top of page

90 วันแรกของผู้นำ: เมื่อการเริ่มต้นที่ดีสำคัญกว่าการรีบพิสูจน์ตัวเอง

12 hours ago
2 min read

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

4 October 2026



เวลาผู้บริหารได้รับตำแหน่งใหม่ สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือความรู้สึกว่าต้องรีบสร้างผลงาน ต้องแสดงให้ทีมเห็นว่าตัวเองมีความสามารถ และต้องทำให้องค์กรมั่นใจว่าการเลือกคนคนนี้เข้ามาเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง หนังสือ The First 90 Days ของ Michael D. Watkins เสนอกรอบคิดสำคัญว่า ช่วงเริ่มต้นของผู้นำควรถูกมองเป็นช่วงของ Leadership Transition ซึ่งเป้าหมายสำคัญไม่ใช่การรีบแสดงคำตอบ แต่คือการเรียนรู้ให้เร็ว สร้างความน่าเชื่อถือให้ถูกจุด และทำให้การตัดสินใจในระยะแรกสนับสนุนทิศทางระยะยาวขององค์กร แรงกดดันในช่วงเริ่มต้นอาจทำให้ผู้บริหารจำนวนไม่น้อย “ทำ” มากเกินไป ก่อนที่จะเข้าใจว่าองค์กรกำลังอยู่ในสถานการณ์แบบใด ขณะเดียวกัน ความสำเร็จใน 90 วันแรกก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้นำใหม่เพียงฝ่ายเดียว หัวหน้าของเขามีบทบาทสำคัญในการให้ Context ทำให้ Expectations ชัดเจน เปิดพื้นที่ให้ตัดสินใจ และสร้างเงื่อนไขให้ Transition เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ


อย่าให้ความสำเร็จในอดีตกลายเป็นกับดักของบทบาทใหม่


ความท้าทายข้อแรกของการรับบทบาทใหม่คือ สิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในอดีตอาจไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกับที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในอนาคต ผู้บริหารที่เติบโตจากความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมักคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง รู้รายละเอียดลึก และตัดสินใจจากประสบการณ์ แต่เมื่อความรับผิดชอบสูงขึ้น งานสำคัญจะเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาโดยตรงไปสู่การ สร้างระบบ สร้างคน และสร้างบริบทที่ทำให้คนอื่นตัดสินใจได้ดีขึ้น การเปลี่ยนบทบาทจึงต้องมาพร้อมกับการเปลี่ยน Leadership Mindset ถ้ายังคงใช้พฤติกรรมเดิมทั้งหมด เราอาจทำงานหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่สร้างคุณค่าในระดับใหม่ได้น้อยลง


ผู้บริหารจึงควรถามตัวเองตั้งแต่ช่วงต้นว่า ทักษะอะไรจากอดีตยังมีคุณค่า ทักษะอะไรควรลดลง และความสามารถอะไรต้องพัฒนาเพิ่มขึ้น บางครั้งสิ่งที่ต้องหยุดอาจสำคัญกว่าสิ่งที่ต้องเริ่ม เพราะ Leadership Capacity มีจำกัด และทุกชั่วโมงที่ผู้บริหารใช้กับงานที่ควรถูกมอบหมาย คือเวลาที่หายไปจากการคิดเชิงกลยุทธ์ การสร้างทีม และการดูแล stakeholder ที่สำคัญ ในจุดนี้ หัวหน้าของผู้นำใหม่สามารถช่วยได้มากด้วยการสื่อสารให้ชัดว่า ในบทบาทใหม่นี้เขาคาดหวัง “พฤติกรรมของผู้นำ” แบบใด ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ปลายทาง เช่น เรื่องใดควรลงรายละเอียดเอง เรื่องใดควร delegate และเรื่องใดควรใช้เวลาในการสร้าง alignment ก่อนตัดสินใจ


เรียนรู้ระบบจริง ก่อนออกแบบระบบใหม่


ผู้บริหารใหม่มักได้รับข้อมูลจำนวนมากในช่วงแรก ทั้ง Organization Chart, KPI, Budget, Strategy และ Presentation ต่าง ๆ แต่ข้อมูลเหล่านี้อธิบายได้เพียงส่วนหนึ่งขององค์กร องค์กรทุกแห่งมีสิ่งที่อาจเรียกว่า Formal System และ Informal System Formal System บอกว่าใครรายงานใคร ใครมี authority และ process อย่างเป็นทางการเป็นอย่างไร ขณะที่ Informal System บอกว่าใครมี influence จริง ใครได้รับความไว้วางใจจากทีม ใครเป็นผู้เชื่อมโยงข้อมูล และเรื่องใดเป็นประเด็นที่ทุกคนรู้แต่ไม่มีใครพูดออกมาตรง ๆ


