Smart City ที่ฉลาดจริง ต้องเริ่มจาก Value ไม่ใช่ Technology
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
8 October 2026

เมื่อพูดถึง Smart City ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงมักเป็น Sensors, AI, Digital Twin, Smart Grid, Autonomous Vehicles หรือระบบข้อมูลขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงทั้งเมืองเข้าด้วยกัน แต่บทความ “Smart Cities, Smart Investment?” ของ JLL (https://www.jll.com/en-sea/insights/market-perspectives/smart-cities-smart-investment) เสนอคำถามที่สำคัญกว่าเรื่องเทคโนโลยี นั่นคือ เมืองกำลังลงทุนในสิ่งเหล่านี้เพื่อสร้าง “คุณค่า” อะไร และคุณค่านั้นสามารถวัดผลได้จริงหรือไม่
นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวคิด Smart City เพราะเมืองที่ฉลาดที่สุดอาจไม่ใช่เมืองที่มี Technology มากที่สุด แต่เป็นเมืองที่รู้ว่า Technology ตัวไหนควรลงทุน เพราะอะไร และจะสร้าง Return ให้กับเมือง ประชาชน และเศรษฐกิจอย่างไร
จาก Technology Project สู่ Investment Decision
ปัญหาของ Smart City ในอดีตคือหลายโครงการเริ่มต้นจากคำถามว่า “เราสามารถใช้ Technology อะไรได้บ้าง?” มากกว่าคำถามว่า “เมืองกำลังมีปัญหาอะไรที่ควรแก้?”
เมื่อ Technology เป็นจุดเริ่มต้น โครงการจึงมีโอกาสกลายเป็น Showcase ที่น่าสนใจในช่วงแรก แต่ไม่สามารถพิสูจน์ Business Case หรือขยายผลในระยะยาวได้
แนวคิดที่ควรเปลี่ยนคือการมอง Smart City Investment ด้วยวินัยแบบเดียวกับ Capital Allocation ขององค์กร ทุกโครงการต้องตอบให้ได้ว่า What problem are we solving? Who receives the value? How large is that value? และ How do we measure it?
Technology จึงไม่ใช่ Strategy แต่เป็นเครื่องมือในการทำให้ Strategy เกิดขึ้นจริง
ROI ของเมืองใหญ่กว่าการประหยัดค่าไฟ
สิ่งที่น่าสนใจจากกรอบของ JLL คือการมองผลตอบแทนของ Smart City กว้างกว่า Cost Saving โดยแบ่ง Value Creation ออกไปถึง Commerce, Development, Health, Productivity และ Sustainability
ตัวอย่างเช่น Smart Traffic Management อาจไม่ได้สร้างรายได้โดยตรง แต่ถ้าสามารถลดเวลาเดินทางของคนหลายล้านคนได้ เวลาที่คืนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจคือ Productivity ที่มีมูลค่ามหาศาล
Smart Flood Monitoring ก็เช่นเดียวกัน คุณค่าของระบบไม่ได้อยู่ที่จำนวน Sensors ที่ติดตั้ง แต่อยู่ที่ความสามารถในการเตือนภัยเร็วขึ้น ลดความเสียหาย ลด Business Interruption และทำให้เมืองฟื้นตัวเร็วขึ้นหลังวิกฤต
คำถามเรื่อง ROI จึงควรเปลี่ยนจาก “Technology นี้ประหยัดเงินเท่าไร?” เป็น “Technology นี้สร้าง Economic and Social Value ให้ระบบทั้งหมดเท่าไร?”
