top of page

Risk Management ไม่ใช่การหลีกเลี่ยง Risk

20 hours ago
2 min read

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

7 October 2026



ในหนังสือ Streetwise ของ Lloyd Blankfein มีบทหนึ่งที่ใช้ชื่อเรียบง่ายแต่สะท้อนความจริงของการบริหารองค์กรได้อย่างลึกซึ้งว่า “Risk Is Risky” ความหมายไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่า “ความเสี่ยงมีความเสี่ยง” แต่กำลังเตือนว่า การพยายามจัดการความเสี่ยงจนองค์กรไม่กล้าทำอะไรเลย ก็เป็นความเสี่ยงอีกแบบหนึ่งเช่นกัน


หลายองค์กรพูดถึง Risk Management ในความหมายของการป้องกันไม่ให้สิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น จนในที่สุดระบบบริหารความเสี่ยงกลายเป็นระบบที่ทำให้องค์กรระมัดระวังมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกการตัดสินใจต้องผ่านหลายขั้นตอน ทุกความคิดใหม่ต้องพิสูจน์ว่าจะไม่มีผลเสีย และทุกโครงการถูกถามว่า “ถ้าเกิดปัญหาขึ้น ใครจะรับผิดชอบ”


คำถามเหล่านี้มีความจำเป็น แต่ถ้ามีเพียงคำถามด้าน Downside โดยไม่มีคำถามด้าน Opportunity องค์กรจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากการบริหารความเสี่ยงไปสู่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว


องค์กรที่ไม่มี Risk อาจไม่มี Future


ไม่มีธุรกิจใดสร้างผลตอบแทนโดยไม่มีความเสี่ยง การลงทุน การพัฒนาสินค้าใหม่ การเข้าสู่ตลาดใหม่ การเปลี่ยน Technology การจ้างคนเก่ง หรือแม้แต่การรักษาลูกค้ารายสำคัญ ล้วนเป็นการตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์


ถ้าผู้บริหารรอจนมีข้อมูลครบถ้วน ความไม่แน่นอนหมดไป และทุกฝ่ายเห็นตรงกันทั้งหมด โอกาสจำนวนมากอาจผ่านไปก่อนที่องค์กรจะตัดสินใจได้


ดังนั้นเป้าหมายของ Risk Management ไม่ควรเป็น Zero Risk เพราะ Zero Risk แทบไม่มีอยู่จริง เป้าหมายควรเป็นการสร้างความสามารถขององค์กรในการเลือกว่าความเสี่ยงใดควรรับ ความเสี่ยงใดไม่ควรรับ และองค์กรสามารถรับผลกระทบจากความผิดพลาดได้มากเพียงใด


คำถามจึงควรเปลี่ยนจาก


“เราจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความผิดพลาด”


เป็น


“ถ้าเราตัดสินใจผิด ความเสียหายสูงสุดคืออะไร และองค์กรยังสามารถอยู่ต่อได้หรือไม่”


นี่คือความแตกต่างระหว่าง Risk Avoidance กับ Risk Intelligence


Risk ที่ดีต้องมี Asymmetric Outcome


การตัดสินใจที่ดีไม่จำเป็นต้องมีโอกาสสำเร็จ 100% แต่ควรมีโครงสร้างที่ผลตอบแทนจากความสำเร็จมีความหมาย ขณะที่ผลเสียจากความล้มเหลวยังอยู่ในระดับที่องค์กรรับได้

ผู้บริหารจึงควรมอง Risk ผ่านสองมิติพร้อมกัน คือ Upside Potential และ Downside Exposure


โครงการหนึ่งอาจมีโอกาสสำเร็จเพียง 60% แต่ถ้าความสำเร็จสามารถเปิดตลาดใหม่ สร้าง Capability ใหม่ หรือเพิ่ม Competitive Advantage ระยะยาว ขณะที่ความล้มเหลวมีต้นทุนจำกัดและสามารถหยุดได้เร็ว นั่นอาจเป็นความเสี่ยงที่ควรรับ


ในทางกลับกัน โครงการบางอย่างอาจดูมีโอกาสสำเร็จสูงมาก แต่ถ้าความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวสามารถทำลาย Reputation, Liquidity, Safety หรือ Trust ของลูกค้า ความเสี่ยงนั้นอาจไม่คุ้มที่จะรับเลย


จุดสำคัญจึงไม่ใช่เพียง Probability of Failure แต่คือ Consequence of Failure


อย่าให้ความผิดพลาดครั้งเดียวทำลายทั้งองค์กร


แนวคิดสำคัญจาก Streetwise คือ ผู้นำไม่จำเป็นต้องสร้างองค์กรที่ไม่เคยผิดพลาด แต่ต้องสร้างองค์กรที่ สามารถผิดพลาดได้โดยไม่ถูกทำลาย


นี่คือหัวใจของ Downside Protection


ในโลกการเงินอาจหมายถึง Liquidity, Capital Buffer และ Position Limit แต่ในองค์กรทั่วไปอาจหมายถึงการทำ Pilot ก่อน Scale การแบ่งการลงทุนเป็น Phase การตั้ง Decision Gate การสร้าง Backup Supplier การทำ Scenario Planning หรือการกำหนด Stop-loss ที่ชัดเจน


