top of page

Seven Days Before the Flood: เมื่อการบริหารอาคารต้องเตรียม “คน” ก่อนน้ำจะมา

11 minutes ago
3 min read

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

2 October 2026



ลองสมมติว่าเราได้รับข้อมูลล่วงหน้าว่าอีก 7 วัน กรุงเทพฯ อาจเผชิญพายุขนาดใหญ่ ฝนสะสมใน 24 ชั่วโมงอาจอยู่ที่ 180–220 มิลลิเมตร บางพื้นที่อาจเกิน 250 มิลลิเมตร ขณะที่น้ำเหนือในแม่น้ำเจ้าพระยายังคงสูง และช่วงฝนหนักอาจตรงกับน้ำทะเลหนุน ทำให้การระบายน้ำจากคลองลงสู่แม่น้ำช้าลง


หากสถานการณ์เลวร้ายขึ้น ถนนบางสายอาจมีน้ำ 20–40 เซนติเมตร รถขนาดเล็กผ่านไม่ได้ การเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าบางแห่งมีปัญหา Taxi หรือ Ride-hailing ลดลง และพนักงานส่วนหนึ่งอาจออกจากบ้านไม่ได้


ในสถานการณ์เช่นนี้ คำถามของผู้บริหารอาคารไม่ควรมีเพียงว่า


“น้ำจะเข้าอาคารหรือไม่?”


แต่ควรถามเพิ่มว่า


“ถ้าพนักงานผลัดต่อไปเดินทางมาไม่ได้ อาคารจะสามารถ operate safely ต่อไปอีก 24–72 ชั่วโมงได้หรือไม่?”


นี่คือจุดที่ Flood Preparedness เปลี่ยนจากเรื่องวิศวกรรม ไปสู่เรื่อง Leadership, Communication และ Manpower Continuity


อย่ารอให้น้ำมาแล้วค่อยตั้ง Crisis Team


หากมีเวลาเตรียมตัว 7 วัน สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่ส่งข้อความเตือนพนักงาน แต่คือการสร้าง Crisis Command Structure


ตั้งแต่ D-7 ควรมี Incident Commander ชัดเจน พร้อมทีม Operations, People, Information, Communication และ Logistics โดยแต่ละทีมต้องรู้ว่าใครรับผิดชอบ Building Operations ใครดูแล manpower, transportation และ accommodation ใครติดตามข้อมูลภายนอก และใครเป็นผู้สื่อสารกับพนักงาน Client และ Tenant


สิ่งสำคัญคือองค์กรต้องมี Single Source of Truth


ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ Radar ระดับน้ำ สภาพถนน และข้อมูลการเดินทางควรถูกตรวจสอบจากแหล่งทางการก่อนนำไปใช้ ไม่ใช่ให้แต่ละอาคารตัดสินใจจากข้อความที่ถูก Forward ใน Social Media


ในภาวะวิกฤต ปัญหาไม่ได้เกิดจากข้อมูลน้อยเกินไปเสมอไป บางครั้งเกิดจากข้อมูลมากเกินไป แต่ไม่มีใครรู้ว่าข้อมูลชุดไหนคือข้อมูลที่องค์กรใช้ตัดสินใจ


Communication ต้องเริ่มก่อนความกลัว


ช่วง D-7 ถึง D-5 ยังไม่ควรสื่อสารเหมือนเกิด Emergency แล้ว


ข้อความแรกควรเป็น Preparedness Notice


สารสำคัญคือ องค์กรกำลังติดตามสถานการณ์ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงการทำงานในทันที แต่ได้เริ่มมาตรการเตรียมพร้อมแล้ว พร้อมกำหนดเวลาสื่อสารครั้งต่อไป เช่น 09:00 และ 17:00 ของทุกวัน


เรื่องเล็กอย่างการบอก Next Update Time มีความสำคัญมาก


เพราะเมื่อพนักงานรู้ว่าจะได้รับข้อมูลใหม่เมื่อไร พวกเขาไม่จำเป็นต้องคอยถามกันเองทุกชั่วโมง และพื้นที่สำหรับข่าวลือจะลดลง


Crisis Communication ที่ดีจึงไม่ได้หมายถึงการส่งข้อความบ่อยที่สุด แต่หมายถึงการสร้าง Communication Rhythm ที่คนเชื่อถือได้


ก่อนจัดเวร ต้องรู้ก่อนว่า “คนของเราอยู่ที่ไหน”


เมื่อเข้าสู่ D-5 ผู้บริหารไม่ควรถามเพียงว่า


“ใครมาทำงานได้?”


