การซ้อมอพยพหนีไฟ: บทเรียนที่อาจช่วยชีวิตเราในวันหนึ่ง
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
30 October 2026

เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้จริง เราอาจไม่มีเวลามากพอที่จะเริ่มเรียนรู้ว่าควรทำอย่างไร
ทุกปี อาคารสำนักงาน โรงแรม ศูนย์การค้า และสถานประกอบการต่าง ๆ จัดให้มีการซ้อมอพยพหนีไฟ หลายคนอาจมองว่าเป็นกิจกรรมประจำปีที่ต้องเข้าร่วมตามข้อกำหนด บางคนรู้สึกว่าเสียเวลาทำงาน และบางคนเลือกที่จะไม่เข้าร่วมเพราะคิดว่าโอกาสเกิดเพลิงไหม้จริงมีน้อย
ความจริงแล้ว การซ้อมอพยพหนีไฟเป็นหนึ่งในการฝึกอบรมที่สำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่เราเรียนรู้ในเวลาเพียงไม่กี่สิบนาที อาจช่วยรักษาชีวิตของตัวเองและผู้อื่นได้ในอนาคต
1. เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เราต้องรู้ว่าควรทำอะไร
ในสถานการณ์ปกติ เรามีเวลาคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจ แต่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัย เห็นกลุ่มควัน หรือพบว่าผู้คนรอบตัวเริ่มแตกตื่น ความสามารถในการตัดสินใจอาจลดลงจากความเครียดและความกดดัน
คนที่ไม่เคยผ่านการฝึกซ้อมอาจเสียเวลาไปกับการตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องออกทางไหน ควรเก็บของก่อนหรือไม่ หรือควรรอให้มีคนบอกว่าต้องทำอย่างไร
การฝึกซ้อมช่วยให้เราคุ้นเคยกับขั้นตอนที่ถูกต้อง รู้จักสัญญาณเตือนภัย รู้ว่าเมื่อใดต้องอพยพ และสามารถปฏิบัติตามแผนฉุกเฉินได้อย่างมีสติ
เป้าหมายของการฝึกซ้อมไม่ใช่การทำให้ทุกคนวิ่งออกจากอาคารได้เร็วที่สุด แต่เป็นการทำให้ทุกคนสามารถอพยพได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีระเบียบ
2. ทางหนีไฟที่ดีที่สุด คือทางที่เรารู้จักก่อนเกิดเหตุ
ลองนึกถึงอาคารสำนักงานที่เราทำงานอยู่ทุกวัน เราอาจรู้จักทางเข้าอาคาร ลิฟต์ ห้องประชุม และร้านกาแฟเป็นอย่างดี แต่เคยสังเกตหรือไม่ว่าบันไดหนีไฟอยู่ตรงไหน และหากเส้นทางที่ใช้ประจำไม่สามารถใช้งานได้ เราจะออกจากอาคารทางใด
การซ้อมอพยพหนีไฟทำให้เราได้เดินผ่านเส้นทางหนีไฟจริง เรียนรู้ตำแหน่งบันไดหนีไฟ ทางออกฉุกเฉิน และจุดรวมพล รวมถึงเข้าใจข้อจำกัดของการอพยพ เช่น การไม่ใช้ลิฟต์โดยสารทั่วไปในระหว่างเกิดเพลิงไหม้
ความคุ้นเคยเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในวันซ้อม แต่มีความสำคัญมากในวันที่เกิดเหตุจริง โดยเฉพาะเมื่อเส้นทางบางส่วนมีควัน มีสิ่งกีดขวาง หรือไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ
3. การไปถึงจุดรวมพล ยังไม่ถือว่าการอพยพเสร็จสมบูรณ์
หนึ่งในขั้นตอนที่หลายคนมองข้ามคือการรายงานตัวต่อ Fire Warden หรือผู้รับผิดชอบตรวจสอบจำนวนผู้อพยพ ณ จุดรวมพล
บางคนอาจคิดว่าเมื่อเดินออกจากอาคารได้แล้ว ก็สามารถแยกย้ายกลับบ้านหรือไปทำธุระส่วนตัวได้ทันที
ในความเป็นจริง การตรวจสอบจำนวนผู้ที่อพยพออกมาเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องทราบว่ายังมีใครติดค้างอยู่ภายในอาคารหรือไม่
หากผู้ที่ออกมาอย่างปลอดภัยแล้วไม่รายงานตัว เจ้าหน้าที่อาจเข้าใจผิดว่ายังมีบุคคลสูญหาย ส่งผลต่อการตัดสินใจและการปฏิบัติงานของทีมกู้ภัย
ความปลอดภัยของเราไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อออกจากอาคาร แต่รวมถึงการทำให้มั่นใจว่าทุกคนได้รับการตรวจสอบและอยู่ในที่ปลอดภัย
4. การฝึกซ้อมคือการทดสอบความพร้อมของทั้งอาคาร
การซ้อมอพยพหนีไฟไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะผู้ใช้อาคารเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ทีมบริหารอาคารจะได้ทดสอบระบบและกระบวนการต่าง ๆ ภายใต้สถานการณ์จำลอง