ช่วง 90 วันแรกจึงควรถูกใช้เพื่อสร้าง Learning Agenda อย่างมีวินัย ผู้บริหารควรเรียนรู้ว่าลูกค้าให้คุณค่ากับอะไรจริง ทีมงานกำลังเผชิญ pain point ใด ธุรกิจสร้างรายได้และสูญเสีย margin ที่จุดไหน การตัดสินใจเรื่องใดติดขัด และใครคือ stakeholder ที่สามารถทำให้กลยุทธ์เดินหน้าเร็วขึ้นหรือช้าลง การฟังในช่วงต้นจึงไม่ใช่สัญญาณของความไม่รู้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Strategic Diagnosis เพราะการตัดสินใจที่รวดเร็วโดยใช้ความเข้าใจที่ผิด อาจสร้างต้นทุนระยะยาวสูงกว่าการใช้เวลาอีกเล็กน้อยเพื่อเข้าใจสถานการณ์ให้ถูกต้อง


หัวหน้าของผู้นำใหม่จึงไม่ควรเพียงส่งต่อข้อมูล แต่ควรช่วยอธิบาย Context ที่อยู่เบื้องหลังข้อมูล ด้วย เช่น เหตุใดเรื่องบางเรื่องจึงอ่อนไหว เหตุใด stakeholder บางคนจึงมีบทบาทมากกว่าที่เห็นใน Organization Chart หรือเหตุใดปัญหาบางอย่างที่ดูเหมือนแก้ง่ายจึงยังคงอยู่มานาน การเปิดเผย Context เหล่านี้จะช่วยให้คนใหม่ไม่ต้องใช้เวลาหลายเดือนในการเรียนรู้จากความผิดพลาดที่สามารถหลีกเลี่ยงได้


ต้องรู้ก่อนว่าองค์กรกำลังอยู่ในสถานการณ์ประเภทใด


Watkins เสนอกรอบ STARS Model ซึ่งแบ่งสถานการณ์ขององค์กรออกเป็น Start-up, Turnaround, Accelerated Growth, Realignment และ Sustaining Success ความสำคัญของกรอบนี้อยู่ที่การเตือนว่าการบริหารไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ วิธีบริหาร Turnaround ซึ่งต้องการความเร็ว การตัดสินใจ และการจัดลำดับความสำคัญอย่างเข้มข้น อาจสร้างความเสียหายหากนำไปใช้กับองค์กรที่กำลัง Sustaining Success เพราะทีมที่มี performance ดีอยู่แล้วอาจรู้สึกว่าประสบการณ์และความสำเร็จเดิมของพวกเขาถูกมองข้าม


ผู้บริหารจึงควรเริ่มจากการวินิจฉัยว่า “สถานการณ์จริงคืออะไร” มากกว่าถามทันทีว่า “เราจะเปลี่ยนอะไร” เพราะหลายองค์กรภายนอกดูเหมือนยังแข็งแรง แต่ภายในกำลังเข้าสู่ Realignment ลูกค้ายังอยู่ รายได้ยังดี ทีมยังทำงานได้ แต่เริ่มมีสัญญาณบางอย่าง เช่น decision-making ช้าลง ต้นทุนเพิ่ม ความรับผิดชอบไม่ชัด หรือคนเก่งเริ่มตั้งคำถามกับอนาคต องค์กรลักษณะนี้ต้องการผู้นำที่สามารถเห็นความเสี่ยงก่อนตัวเลขทางการเงินจะสะท้อนปัญหาออกมาอย่างชัดเจน


ในช่วงนี้ หัวหน้าควรมีบทสนทนากับผู้นำใหม่ให้ชัดว่า เขามองสถานการณ์ขององค์กรอย่างไร และอะไรคือสิ่งที่ต้อง Change, Protect และ Not Rush หากหัวหน้ากับผู้นำใหม่มองสถานการณ์ต่างกันตั้งแต่ต้น แม้ทั้งสองฝ่ายจะทำงานอย่างเต็มที่ ก็อาจกำลังเดินไปคนละทิศ ความชัดเจนในเรื่อง Situation Diagnosis จึงสำคัญพอ ๆ กับการตกลง KPI


Early Wins ต้องสร้าง Trust มากกว่าสร้างภาพ


ผู้บริหารใหม่จำเป็นต้องสร้าง Early Wins เพราะทีมและ stakeholder กำลังประเมินอยู่ตลอดเวลาว่าผู้นำคนใหม่เข้าใจองค์กรหรือไม่ ตัดสินใจได้หรือไม่ และสามารถสร้างความแตกต่างได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม Early Win ที่ดีควรมีความหมายมากกว่าผลลัพธ์ระยะสั้น สิ่งที่ควรเลือกคือเรื่องที่ทีมเห็นว่าเป็นปัญหาจริง มีความสำคัญต่อธุรกิจ และสามารถส่งสัญญาณถึงรูปแบบการบริหารในอนาคตได้


