เมื่อไฟตกเพียงเสี้ยววินาที ทำไมลิฟต์จึงหยุด?: ความรู้ที่ผู้ใช้อาคารควรรู้ และแนวทางการสื่อสารที่ผู้จัดการอาคารควรเตรียมไว้
- Chakrapan Pawangkarat
- 1 day ago
- 1 min read
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
6 July 2026

บทนำ
หนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลให้ผู้ใช้อาคารมากที่สุด คือการที่ลิฟต์หยุดกะทันหันหลังเกิดไฟฟ้าดับหรือไฟตกเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ หลายคนเข้าใจทันทีว่า "ลิฟต์เสีย" หรือ "ระบบมีปัญหา" ทั้งที่ในความเป็นจริง เหตุการณ์ส่วนใหญ่กลับสะท้อนว่า ระบบความปลอดภัยกำลังทำงานตามที่ออกแบบไว้
สิ่งที่ทำให้ผู้ใช้อาคารรู้สึกไม่มั่นใจ จึงไม่ใช่ตัวเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว แต่คือการขาดข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้น และจะเกิดอะไรต่อไป
ผู้จัดการอาคารที่สามารถอธิบายหลักการทำงานของลิฟต์ได้อย่างเข้าใจง่าย พร้อมสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยลดความวิตกกังวล ลดการร้องเรียน และสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารอาคารได้อย่างมาก
ลิฟต์ไม่ได้ถูกออกแบบให้วิ่งตลอดเวลา
หลายคนเข้าใจว่าหากไฟฟ้ากลับมา ลิฟต์ก็ควรกลับมาวิ่งทันที
แต่ในความเป็นจริง ลิฟต์เป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชีวิต จึงถูกออกแบบให้ "ปลอดภัยก่อน สะดวกภายหลัง"
เมื่อระบบตรวจพบความผิดปกติของแหล่งจ่ายไฟ ไม่ว่าจะเป็นไฟดับ ไฟตก หรือแรงดันไฟฟ้าผันผวน ระบบควบคุมจะหยุดการทำงานชั่วคราว แล้วตรวจสอบองค์ประกอบสำคัญ เช่น
ระบบควบคุม (Controller)
ระบบเบรก
ระบบขับเคลื่อน
สัญญาณจากอุปกรณ์นิรภัย
สถานะของประตูและตำแหน่งลิฟต์
เมื่อทุกระบบอยู่ในสภาวะปลอดภัย จึงจะอนุญาตให้ลิฟต์กลับมาให้บริการอีกครั้ง
สำหรับลิฟต์หลายรุ่น เมื่อกลับมาทำงานแล้ว จะเคลื่อนตัวไปยังชั้นที่เหมาะสมหรือชั้นที่ใกล้ที่สุดเพื่อให้ผู้โดยสารลง ก่อนจึงกลับเข้าสู่การให้บริการตามปกติ ทั้งนี้ลำดับการทำงานอาจแตกต่างกันตามผู้ผลิต รุ่นของลิฟต์ และการตั้งค่าของอาคาร
ทำไมต้องหยุด ทั้งที่ไฟสะดุดแค่เสี้ยววินาที
สำหรับระบบอิเล็กทรอนิกส์ เสี้ยววินาทีก็เพียงพอที่จะทำให้ระบบควบคุมรีเซต หรือทำให้คุณภาพของไฟฟ้าไม่อยู่ในระดับที่ปลอดภัย
หากลิฟต์ยังคงเคลื่อนที่ต่อไปโดยไม่ตรวจสอบ ระบบอาจไม่สามารถยืนยันได้ว่าอุปกรณ์ทุกส่วนยังทำงานอย่างถูกต้อง
ดังนั้น การหยุดเพื่อตรวจสอบจึงเป็นการออกแบบที่มุ่งเน้นความปลอดภัย ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับระบบวิศวกรรมด้านความปลอดภัยทั่วโลก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การหยุดชั่วคราวไม่ได้แปลว่าลิฟต์เสีย แต่เป็นการยืนยันว่าลิฟต์จะกลับมาให้บริการเมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว
บทบาทของผู้จัดการอาคารในการสื่อสาร
การสื่อสารที่ดีแบ่งออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ
1. ก่อนเกิดเหตุ : สร้างความเข้าใจล่วงหน้า
ผู้ใช้อาคารที่รู้ว่าระบบจะทำงานอย่างไร จะตื่นตระหนกน้อยกว่ามากเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น
ควรสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น
จอ Digital Signage
เว็บไซท์ของอาคาร
Facebook หรือ Line OA
Welcome Guide
Newsletter
ตัวอย่างข้อความ
รู้หรือไม่?หากไฟฟ้าสะดุดเพียงชั่วขณะ ลิฟต์อาจหยุดชั่วคราวเพื่อตรวจสอบระบบความปลอดภัย ก่อนกลับมาให้บริการตามปกติ นี่เป็นการทำงานที่ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร
2. เมื่อเกิดเหตุทันที : สื่อสารให้เร็วที่สุด
สิ่งที่ผู้ใช้อาคารต้องการมากที่สุด คือการรู้ว่า
เกิดอะไรขึ้น
อาคารรับทราบแล้ว
มีการดำเนินการอยู่
คาดว่าจะกลับมาเมื่อใด
ตัวอย่างข้อความ
อาคารรับทราบเหตุไฟฟ้าจากการไฟฟ้าสะดุดชั่วคราว ส่งผลให้ระบบลิฟต์บางตัวหยุดเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยตามปกติ ขณะนี้ระบบกำลังกลับเข้าสู่การให้บริการ ทีมวิศวกรรมกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขออภัยในความไม่สะดวก และขอขอบคุณทุกท่านสำหรับความเข้าใจ
3. หลังเหตุการณ์ : อธิบายให้ผู้ใช้อาคารเข้าใจ
เมื่อเหตุการณ์จบลง ไม่ควรจบเพียงการแจ้งว่า "ระบบกลับมาใช้งานได้แล้ว"
ควรอธิบายว่าเหตุใดลิฟต์จึงหยุด เพื่อเปลี่ยนความกังวลให้เป็นความเข้าใจ
ตัวอย่างข้อความ
จากเหตุไฟฟ้าสะดุดในวันนี้ ระบบลิฟต์ได้หยุดชั่วคราวเพื่อตรวจสอบความพร้อมก่อนกลับมาให้บริการ ซึ่งเป็นการทำงานด้านความปลอดภัยตามหลักการออกแบบของระบบลิฟต์สมัยใหม่ หลังการตรวจสอบแล้ว ลิฟต์ทุกตัวกลับมาให้บริการได้ตามปกติ ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือและความเข้าใจ
ความเชื่อมั่นเริ่มต้นจากการสื่อสาร
ผู้ใช้อาคารไม่ได้คาดหวังว่าอาคารจะไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นเลย เพราะระบบสาธารณูปโภคภายนอก เช่น ไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ยังคงมีโอกาสเกิดความขัดข้องได้เป็นครั้งคราว
สิ่งที่ผู้ใช้อาคารคาดหวังคือ อาคารมีระบบที่ปลอดภัย มีทีมงานที่พร้อมรับมือ และมีการสื่อสารที่รวดเร็ว ชัดเจน และตรงไปตรงมา
ในหลายกรณี ความเชื่อมั่นของผู้ใช้อาคารไม่ได้เกิดจากการที่ "ไม่มีเหตุ" แต่เกิดจากการที่อาคารสามารถอธิบายเหตุการณ์ได้อย่างมืออาชีพ และทำให้ทุกคนมั่นใจว่า ทุกระบบถูกออกแบบให้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นอันดับแรก