เมืองแต่ละเมืองไม่ควรมี Smart City Strategy เหมือนกัน
อีกประเด็นสำคัญคือ Context
Technology ที่ให้ผลตอบแทนสูงใน London อาจไม่ได้ให้ผลตอบแทนแบบเดียวกันใน Dubai, Riyadh หรือ Bangkok เพราะแต่ละเมืองมี Economic Structure, Infrastructure, Demographics และ Urban Challenges แตกต่างกัน
สำหรับกรุงเทพฯ Priorities อาจอยู่ที่ Flood Resilience, Mobility, Air Quality, Energy Efficiency, Emergency Response และ Infrastructure Reliability มากกว่าเพียงการเพิ่ม Digital Convenience
ดังนั้น Smart City Strategy ไม่ควรเริ่มจากการถามว่าเมืองชั้นนำของโลกกำลังใช้ Technology อะไร แต่ควรถามว่า ปัญหาใดกำลังสร้าง Economic Friction ให้เมืองของเรามากที่สุด
แล้วจึงเลือก Technology ที่สามารถลด Friction นั้นได้
Pilot ต้องพิสูจน์ Scale ไม่ใช่เพียงพิสูจน์ว่า Technology ใช้งานได้
Smart City จำนวนมากมี Pilot Projects แต่มีเพียงบางส่วนที่สามารถ Scale ได้จริง
สาเหตุหนึ่งคือ Pilot มักถูกออกแบบเพื่อพิสูจน์ว่า Technology works ทั้งที่คำถามที่สำคัญกว่าคือ Economic model works at scale หรือไม่
Pilot ที่ดีจึงต้องวัดทั้ง Technology Performance, User Adoption, Operating Cost, Economic Impact และ Scalability ตั้งแต่ต้น
หากระบบทำงานได้ดีในพื้นที่เล็ก แต่ต้องใช้คนจำนวนมากในการบริหาร หรือมีต้นทุนสูงมากเมื่อขยายทั้งเมือง นั่นอาจเป็น Successful Technology Pilot แต่ยังไม่ใช่ Successful Investment.
Smart City ต้องมี Portfolio Thinking
เมืองไม่ควรวางเดิมพันทั้งหมดไว้กับ Technology เพียงประเภทเดียว เช่นเดียวกับนักลงทุนที่ไม่ควรถือสินทรัพย์เพียงชนิดเดียว
บางโครงการอาจให้ Quick Win เช่น Smart Lighting หรือ Energy Management ขณะที่บางโครงการ เช่น Integrated Mobility Platform, Digital Infrastructure หรือ Flood Resilience System ต้องใช้เวลานานกว่า แต่สร้าง Strategic Value สูงกว่า
ผู้บริหารเมืองจึงควรบริหาร Smart City Investments ในลักษณะ Portfolio โดย Balance ระหว่าง Return, Risk, Time Horizon และ Strategic Importance
เมื่อคิดแบบนี้ Smart City จะไม่ใช่ Collection of Technology Projects แต่กลายเป็น Portfolio of Urban Investments
Smart City ที่แท้จริงคือเมืองที่เรียนรู้เร็วกว่า
Technology จะเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว AI ที่ดีที่สุดวันนี้อาจกลายเป็น Technology ทั่วไปในอีกไม่กี่ปี Sensors จะถูกลง Computing จะเร็วขึ้น และ Platform ใหม่จะเกิดขึ้นตลอดเวลา
ดังนั้น Competitive Advantage ของเมืองในระยะยาวอาจไม่ได้อยู่ที่ Technology ที่ซื้อมา แต่อยู่ที่ Institutional Capability ในการเลือก ทดลอง วัดผล เรียนรู้ และ Scale สิ่งที่ได้ผล
เมืองที่สร้างระบบ Decision Making จาก Data มี Governance ที่ชัดเจน เชื่อมโยงหน่วยงานต่าง ๆ ได้ และสามารถเปลี่ยน Pilot ที่ประสบความสำเร็จให้กลายเป็น Infrastructure ของเมือง จะสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าเมืองที่ลงทุน Technology จำนวนมากแต่ไม่มี Operating Model รองรับ
สุดท้าย คำว่า Smart ใน Smart City อาจไม่ได้หมายถึงความฉลาดของ Technology เลย
มันหมายถึงความฉลาดในการตัดสินใจลงทุน
เพราะเมืองแห่งอนาคตไม่จำเป็นต้องเป็นเมืองที่มี Sensors มากที่สุด มี AI มากที่สุด หรือมี Digital Twin ที่ซับซ้อนที่สุด แต่ควรเป็นเมืองที่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่า ทุกบาทที่ลงทุนใน Technology กำลังสร้างชีวิตที่ดีขึ้น เศรษฐกิจที่มี Productivity สูงขึ้น และเมืองที่ Resilient ขึ้นได้อย่างไร
เมื่อคำถามเปลี่ยนจาก “What technology should we deploy?” เป็น “What value should our city create?”
Smart City จะหยุดเป็นเพียง Technology Agenda และเริ่มกลายเป็น Economic Strategy ของเมืองอย่างแท้จริง


