top of page

Character: ทุนที่สำคัญที่สุดของผู้บริหารรุ่นใหม่

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

31 August 2026



ในโลกการทำงานวันนี้ คนเก่งมีโอกาสเติบโตเร็วกว่าในอดีตมาก คนอายุสามสิบต้น ๆ อาจได้รับผิดชอบทีมขนาดใหญ่ บริหารงบประมาณหลายร้อยล้าน หรือถูกดึงขึ้นมาอยู่ในห้องประชุมที่การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวส่งผลต่อคนจำนวนมาก เทคโนโลยีช่วยให้เราทำงานเร็วขึ้น AI ช่วยให้เราคิด วิเคราะห์ และผลิตผลงานได้มากขึ้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่เทคโนโลยีสร้างแทนเราไม่ได้ นั่นคือ Character — ตัวตนที่กำหนดว่าเราจะเป็นผู้นำแบบไหนเมื่อไม่มีใครกำลังมอง


หนังสือ On Character ของ Stanley McChrystal ตั้งคำถามที่น่าสนใจมากว่า ในที่สุดแล้วชีวิตของคนคนหนึ่งควรถูกตัดสินจากอะไร จากตำแหน่งที่สูงที่สุดที่เคยไปถึง จากรายได้ จากจำนวนคนที่อยู่ใต้การบังคับบัญชา หรือจากผลงานที่สร้างไว้ คำตอบของ McChrystal คือ สิ่งเหล่านั้นอาจบอกว่าเรา “ประสบความสำเร็จ” แค่ไหน แต่ไม่ได้บอกว่าเรา “เป็นคนแบบไหน”


สำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่ นี่อาจเป็นคำถามที่สำคัญกว่าการวาง Career Path เสียอีก เพราะยิ่งเราก้าวขึ้นสูง ความสามารถทางเทคนิคจะยิ่งมีความสำคัญน้อยลง ขณะที่ judgment, trust, courage และ character จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ


1. ตำแหน่งทำให้เรามีอำนาจ แต่ Character ทำให้คนยอมเดินตาม


การได้รับตำแหน่ง Manager, Director หรือ CEO ทำให้องค์กรให้อำนาจในการตัดสินใจแก่เรา แต่ไม่ได้หมายความว่าคนจะเชื่อใจเราโดยอัตโนมัติ


คนอาจทำตามเพราะโครงสร้างองค์กรบังคับให้ทำ แต่การที่คนเต็มใจทุ่มเท ให้ข้อมูลตรงไปตรงมา กล้าเสนอความคิดเห็นที่แตกต่าง และพร้อมยืนข้างเราเมื่อสถานการณ์ยากลำบาก เกิดจากสิ่งที่แตกต่างออกไป นั่นคือความเชื่อมั่นว่า ผู้นำคนนี้จะทำสิ่งที่ถูกต้องแม้ในวันที่การทำสิ่งที่ถูกต้องมีราคาแพง


ผู้บริหารรุ่นใหม่จึงควรแยกให้ออกระหว่าง Authority กับ Credibility


Authority มากับตำแหน่ง แต่ Credibility ต้องสะสมทีละวัน


เราสะสมมันเมื่อรักษาคำพูด เมื่อรับผิดชอบตอนเกิดความผิดพลาด เมื่อให้เครดิตกับทีมตอนประสบความสำเร็จ เมื่อกล้าบอกความจริงกับผู้บริหารระดับสูง และเมื่อปฏิบัติต่อคนที่ไม่มีอำนาจต่อรองกับเราอย่างให้เกียรติ


ทุกเหตุการณ์ดูเล็กเมื่อเกิดขึ้น แต่เมื่อสะสมเป็นเวลานาน มันจะกลายเป็นชื่อเสียงของเรา และในที่สุดกลายเป็น character ของเรา