แต่ควรถามว่า พนักงานพักอยู่บริเวณไหน ใช้เส้นทางใด มี Alternative Route หรือไม่ สามารถอยู่ On-site ต่อเนื่องได้หรือไม่ มีภาระดูแลครอบครัวหรือไม่ ต้องการ Accommodation หรือไม่ และสามารถทำงานทดแทนตำแหน่งอื่นที่ Cross-trained ไว้ได้หรือไม่


จากนั้นจึงแบ่ง Operational Availability เช่น

  • Green พร้อม Deploy

  • Amber ทำงานได้แต่การเดินทางมีความเสี่ยง

  • Red ไม่ควรนำไปวางไว้ใน Emergency Roster


การจัดกลุ่มนี้ไม่ใช่การตัดสินว่าใครมี Commitment มากหรือน้อยกว่าใคร แต่เป็นการประเมินความพร้อมของกำลังคนตามสถานการณ์จริง


นี่คือข้อมูลที่ผู้บริหารต้องรู้ ก่อนน้ำมา ไม่ใช่หลังจากพนักงานโทรมาบอกตอนหกโมงเช้าว่าออกจากบ้านไม่ได้


จาก Shift Roster ต้องเปลี่ยนเป็น Resilience Roster


วิธีคิดแบบ Day Shift / Night Shift อาจเพียงพอในภาวะปกติ แต่ไม่เพียงพอเมื่อระบบขนส่งเริ่มล้มเหลว


ช่วง D-4 ถึง D-3 ควรจัดกำลังใหม่อย่างน้อยสามชั้น


Team A – On-site Response Team ต้องเข้าพื้นที่ก่อนฝนหนัก และเป็นกำลังหลักที่รักษา Critical Operations


สำหรับอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ทีมหนึ่งอาจประกอบด้วย Duty Manager, Engineering, Security, Cleaning/Flood Response, Front-of-House และ Logistics รวมประมาณ 25–30 คนต่อ Shift ทั้งนี้จำนวนจริงขึ้นกับขนาดอาคาร จำนวนทางเข้า ชั้นใต้ดิน และ Occupancy


Team B – Relief Team เป็นทีมที่สำคัญมาก แต่ไม่ควรปล่อยให้ทุกคนอยู่บ้านจนถึงเวลารับเวร เพราะเมื่อถึงเวลานั้นอาจไม่มีใครเดินทางมาได้แล้ว


บางส่วนของ Team B ควรถูก Pre-position ไว้ในโรงแรม Serviced Apartment หรืออาคารปลอดภัยที่อยู่ใกล้สถานที่ปฏิบัติงานตั้งแต่ก่อนสถานการณ์รุนแรง


ส่วน Team C – Strategic Reserve ควรเก็บไว้เพื่อเสริมกำลังตั้งแต่ D+1 เป็นต้นไป ไม่ควรเรียกทุกคนออกมาพร้อมกันในช่วง Peak Flood


นี่คือความแตกต่างระหว่างการ “จัดเวร” กับการสร้าง Manpower Resilience


คนและทรัพยากรต้องอยู่ถูกที่ ก่อนฝนตก


ช่วง D-3 การเตรียมงานควรเข้าสู่ขั้น Pre-positioning


อาหาร น้ำดื่ม เครื่องนอน Charger, Power Bank, เสื้อผ้าแห้ง Toiletries และ First-aid Supplies ควรเข้าอาคารแล้ว โดยอาหารควรเตรียมอย่างน้อย 72 ชั่วโมง พร้อมตรวจ Generator Fuel และ Pump Fuel


Vendor สำคัญ เช่น Lift OEM, Generator, Electrical, Pump, Fire Alarm, BMS และ Plumbing ต้องยืนยัน Emergency Contact และ Escalation Process ให้เรียบร้อย


แต่การวางแผนที่ดีต้องเริ่มจากสมมติฐานที่ไม่สบายใจว่า


Vendor อาจไม่สามารถเดินทางมาถึงอาคารได้


ทีม On-site จึงต้องมีความสามารถเพียงพอในการรักษา Safe Operation ในช่วงแรก โดยไม่ตั้งสมมติฐานว่าผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกจะเดินทางเข้าถึงอาคารได้ทันเวลา


เมื่อเหลือ 48 ชั่วโมง Communication ต้องเปลี่ยนจาก Information เป็น Instruction


ช่วง D-2 ภาษาที่องค์กรใช้ต้องเปลี่ยน


จากการบอกว่า


“อาจมีฝนตกหนัก”


ไปสู่


“นี่คือสิ่งที่เราต้องการให้ทุกคนดำเนินการ”


เช่น ประกาศ Flood Preparedness Level: ORANGE พร้อมแจ้ง Situation, Employee Action, Site Team Action, Travel Guidance และ Next Update อย่างชัดเจน


สิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารควรระวังคือข้อความประเภท


“โปรดใช้ความระมัดระวังในการเดินทางมาทำงาน”


แม้จะฟังสุภาพ แต่พนักงานบางคนอาจตีความว่าองค์กรยังต้องการให้ตนพยายามมาทำงาน


ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง ข้อความควรชัดเจนกว่าเดิมว่า


