ด้วยแนวคิดที่น่าสนใจว่า ปัญหาของการตัดสินใจไม่ได้เกิดจากการที่คนเรารู้น้อยเกินไปเสมอไป บางครั้งกลับเกิดจากการที่เรา มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองรู้มากเกินไป และความเสี่ยงนี้อาจเพิ่มขึ้นตามประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และตำแหน่งที่สูงขึ้น เพราะสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงสมมติฐาน อาจค่อย ๆ กลายเป็นความเชื่อ และในที่สุดกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนจนเราไม่ต้องการให้ใครมาท้าทาย


เรากำลังคิด หรือกำลังปกป้องสิ่งที่เราเชื่อ


Grant อธิบายว่าเมื่อเผชิญกับความคิดเห็นที่แตกต่าง คนเรามักเข้าสู่สามโหมดโดยไม่รู้ตัว ใน Preacher Mode เราพยายามอธิบายว่าทำไมสิ่งที่เราเชื่อจึงถูกต้อง ใน Prosecutor Mode เราพยายามค้นหาว่าอีกฝ่ายผิดตรงไหน และใน Politician Mode เราสนใจว่าควรพูดอย่างไรเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากคนที่มีความสำคัญต่อเรา


ทั้งสามโหมดดูแตกต่างกัน แต่มีปัญหาเดียวกันคือ เราเริ่มต้นจากคำตอบที่ต้องการ แล้วจึงหาข้อมูลและเหตุผลมาสนับสนุนคำตอบนั้น แทนที่จะเริ่มต้นจากคำถามที่สำคัญกว่า

“What is actually true?”


นี่เป็นความเสี่ยงอย่างมากในการบริหารองค์กร เพราะเมื่อผู้บริหารเริ่มมี commitment ต่อ strategy, project หรือ decision บางอย่าง การประชุมอาจค่อย ๆ เปลี่ยนจากพื้นที่สำหรับค้นหาคำตอบที่ดีที่สุด กลายเป็นพื้นที่สำหรับ defend position ของแต่ละคน ข้อมูลที่สนับสนุนสิ่งที่เราเชื่อได้รับความสนใจ ขณะที่ข้อมูลที่ขัดแย้งถูกอธิบายว่าเป็น exception หรือถูกลดความสำคัญลง


จาก Executive Mindset สู่ Scientist Mindset


Grant เสนอทางเลือกที่สี่คือ Scientist Mode นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความคิดว่า “ฉันต้องพิสูจน์ว่าฉันถูก” แต่เริ่มจาก hypothesis แล้วใช้ evidence ทดสอบว่าสิ่งที่คิดนั้นถูกหรือไม่ หากข้อมูลใหม่แสดงว่าสมมติฐานเดิมผิด การเปลี่ยนความคิดจึงไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่คือความก้าวหน้าของความรู้


แนวคิดนี้สามารถเปลี่ยนวิธีตัดสินใจของผู้บริหารได้อย่างมาก แทนที่จะพูดว่า “I know this will work.” เราอาจเริ่มด้วย “This is our best hypothesis. Let’s test it.”


ความแตกต่างของสองประโยคนี้ดูเล็ก แต่สร้างพฤติกรรมในองค์กรต่างกันมาก ประโยคแรกทำให้ทีมพยายาม execute ให้สิ่งที่หัวหน้าคิดประสบความสำเร็จ ขณะที่ประโยคหลังเปิดพื้นที่ให้ทีมสังเกต evidence ตั้งคำถามกับ assumptions และกลับมาบอกผู้นำได้ว่าสิ่งที่กำลังทำอาจไม่เป็นไปตามที่คาดไว้


ประสบการณ์อาจเป็นทั้ง Asset และ Liability


ประโยคอย่าง “เราทำแบบนี้มา 20 ปีแล้ว” สามารถสะท้อนความเชี่ยวชาญ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจเป็น warning sign เพราะประสบการณ์มีคุณค่าก็ต่อเมื่อบริบทที่สร้างประสบการณ์นั้นยังเกี่ยวข้องกับโลกปัจจุบัน


ยิ่งผู้บริหารประสบความสำเร็จจากวิธีคิดบางอย่างมากเท่าไร ก็ยิ่งมีเหตุผลที่จะเชื่อในวิธีคิดนั้นมากขึ้นเท่านั้น ความสำเร็จในอดีตจึงสามารถสร้าง confidence loop ที่อันตรายได้ เราทำบางอย่างแล้วสำเร็จ จึงเชื่อว่าวิธีนั้นถูก เมื่อเชื่อมากขึ้นก็ยิ่งตั้งคำถามน้อยลง และเมื่อมีข้อมูลใหม่ที่ไม่ตรงกับประสบการณ์เดิม เราอาจเลือกอธิบายข้อมูลใหม่ให้เข้ากับความเชื่อเก่า แทนที่จะปรับความเชื่อให้เข้ากับความจริงใหม่


ดังนั้นคำถามของผู้นำไม่ควรมีเพียง “What have we learned from experience?” แต่ควรมีอีกคำถามควบคู่กันเสมอว่า “What if our experience is no longer relevant?”