2. Character ไม่ได้ถูกสร้างในวันที่เกิดวิกฤต แต่ถูกสร้างในวันธรรมดา


หลายคนคิดว่าเราจะรู้ว่าใครเป็นผู้นำที่ดีเมื่อเกิดวิกฤต แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่คนทำในวันวิกฤตมักถูกกำหนดมานานแล้วจากพฤติกรรมในวันธรรมดา


ถ้าเราคุ้นเคยกับการหลบเลี่ยงความรับผิดชอบในเรื่องเล็ก วันหนึ่งเมื่อปัญหาใหญ่เกิดขึ้น สิ่งแรกที่เราจะทำก็คือหาคนรับผิดแทน


ถ้าเราคุ้นเคยกับการปรับแต่งข้อมูลเล็กน้อยเพื่อให้ KPI ดูดี วันหนึ่งเมื่อเป้าหมายทางธุรกิจกดดันมากขึ้น การบิดเบือนข้อมูลก็จะง่ายขึ้น


ในทางกลับกัน หากเราฝึกพูดความจริง ฝึกรับผิดชอบ ฝึกตัดสินใจด้วยหลักการ และฝึกทำสิ่งที่ควรทำแม้ไม่มีใครเห็น พฤติกรรมเหล่านี้จะกลายเป็น default mode ของเราเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดัน


ดังนั้นอย่ารอให้มีวิกฤตแล้วค่อยพยายามเป็นผู้นำที่ดี


Character ถูกฝึกทุกวัน


3. อย่าสับสนระหว่าง Performance กับ Character


นี่อาจเป็นกับดักที่อันตรายที่สุดของผู้บริหารที่กำลังเติบโตเร็ว เพราะองค์กรส่วนใหญ่ให้รางวัลกับ Performance เราจึงเรียนรู้เร็วมากว่าตัวเลขสำคัญ การเติบโตสำคัญ การส่งมอบงานสำคัญ และการชนะคู่แข่งสำคัญ


ทั้งหมดนี้ถูกต้อง แต่ยังไม่เพียงพอ


คำถามที่ผู้บริหารต้องถามตัวเองคือ


เราได้ผลลัพธ์นั้นมาอย่างไร

  • เราเพิ่มยอดขายด้วยการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว หรือด้วยการให้คำสัญญาที่ทีมปฏิบัติจริงไม่ได้

  • เราทำกำไรดีขึ้นเพราะเพิ่ม productivity หรือเพราะลดทรัพยากรจนทีมหมดแรง

  • เรารักษาลูกค้าไว้ได้เพราะสร้างคุณค่า หรือเพราะหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหาที่ลูกค้าควรรู้

  • เราสร้างทีมที่ทำผลงานสูง เพราะคนเก่งขึ้น หรือเพราะทุกคนกลัวความผิดพลาดจนไม่กล้าพูด


ผลลัพธ์ระยะสั้นอาจเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ระยะยาวต่างกันอย่างสิ้นเชิง


ผู้บริหารที่เก่งต้องบริหาร Performance ผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่ต้องบริหารทั้ง Performance และ Character


4. ความกล้าหาญของผู้นำ ไม่ได้หมายถึงการพูดเสียงดัง


ในช่วงแรกของชีวิตการทำงาน เรามักคิดว่าคนที่ดูมั่นใจ ตัดสินใจเร็ว และพูดอย่างหนักแน่นคือผู้นำที่แข็งแกร่ง


เมื่อทำงานนานขึ้นจะพบว่า ความกล้าหาญของผู้นำมีรูปแบบที่เงียบกว่านั้นมาก

  • บางครั้ง Courage คือการพูดว่า “ผมยังไม่รู้”

  • บางครั้งคือการเปลี่ยนใจเมื่อพบข้อมูลใหม่

  • บางครั้งคือการยอมรับต่อหน้าทีมว่า “เรื่องนี้ผมตัดสินใจผิด”