“ไม่ควรเสี่ยงเดินทางผ่านพื้นที่น้ำท่วมเพื่อมาทำงาน”


เพราะ Business Continuity ที่ดีไม่ควรเกิดจากการผลักความเสี่ยงให้พนักงาน แต่ควรเกิดจากการวางกำลังล่วงหน้า


ก่อนเพิ่มคน ลองลด Demand


เมื่อเหลือ D-1 ผู้บริหารอาคารควรหารือกับ Client และ Tenant ว่าอะไรสามารถลดหรือเลื่อนได้


Work from Home, Postpone Events, Cancel Contractors, Stop Deliveries, Reduce Parking Access, Suspend Non-essential Maintenance หรือ Close Selected Entrances ล้วนช่วยลดภาระของอาคาร


หลักคิดง่าย ๆ คือ


ถ้าลด Operational Demand ได้ 30% เราอาจไม่จำเป็นต้องพยายามเพิ่ม Emergency Manpower อีก 30%


เมื่อเข้าสู่วันวิกฤต เป้าหมายของอาคารไม่ควรเป็นการรักษา Service Level เหมือนวันปกติ


แต่ควรเป็น


Life Safety + Critical Building Systems


อย่ารอเที่ยงคืนแล้วค่อยเรียกทีม


หากพยากรณ์ว่าฝนหนักจะเริ่มเวลา 02:00 ทีมสำคัญไม่ควรเริ่มออกจากบ้านตอน 01:00


ภายในประมาณ 18:00 ของ D-1 Team A ควรอยู่ที่อาคารแล้ว Team B อยู่ที่ Accommodation ใกล้อาคาร และ Team C อยู่บ้านพร้อมเป็น Strategic Reserve

และควรมีกติกาที่ชัดเจนว่า


ไม่มีพนักงาน Emergency Team คนใดควรพยายามเดินทางผ่านน้ำท่วมเพื่อมารับเวรโดยไม่ได้รับการอนุมัติจาก Incident Commander


หาก Relief Team เข้าไม่ได้ คำตอบไม่ควรเป็นการปล่อยให้ Team A ทำงานต่อ 24–36 ชั่วโมงโดยไม่มีแผน


ต้องลด Operation เข้าสู่ Minimum Safe Staffing และจัด Controlled Rest Rotation


เพราะ Fatigue เองสามารถกลายเป็นความเสี่ยงด้าน Life Safety ได้


เมื่อเข้าสู่ D0 ทุกคนต้องเห็นภาพเดียวกัน


เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ระดับ RED ไม่ควรมีข้อความคนละชุดจาก Building Manager, Engineering, HR และ Corporate


ทุกคนควรเห็น Situation Report เดียวกัน


รายงานสั้น ๆ ทุกสองชั่วโมงอาจมีเพียง Weather, River, Building, People, Access, Decision และ Next Update


เช่น ระบบไฟยังปกติ Sump Pump ทำงานต่อเนื่อง ไม่มีน้ำเข้าอาคาร Team A ครบ 27 คน Team B มาได้ 25 จาก 26 คน ถนนหนึ่งปิด อีกเส้นใช้ได้เฉพาะรถสูง และตัดสินใจ Suspend Tenant Access ถึงเที่ยง


รายงานที่ดีควรทำให้ผู้บริหารเข้าใจสถานการณ์ภายใน 30 วินาที และรู้ว่าต้องตัดสินใจอะไรต่อ


พร้อมกันนั้นควรมี Staff Accountability Dashboard ของแต่ละอาคาร แสดง People Safe, Missing Contact, Critical Systems, Water Ingress, Power, Access, Food/Fuel และ Support Required ทุก 2–4 ชั่วโมง


หลักสำคัญคือ


No News Is Not Good News.


ถ้าอาคารใดไม่รายงาน ไม่ควรตีความว่าไม่มีปัญหา


พนักงานกับผู้เช่า ไม่ควรได้รับ Message เดียวกัน


Employee Communication ต้องตอบคำถามว่า

  • ฉันต้องมาทำงานหรือไม่

  • ถ้ามาไม่ได้ต้องแจ้งใคร

  • ฉันปลอดภัยหรือไม่

  • ใครจะมารับช่วงต่อ


ขณะที่ Tenant Communication ต้องตอบอีกชุดหนึ่ง

  • อาคารเปิดหรือไม่

  • เข้าถึงอาคารได้หรือไม่

  • Parking เปิดไหม

  • Lift ใช้งานหรือไม่

  • มี Water Ingress หรือไม่

  • Business Continuity เป็นอย่างไร


การพยายามรวมสองกลุ่มนี้ไว้ในข้อความเดียว มักทำให้ Message ยาว แต่ไม่มีใครได้คำตอบที่ตนเองต้องการจริง ๆ