ตัวอย่างเช่น การลดขั้นตอน approval ที่ไม่จำเป็น การทำให้ priority ของทีมชัดขึ้น การแก้ปัญหาลูกค้าที่ค้างมานาน หรือการตัดสินใจเรื่องที่องค์กรเลื่อนมาตลอด สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้สร้างผลทางการเงินทันที แต่สามารถสร้าง Credibility, Trust และ Momentum ได้สูงมาก เพราะทีมจะเริ่มเห็นว่าผู้นำเข้าใจ pain point และพร้อมจัดการกับสิ่งที่เป็นอุปสรรคจริง


สิ่งที่ควรระวังคือการสร้าง Quick Wins ที่ทำให้ตัวเลขดูดี แต่แลกกับต้นทุนในอนาคต เช่น ลดคนโดยไม่เข้าใจ workload ลดต้นทุนโดยทำให้ customer experience แย่ลง หรือเร่ง performance จนทีมสูญเสียความไว้วางใจ Early Wins ที่ดีจึงควรทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน คือสร้างผลลัพธ์ในวันนี้ และเพิ่มความสามารถขององค์กรในการสร้างผลลัพธ์ในวันข้างหน้า


หัวหน้าของผู้นำใหม่ควรช่วยคัดกรอง Early Wins มากกว่าจะกำหนดคำตอบให้ทั้งหมด โดยช่วยตั้งคำถามว่าเรื่องใดมีผลต่อ credibility สูง เรื่องใดกระทบลูกค้า และเรื่องใดถ้าตัดสินใจเร็วเกินไปอาจสร้าง long-term consequence ที่ไม่จำเป็น ที่สำคัญคือ เมื่อหัวหน้ามอบ mandate ให้แล้ว ควรหลีกเลี่ยงการกลับเข้าไปตัดสินใจแทนในทุกรายละเอียด เพราะหากหัวหน้าพูดว่า “คุณรับผิดชอบ” แต่ยัง override การตัดสินใจต่อหน้าทีม ความน่าเชื่อถือของผู้นำใหม่จะถูกลดทอนทันที


การบริหาร Stakeholder คือส่วนหนึ่งของงาน ไม่ใช่เรื่องการเมือง


เมื่อระดับความรับผิดชอบสูงขึ้น ความสำเร็จของผู้นำจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตัวเองควบคุมโดยตรงน้อยลงเรื่อย ๆ ผู้บริหารอาจต้องอาศัยการสนับสนุนจากหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หน่วยงานอื่น ลูกค้า Vendor หรือผู้มีอิทธิพลที่ไม่ได้อยู่ใน reporting line ของตนเอง นี่ทำให้ Stakeholder Alignment กลายเป็นหนึ่งในงานหลักของ Leadership


ผู้บริหารจึงควรทำ Stakeholder Mapping ตั้งแต่ต้นว่า ใครมี influence สูง ใครมี interest สูง ใครสนับสนุนทิศทางของเรา ใครยังไม่แน่ใจ และใครอาจมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน จากนั้นจึงสร้างความสัมพันธ์ผ่านการทำความเข้าใจ expectation มากกว่าการพยายามโน้มน้าวทันที หลายครั้งความขัดแย้งในองค์กรไม่ได้เกิดจากคนไม่ต้องการร่วมมือ แต่เกิดจากแต่ละฝ่ายกำลัง optimize คนละเรื่อง ฝ่ายหนึ่งดู cost อีกฝ่ายดู service อีกฝ่ายดู risk การทำให้ทุกคนเห็น Shared Objective เดียวกันจึงเป็นหนึ่งในบทบาทที่สำคัญที่สุดของผู้บริหาร


ในเรื่องนี้ หัวหน้ามีบทบาทสำคัญมากในการ Open the Door, then Step Back กล่าวคือช่วยแนะนำ stakeholder สำคัญ อธิบาย mandate ของผู้นำใหม่ให้ชัด และแสดงออกต่อหน้าทีมว่าองค์กรสนับสนุนบทบาทของเขา หลังจากนั้นควรเปิดพื้นที่ให้ผู้นำใหม่สร้างความสัมพันธ์และ credibility ด้วยตัวเอง Support ที่ดีไม่ใช่การทำแทน แต่คือการทำให้คนใหม่มีพื้นที่ที่จะนำได้จริง


การสื่อสารระหว่างหัวหน้ากับผู้นำใหม่ต้องสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้