Intelligence ไม่ได้ป้องกัน Bias


อีกประเด็นที่สำคัญคือ คนฉลาดไม่ได้ปลอดภัยจาก cognitive bias โดยอัตโนมัติ ในบางสถานการณ์ intelligence อาจทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้น เพราะคนที่คิดเก่งก็สามารถสร้างเหตุผลที่ดีมากเพื่ออธิบายว่าทำไมตัวเองจึงถูก


องค์กรจึงไม่ได้ต้องการเพียง smart people แต่ต้องการ cognitive flexibility — ความสามารถในการปรับความคิดเมื่อ evidence เปลี่ยน


ผู้นำสามารถสร้างนิสัยนี้ได้ด้วยคำถามง่าย ๆ เช่น “ข้อมูลอะไรที่จะทำให้เราเปลี่ยนใจ?” “Assumption ไหนที่เรากำลังปฏิบัติต่อมันเหมือนเป็น fact?” และ “ถ้าเรากำลังคิดผิด เราน่าจะเห็น weak signal อะไรเป็นอย่างแรก?”


คำถามเหล่านี้มีคุณค่าเพราะบังคับให้ทีมกำหนดเงื่อนไขของการเปลี่ยนใจก่อนที่จะเห็นผลลัพธ์จริง ลดโอกาสที่เราจะ rationalize ความล้มเหลวภายหลังเพื่อรักษาความเชื่อเดิม


ผู้นำไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ถูกที่สุดในห้อง


ในองค์กรที่มี hierarchy สูง การเปลี่ยนใจของผู้บริหารบางครั้งถูกมองว่าเป็น weakness เพราะดูเหมือนลังเลหรือไม่มี conviction แต่ Scientist Mindset เสนอภาพของ leadership ที่ต่างออกไป ความมั่นคงของผู้นำไม่จำเป็นต้องมาจากการยืนยันคำตอบเดิม แต่สามารถมาจากความชัดเจนว่า เราจะใช้หลักฐานอะไรในการตัดสินใจ และพร้อมเปลี่ยน direction เมื่อหลักฐานเปลี่ยน


การพูดว่า “ข้อมูลใหม่ทำให้เราเห็นว่าสมมติฐานเดิมไม่ถูกต้อง ดังนั้นเราจะเปลี่ยนแผน” ไม่ควรถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวในการตัดสินใจ หากกระบวนการนั้นเกิดจากการเรียนรู้ที่เร็วพอ ตรงกันข้าม สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือการเห็น evidence ว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว แต่ยังเดินหน้าต่อเพียงเพราะไม่ต้องการยอมรับว่าการตัดสินใจเดิมอาจไม่ถูกต้อง


ความสามารถใหม่ของผู้นำคือความเร็วในการ Update ตัวเอง


ในโลกที่ technology, customer expectations, business models และ competitive landscape เปลี่ยนเร็วขึ้น ความได้เปรียบของผู้นำอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครรู้มากที่สุด แต่อยู่ที่ว่า ใครสามารถเรียนรู้และ update ความคิดได้เร็วที่สุด


Rethinking จึงไม่ใช่การสงสัยทุกเรื่องจนไม่สามารถตัดสินใจได้ และไม่ได้หมายความว่าผู้นำต้องเปลี่ยนความคิดเห็นตลอดเวลา แต่คือการมี conviction ที่เพียงพอสำหรับการลงมือทำ พร้อมกับ humility ที่เพียงพอสำหรับการยอมรับว่าความคิดนั้นอาจผิด

ความคิดที่ดีจึงควรถูกถือเป็น hypothesis ไม่ใช่ identity


เพราะทันทีที่เราเอาความคิดไปผูกกับตัวตน การเปลี่ยนความคิดจะรู้สึกเหมือนสูญเสียบางส่วนของตัวเอง แต่หากเรามองความคิดเป็น hypothesis ทุก evidence ใหม่จะไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น


ท้ายที่สุด องค์กรที่เรียนรู้เร็วไม่ได้เกิดจากการมีผู้นำที่มีคำตอบสำหรับทุกเรื่อง แต่เกิดจากการมีผู้นำที่สร้างพื้นที่ให้คนสามารถตั้งคำถามกับคำตอบเดิมได้ รวมถึงคำตอบของตัวผู้นำเอง


Leadership maturity อาจไม่ได้วัดจากว่าเราถูกบ่อยแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า เมื่อพบว่าเราอาจผิด เราสามารถเรียนรู้ เปลี่ยนความคิด และเปลี่ยนทิศทางได้เร็วเพียงใด

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page