เสียงประกาศสามารถได้ยินอย่างชัดเจนทุกพื้นที่หรือไม่ ประตูหนีไฟและเส้นทางอพยพสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ เจ้าหน้าที่ประจำชั้นเข้าใจหน้าที่ของตนเองเพียงใด การสื่อสารระหว่างทีมต่าง ๆ มีประสิทธิภาพหรือไม่ และมีการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษอย่างเหมาะสมหรือไม่
คำถามเหล่านี้ไม่สามารถตอบได้จากการตรวจสอบเอกสารเพียงอย่างเดียว
การฝึกซ้อมทำให้เราเห็นปัญหาที่อาจไม่เคยคาดคิดมาก่อน และเปิดโอกาสให้ปรับปรุงระบบ ขั้นตอน และการประสานงานก่อนที่จะต้องเผชิญกับเหตุการณ์จริง
การซ้อมที่ประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่การซ้อมที่ไม่มีข้อผิดพลาด แต่เป็นการซ้อมที่ทำให้องค์กรค้นพบสิ่งที่ต้องปรับปรุง และนำบทเรียนไปพัฒนาความปลอดภัยให้ดีขึ้น
5. Safety Culture เริ่มต้นจากการมีส่วนร่วมของทุกคน
กฎหมายไทยกำหนดให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง แต่การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ดีควรมีเป้าหมายมากกว่าการปฏิบัติให้ครบตามข้อกำหนด
ผู้บริหารและหัวหน้างานมีบทบาทสำคัญในการแสดงให้เห็นว่าความปลอดภัยเป็นเรื่องที่องค์กรให้ความสำคัญอย่างแท้จริง
เมื่อผู้นำเข้าร่วมการฝึกซ้อมด้วยตนเอง พนักงานย่อมเห็นว่ากิจกรรมนี้มีความสำคัญ และไม่ใช่เพียงหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยหรือทีมบริหารอาคาร
ในทางกลับกัน หากผู้บริหารมองว่าตนเองมีภารกิจสำคัญกว่าการฝึกซ้อม ก็อาจส่งสัญญาณให้พนักงานรู้สึกว่าความปลอดภัยเป็นเรื่องที่สามารถเลื่อนหรือหลีกเลี่ยงได้
วัฒนธรรมความปลอดภัยเกิดขึ้นจากสิ่งที่คนในองค์กรปฏิบัติร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการกระทำของผู้นำ
Safety Leadership ไม่ได้แสดงออกเพียงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ แต่เริ่มจากการให้ความสำคัญกับการป้องกันก่อนที่อุบัติเหตุจะเกิดขึ้น
6. บทเรียนจากการซ้อมหนีไฟ สามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต
สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการฝึกซ้อมอพยพหนีไฟคือ ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอาคารที่เราทำงาน
เมื่อเราไปพักโรงแรม เราควรสังเกตตำแหน่งบันไดหนีไฟและเส้นทางอพยพ เมื่อไปศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ หรือสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก เราควรมองหาทางออกฉุกเฉินที่อยู่ใกล้ตัว และเมื่ออยู่ที่บ้านหรือคอนโดมิเนียม เราควรทำความเข้าใจแผนการอพยพและพูดคุยกับสมาชิกในครอบครัวว่าควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
การเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยจากที่ทำงานจึงสามารถส่งต่อไปยังครอบครัวและคนรอบข้างได้
เราอาจไม่เคยประสบเหตุเพลิงไหม้ตลอดชีวิตการทำงาน และหวังว่าจะไม่มีวันต้องนำสิ่งที่ฝึกซ้อมมาใช้จริง
แต่หากวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ความรู้เพียงเล็กน้อยที่เราเคยเรียนรู้ ความคุ้นเคยกับเส้นทางอพยพ และการรู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร อาจสร้างความแตกต่างอย่างมากต่อความปลอดภัยของเราและคนรอบข้าง
การซ้อมอพยพหนีไฟจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่ต้องทำปีละครั้ง แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความตระหนักรู้และการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉินในชีวิตประจำวัน
เพราะเราไม่สามารถเลือกได้ว่าเหตุฉุกเฉินจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่เราสามารถเลือกที่จะเตรียมพร้อมก่อนที่วันนั้นจะมาถึง
และบางครั้ง เวลาเพียงไม่กี่สิบนาทีที่เราใช้ในการฝึกซ้อมวันนี้ อาจเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าที่สุดสำหรับชีวิตของเราในวันข้างหน้า