Decision Authority ต้องจบก่อนน้ำมา


อีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าของอาคารและผู้บริหารอาคารควรตกลงกันตั้งแต่ D-3 คือ Building Manager มีอำนาจตัดสินใจอะไรได้โดยไม่ต้องรอ Approval


เช่น ปิด Basement Parking, ติด Flood Barriers, ปิด Entrance, หยุด Passenger Lift ลง Basement, หยุด Contractor Work, จัด Emergency Transport, จองโรงแรมให้พนักงาน ซื้อ Food/Fuel/Emergency Supplies หรือลด Building Operation

เพราะในวันที่เกิดเหตุจริง


เวลาที่เสียไปกับการหา Approval อาจมีค่ามากกว่าค่าใช้จ่ายที่กำลังขออนุมัติ

Crisis Preparedness จึงไม่ใช่แค่การมี SOP


แต่คือการมอบ Authority + Information + Resources ให้กับคนที่ต้องตัดสินใจ


อย่าตัดสินระดับวิกฤตจากความรู้สึก


คำว่า “ฝนดูหนัก” ไม่ควรเป็น Trigger


องค์กรควรกำหนดระดับล่วงหน้า เช่น Green สำหรับ Monitoring, Yellow เมื่อมี Severe Weather Possible ภายใน 5–7 วัน, Orange เมื่อมี High Confidence ภายใน 48–72 ชั่วโมง, Red เมื่อเหตุการณ์รุนแรงคาดว่าจะเกิดภายใน 24 ชั่วโมง และ Black เมื่อ Building Access, Water Ingress หรือ Utilities เริ่มถูกคุกคาม


อย่างไรก็ตาม Trigger จริงควรกำหนดเป็นรายอาคาร ทั้งระดับน้ำหน้า Ramp, Canal Level, Sump Capacity และ Road Access เพราะอาคารแต่ละแห่งมี Vulnerability ไม่เหมือนกัน


สิ่งที่ผู้นำควรพูดให้ชัดตั้งแต่วันแรก


หากเหลือเวลาอีกเจ็ดวันก่อนเหตุการณ์ใหญ่ ผู้บริหารควรทำให้ทุกคนเข้าใจหลักการเดียวกันตั้งแต่ต้นว่า

  • ความปลอดภัยของพนักงานต้องมาก่อนการต้องมาทำงาน

  • ไม่มีพนักงานคนใดต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อเดินทางมาทำงาน

  • การรักษาระบบงานที่สำคัญของอาคารต้องเกิดจากการวางกำลังคนไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่การขอให้พนักงานฝ่าพื้นที่น้ำท่วมเพื่อเข้ามาปฏิบัติงาน

  • องค์กรควรมีแหล่งข้อมูลทางการเพียงแหล่งเดียว และกำหนดเวลาการสื่อสารให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกคนได้รับข้อมูลชุดเดียวกัน


และที่สำคัญ


หากสถานการณ์เปลี่ยน เราต้องพร้อมปรับแผนให้เร็ว โดยไม่จำเป็นต้องรอจนมีความแน่นอนทุกอย่าง


นี่อาจเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของ Crisis Leadership


เพราะผู้บริหารไม่จำเป็นต้องรู้อนาคตอย่างแม่นยำ แต่ต้องสร้างระบบที่สามารถ เปลี่ยนแผนได้เร็วกว่าสถานการณ์


ท้ายที่สุด การทดสอบ Flood Preparedness ที่ดีที่สุดไม่ควรจบที่คำถามว่า “Pump พร้อมไหม”


ลองจำลองว่าเวลา 22:00 ถนนเข้าอาคารถูกปิด Relief Team มาได้เพียง 60% Sump Pump ตัวหนึ่งเสีย ระดับน้ำด้านหลังอาคารสูงขึ้น Lift Vendor เดินทางมาไม่ได้ Team A ทำงานมาแล้ว 14 ชั่วโมง และ Client ต้องการคำตอบว่าพรุ่งนี้ 07:00 จะเปิดอาคารหรือไม่


แล้วให้ทีมผู้บริหารมีเวลา 15 นาทีในการตัดสินใจ


คำตอบที่ได้จะบอกเราได้มากกว่า Checklist หลายสิบหน้า ว่าองค์กรมี Command, Communication, Manpower Continuity และ Decision Authority พร้อมจริงหรือยัง


เพราะอาคารที่ Resilient ไม่ได้วัดจากวันที่ทุกอย่างทำงานตามปกติ


แต่วัดจากวันที่ คนมาไม่ได้ ระบบบางส่วนเริ่มล้มเหลว ข้อมูลยังไม่สมบูรณ์ และผู้บริหารยังต้องตัดสินใจให้ถูก ก่อนที่สถานการณ์จะตัดสินใจแทนเรา


Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page