หลักคิดเหมือนกันคือ


อย่าวางเดิมพันทั้งหมดไว้กับการตัดสินใจครั้งเดียว


ผู้บริหารที่ดีจึงไม่ได้ถามเพียงว่า “แผนนี้จะสำเร็จหรือไม่” แต่ต้องถามต่อว่า “ถ้าไม่สำเร็จ เราจะรู้เร็วแค่ไหน เราจะหยุดตรงไหน และความเสียหายจะลุกลามไปถึงส่วนอื่นหรือไม่”


องค์กรที่มีความสามารถในการ Fail Small สามารถเรียนรู้ได้เร็วกกว่าองค์กรที่พยายามไม่ให้เกิด Failure เลย


Governance ที่ดีไม่ควรฆ่า Initiative


ปัญหาที่พบได้บ่อยคือ เมื่อองค์กรเคยเจอเหตุการณ์ผิดพลาดครั้งใหญ่ คำตอบมักเป็นการเพิ่ม Policy เพิ่ม Approval เพิ่ม Committee และเพิ่ม Control


ในระยะสั้นสิ่งเหล่านี้ทำให้องค์กรรู้สึกปลอดภัยขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป Control Layer ที่สะสมขึ้นอาจสร้างผลข้างเคียง คือคนเริ่มไม่อยากตัดสินใจ ไม่อยากทดลอง และไม่อยากเสนอความคิดใหม่ เพราะต้นทุนของการขออนุมัติสูงกว่าประโยชน์ที่อาจได้รับ


Governance ที่ดีจึงไม่ใช่การทำให้ทุกเรื่องต้องขึ้นมาถึงผู้บริหารระดับสูง แต่ควรกำหนด Risk Boundary ให้ชัด แล้วเปิดพื้นที่ให้คนตัดสินใจภายในกรอบนั้น


ทีมงานควรรู้ว่าเรื่องใดสามารถ Experiment ได้ เรื่องใดต้อง Escalate เรื่องใดเป็น Red Line และเรื่องใดองค์กรยอมรับ Failure ได้


เมื่อ Boundary ชัด คนจะกล้าตัดสินใจมากขึ้นโดยไม่ทำให้องค์กรสูญเสีย Control


Culture คือ Risk Control ที่สำคัญที่สุด


ท้ายที่สุด Risk Management ไม่ได้อยู่ใน Risk Register เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในพฤติกรรมของคน


องค์กรอาจมี Policy ที่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าคนไม่กล้ารายงาน Bad News ความเสี่ยงจะถูกซ่อนอยู่จนสายเกินไป หากผู้บริหารลงโทษคนที่นำปัญหามารายงาน Early Warning จะหายไป หากคนรู้ว่าการยอมรับความผิดพลาดทำร้าย Career ของตัวเอง ปัญหาจะถูกอธิบายใหม่จนดูเล็กกว่าความจริง


ดังนั้นองค์กรที่บริหาร Risk ได้ดีต้องสร้าง Culture ที่คนสามารถพูดว่า


“เรื่องนี้อาจมีปัญหา”


ได้ก่อนที่จะต้องพูดว่า


“ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว”


Leadership จึงมีบทบาทมากกว่าการอนุมัติ Risk Framework ผู้นำต้องแสดงให้เห็นว่าการ Raise Concern การ Challenge Assumption และการยอมรับว่าข้อมูลเดิมอาจผิด เป็นส่วนหนึ่งของ Professional Judgment ไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ


Take Risk — But Protect the Institution


ความสามารถในการบริหารความเสี่ยงไม่ได้วัดจากจำนวนเหตุการณ์ที่องค์กรหลีกเลี่ยงได้เพียงอย่างเดียว แต่ควรวัดจากความสามารถในการสร้าง Opportunity โดยไม่ทำลาย Resilience ขององค์กร


องค์กรที่กลัวความเสี่ยงมากเกินไปอาจไม่ล้มเหลวในวันนี้ แต่สามารถค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันโดยไม่มีเหตุการณ์ใหญ่ให้เห็น องค์กรที่รับความเสี่ยงมากเกินไปอาจเติบโตเร็ว แต่ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวสามารถทำลายสิ่งที่สร้างมาหลายสิบปี


ความท้าทายของผู้บริหารจึงอยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วนี้


  • กล้าตัดสินใจโดยไม่ประมาท

  • กล้าทดลองโดยไม่เดิมพันอนาคตขององค์กร

  • กล้ารับ Risk โดยรู้ว่า Downside อยู่ตรงไหน


Risk Management ที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การสร้างองค์กรที่ไม่มีความเสี่ยง แต่คือการสร้างองค์กรที่ กล้ารับความเสี่ยงอย่างมีวินัย เรียนรู้จากความผิดพลาดได้เร็ว และไม่ยอมให้ความผิดพลาดครั้งเดียวทำลายความสามารถขององค์กรในการสร้างคุณค่าในระยะยาว


เพราะในท้ายที่สุด หน้าที่ของผู้นำไม่ใช่ทำให้องค์กรปลอดภัยจากทุกความเสี่ยง แต่คือทำให้องค์กร แข็งแรงพอที่จะรับ Risk ที่จำเป็นต่ออนาคต


Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page