  • บางครั้งคือการบอกผู้บริหารระดับสูงว่าแผนที่ทุกคนกำลังเห็นด้วยอาจมีปัญหา

  • และบางครั้งคือการปกป้องลูกทีมที่ทำสิ่งถูกต้อง แม้ว่ามันจะทำให้เราเองลำบากขึ้น


คนรุ่นใหม่จำนวนมากถูกสอนให้สร้าง Personal Brand แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือสร้าง Personal Integrity


Brand คือสิ่งที่คนคิดเกี่ยวกับเรา Character คือสิ่งที่เราเป็นแม้ไม่มีใครเห็น


5. เมื่อขึ้นเป็นหัวหน้า อย่าหยุดเป็นนักเรียน


ตำแหน่งสูงมีอันตรายอย่างหนึ่งคือ มันทำให้ Feedback ค่อย ๆ หายไป


เมื่อตอนเป็นพนักงาน มีคนแก้งานเรา เมื่อเป็น Manager คนเริ่มระมัดระวัง เมื่อเป็น Director คนเริ่มเลือกคำพูด และเมื่อขึ้นสูงมากพอ หลายคนอาจบอกเราเฉพาะสิ่งที่เราต้องการได้ยิน


ผู้นำจึงต้องสร้างระบบเพื่อฟังความจริง

  • ถามทีมว่า “ผมกำลังทำอะไรที่ทำให้งานของคุณยากขึ้น”

  • ถามคนที่คิดต่างจากเราว่า “คุณเห็นอะไรที่ผมยังไม่เห็น”


และเมื่อได้รับคำตอบ อย่ารีบอธิบายตัวเอง


เพราะความสามารถในการรับ Feedback เป็นหนึ่งในเครื่องป้องกันไม่ให้ความสำเร็จทำลาย character ของเรา


วันที่เราคิดว่าไม่มีอะไรต้องเรียนรู้ อาจเป็นวันที่เราเริ่มถอยหลังโดยไม่รู้ตัว


6. อย่าสร้างเพียง Career ให้สร้าง Reputation ที่อยู่ได้นานกว่า Career


ผู้บริหารรุ่นใหม่มักถามว่า “ตำแหน่งต่อไปของผมคืออะไร”


เป็นคำถามที่เข้าใจได้ แต่มีอีกคำถามหนึ่งที่ควรถามควบคู่กันเสมอ


“เมื่อชื่อของเราถูกพูดถึงในห้องที่เราไม่ได้อยู่ คนจะพูดถึงเราว่าอย่างไร”

  • เขาเก่งมาก แต่เอาตัวรอดคนเดียว

  • เขาผลงานดี แต่ทีมพัง

  • เขาพูดดี แต่เชื่อไม่ได้


หรือ

  • เขากดดันได้ แต่ยุติธรรม

  • เขากล้ายอมรับเมื่อผิด

  • เขาให้โอกาสคนอื่นเติบโต

  • เขาทำสิ่งถูกต้อง แม้ไม่มีใครรู้


ตำแหน่งหนึ่งอาจอยู่กับเราเพียงไม่กี่ปี แต่ reputation เดินตามเราไปตลอดอาชีพ


และเมื่อถึงจุดหนึ่ง reputation จะมีค่ามากกว่าตำแหน่งเสียอีก เพราะมันเป็นเหตุผลที่คนเลือกโทรหาเรา เลือกทำธุรกิจกับเรา และเลือกตามเราไปในวันที่เรายังไม่มีตำแหน่งใหม่ให้เขาเห็น


7. ผู้นำทุกคนกำลังสร้าง Culture อยู่ตลอดเวลา


เมื่อเป็นผู้บริหาร เราไม่ได้สร้างเฉพาะผลงาน เรากำลังสอนคนรอบตัวโดยไม่รู้ตัวว่า “การเป็นคนแบบไหนจึงจะประสบความสำเร็จในองค์กรนี้”


ถ้าเราพูดว่า Integrity สำคัญ แต่ให้รางวัลกับคนที่สร้างผลงานได้โดยไม่สนใจวิธีการ ทีมจะเรียนรู้ทันทีว่า Integrity เป็นเพียงข้อความบนผนัง