ในช่วง Transition ความถี่และคุณภาพของการสื่อสารมีผลอย่างมากต่อความเร็วในการเรียนรู้ หากหัวหน้ากับผู้นำใหม่คุยกันเฉพาะเวลามีปัญหา ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มสร้าง assumptions จากข้อมูลที่ไม่ครบ วิธีที่ดีกว่าคือมี Communication Rhythm ที่ชัดเจนในช่วงแรก เช่น Weekly One-on-One ที่ไม่ได้ใช้เพื่อรายงาน status เพียงอย่างเดียว แต่พูดถึงสิ่งที่กำลังเรียนรู้ ประเด็นที่ยังไม่ชัด การตัดสินใจสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น และ support ที่ต้องการ


หัวหน้าควรใช้การถามมากกว่าการสั่ง เช่น “อะไรที่คุณเห็นต่างจากที่เราคิดไว้” “มีอะไรที่คุณยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับองค์กร” “มี stakeholder คนไหนที่คุณคิดว่าต้องใช้เวลาเพิ่ม” หรือ “เรื่องใดที่คุณอยากให้ผมช่วยเปิดทาง แต่ไม่ต้องการให้ผมเข้าไปจัดการแทน” บทสนทนาเช่นนี้ช่วยให้หัวหน้าสามารถ Correct Course ได้โดยไม่กลายเป็น Micromanagement และทำให้ผู้นำใหม่รู้ว่า การพูดถึง uncertainty หรือ bad news ตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ได้ทำให้เขาดูอ่อนแอ


ทั้งสองฝ่ายควรมีหลักการร่วมกันว่า No Surprises เรื่องใดที่อาจมีผลต่อลูกค้า ทีม ชื่อเสียง หรือผลประกอบการ ควรสื่อสารกันเร็วแม้ข้อมูลจะยังไม่สมบูรณ์ Trust ในความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับผู้นำใหม่ไม่ได้เกิดจากการที่ทุกเรื่องเป็นไปตามแผน แต่เกิดจากการรู้ว่าเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามแผน อีกฝ่ายจะไม่ปล่อยให้เรารู้เป็นคนสุดท้าย


ทุกการเปลี่ยนแปลงสำคัญสามารถเป็น “90 วันแรก” ครั้งใหม่ได้


แนวคิด The First 90 Days มีคุณค่ามากกว่าการใช้กับคนที่เพิ่งย้ายงาน เพราะในความเป็นจริงผู้บริหารสามารถเข้าสู่ Leadership Transition ได้หลายครั้งโดยไม่ต้องเปลี่ยนนามบัตร หัวหน้าเปลี่ยน ลูกค้ารายใหญ่เปลี่ยน กลยุทธ์องค์กรเปลี่ยน Reporting Line เปลี่ยน ทีมถูก restructure หรือผู้บริหารคนใหม่เข้ามามีบทบาท ล้วนทำให้ assumptions เดิมเกี่ยวกับอำนาจ ความคาดหวัง และ stakeholder landscape เปลี่ยนไป


เมื่อบริบทเปลี่ยนมากพอ ผู้บริหารที่มีประสบการณ์ควรยอมให้ตัวเอง “เริ่มต้นใหม่” อีกครั้ง ด้วยการกลับไปถามคำถามพื้นฐานว่า เรากำลังอยู่ในสถานการณ์แบบใด ใครคือ stakeholder ที่สำคัญที่สุดในบริบทใหม่ อะไรคือสิ่งที่ควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ต้องเปลี่ยน และ Early Wins แบบใดจะสร้างทั้ง Performance และ Trust ขณะเดียวกัน หัวหน้าก็ควรมองการ Transition นี้เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่เพียงการประเมินว่าคนใหม่จะทำได้ดีเพียงใด แต่ต้องถามด้วยว่าองค์กรได้ให้ Context, Authority, Feedback และ Support ที่เพียงพอหรือยัง


ผู้บริหารที่ดีจึงไม่ได้ถูกวัดจากความเร็วในการแสดงคำตอบเสมอไป บางช่วงของ Leadership สิ่งที่สำคัญกว่าคือความสามารถในการตั้งคำถามที่ถูกต้อง อ่านสถานการณ์ให้แม่น และสร้างเงื่อนไขให้องค์กรเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และสำหรับหัวหน้าของผู้นำใหม่ หน้าที่สำคัญไม่ใช่การทำให้คนใหม่ “ขึ้นงานได้เร็ว” เท่านั้น แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้เขาสามารถนำได้จริง เพราะในช่วงเปลี่ยนผ่าน สิ่งที่เกิดขึ้นใน 90 วันแรกไม่ได้กำหนดเพียงผลงานของผู้นำใหม่ แต่ยังสะท้อนคุณภาพของ Leadership System ที่อยู่รอบตัวเขาด้วย


Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page