ถ้าเราพูดว่า One Team แต่ยอมให้คนเก่งสร้างปัญหาให้คนอื่นเพียงเพราะเขาทำยอดได้ดี Culture จริงขององค์กรก็ถูกกำหนดแล้ว


คนในองค์กรไม่ได้เรียนรู้ Values จาก PowerPoint


พวกเขาเรียนรู้จากสิ่งที่ผู้นำ ให้รางวัล ยอมรับ และยอมปล่อยผ่าน


ดังนั้น Character ของผู้นำจึงไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัว เมื่อเรามีอำนาจมากขึ้น Character ของเราจะค่อย ๆ กลายเป็น Culture ขององค์กร


8. ความสำเร็จที่แท้จริง คือวันที่คนรุ่นต่อไปเก่งกว่าเรา


ช่วงแรกของการเป็นผู้บริหาร เรามักพยายามพิสูจน์ว่าเราทำอะไรได้บ้าง แต่เมื่อเติบโตขึ้น เป้าหมายควรค่อย ๆ เปลี่ยนจากการพิสูจน์ตัวเอง ไปสู่การสร้างคนอื่น


ผู้นำที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่งที่สุดในห้อง


แต่ควรเป็นคนที่ทำให้คนอื่นเก่งขึ้นเมื่ออยู่ในห้องเดียวกัน


สร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่คิด


ให้เขาตัดสินใจ


ยอมให้เขาผิดพลาดในขอบเขตที่เหมาะสม


ให้เครดิตเมื่อเขาทำสำเร็จ


และยอมรับให้ได้ว่าวันหนึ่งบางคนอาจเก่งกว่าเรา


นั่นไม่ใช่การสูญเสียความสำคัญของผู้นำ แต่นั่นคือหลักฐานว่าผู้นำทำหน้าที่สำเร็จแล้ว


สุดท้ายแล้ว เรากำลังกลายเป็นคนแบบไหน


ชีวิตของผู้บริหารเต็มไปด้วย KPI, Revenue, Growth, Promotion, Bonus และ Target สิ่งเหล่านี้จำเป็น และคนที่ต้องการเป็นผู้นำก็ต้องเรียนรู้ที่จะสร้างผลลัพธ์


แต่ On Character ชวนให้เราถามคำถามอีกชุดหนึ่งไปพร้อมกัน


ระหว่างทางที่เรากำลังประสบความสำเร็จ เรากำลังกลายเป็นคนแบบไหน


คนรอบตัวไว้ใจเรามากขึ้นหรือระวังเรามากขึ้น


คนเก่งเติบโตขึ้นเมื่อทำงานกับเรา หรือค่อย ๆ เดินออกไป


เรากล้าพูดความจริงมากขึ้น หรือเก่งขึ้นในการพูดสิ่งที่ทุกคนอยากได้ยิน


เรามีหลักการที่ชัดขึ้น หรือเริ่มมีเหตุผลมากขึ้นในการยกเว้นหลักการของตัวเอง


วันหนึ่งตำแหน่งจะถูกส่งต่อ ห้องทำงานจะมีเจ้าของใหม่ และตัวเลขที่เคยสำคัญมากจะกลายเป็นเพียงข้อมูลของปีที่ผ่านมา


สิ่งที่จะยังอยู่คือผลที่เราเคยมีต่อชีวิตของผู้คน และความทรงจำว่าเราเคยเป็นผู้นำแบบไหน


สำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่ อย่าตั้งเป้าเพียงว่าจะขึ้นไปได้สูงแค่ไหน


จงตั้งใจด้วยว่า เมื่อขึ้นไปถึงตรงนั้น เราอยากเป็นคนแบบไหน


เพราะสุดท้ายแล้ว Leadership อาจเริ่มจากความสามารถ แต่สิ่งที่ทำให้คนอยากเดินตามเราไปไกล ๆ คือ Character.

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page