เมื่อ AI กลายเป็นเพื่อนร่วมคิด ความเก่งของคนทำงานจะเปลี่ยนไปอย่างไร
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
26 October 2026

จากการใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ สู่การสร้างความสามารถใหม่ของมนุษย์และองค์กร
ลองจินตนาการถึงผู้บริหารสองคนที่ได้รับมอบหมายให้พัฒนากลยุทธ์ธุรกิจสำหรับปีหน้า คนแรกใช้ AI ช่วยค้นหาข้อมูล วิเคราะห์แนวโน้มตลาด และจัดทำ Presentation จนเสร็จภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ส่วนอีกคนใช้ AI ช่วยตั้งคำถามกับสมมติฐานเดิม จำลองมุมมองของคู่แข่ง วิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจมองข้าม และท้าทายแนวคิดของตัวเอง ก่อนนำผลลัพธ์มาพัฒนากลยุทธ์ร่วมกับทีมงาน
ทั้งสองคนใช้เทคโนโลยีเดียวกัน แต่คุณค่าที่ได้รับแตกต่างกันอย่างมาก คนแรกใช้ AI เพื่อทำงานให้เร็วขึ้น ขณะที่คนที่สองใช้ AI เพื่อยกระดับคุณภาพของความคิดและการตัดสินใจ
ความแตกต่างนี้กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับอนาคตของการทำงาน เพราะเมื่อทุกคนสามารถเข้าถึง AI ได้ ความได้เปรียบทางการแข่งขันอาจขึ้นอยู่กับวิธีที่แต่ละคนและแต่ละองค์กรนำ AI มาใช้ มากกว่าการมีเทคโนโลยีอยู่ในมือ
Ethan Mollick ศาสตราจารย์จาก Wharton School แห่ง University of Pennsylvania นำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจในหนังสือ Co-Intelligence: Living and Working with AI (2024) โดยชวนให้เราเปลี่ยนมุมมองจากการใช้ Artificial Intelligence เป็นเพียงเครื่องมือช่วยทำงาน ไปสู่การทำงานร่วมกับ AI ในฐานะเพื่อนร่วมคิดที่สามารถช่วยขยายขีดความสามารถของมนุษย์
แนวคิดนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่าการนำเทคโนโลยีมาเพิ่ม Productivity เพราะกำลังเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ความรู้ และการทำงานในระดับพื้นฐาน
1. จากเครื่องมือช่วยทำงาน สู่เพื่อนร่วมคิด
ตลอดประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้มนุษย์ทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เครื่องจักรช่วยเพิ่มกำลังทางกายภาพ คอมพิวเตอร์ช่วยประมวลผลข้อมูล และอินเทอร์เน็ตช่วยให้เราเข้าถึงความรู้จำนวนมหาศาล
Generative AI กำลังก้าวไปอีกขั้น เพราะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ และแก้ปัญหาที่เคยต้องอาศัยความสามารถของมนุษย์เป็นหลัก
ที่ผ่านมา เรามักมองเทคโนโลยีผ่านคำถามว่ามันสามารถทำงานอะไรแทนคนได้บ้าง เช่น ลดเวลาการจัดทำรายงาน ลดขั้นตอนการประมวลผลข้อมูล หรือทำให้กระบวนการทำงานเป็นอัตโนมัติมากขึ้น
Mollick ชวนให้เราขยายคำถามออกไปว่า เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้มนุษย์คิดได้ดีขึ้นอย่างไร
ลองนึกถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทีมงานอาจใช้ AI ช่วยระดมความคิดเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้า ค้นหาความเป็นไปได้ที่ยังไม่ได้พิจารณา หรือจำลองคำถามที่นักลงทุนอาจหยิบยกขึ้นมา
AI ช่วยเสนอทางเลือกได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่มนุษย์นำประสบการณ์ ความเข้าใจลูกค้า และวิจารณญาณมาใช้ประเมินว่าแนวคิดใดมีคุณค่าจริง
การทำงานร่วมกันเช่นนี้ทำให้ AI มีบทบาทมากกว่าการช่วยประหยัดเวลา เพราะสามารถช่วยเพิ่มคุณภาพของกระบวนการคิดตั้งแต่ต้นจนจบ
2. ความสามารถใหม่ คือการรู้จักทำงานร่วมกับความฉลาดอีกประเภทหนึ่ง
Mollick เสนอหลักการสำคัญข้อหนึ่งว่า Always Invite AI to the Table หรือควรเปิดโอกาสให้ AI เข้ามามีส่วนร่วมในงานที่เราทำ
เหตุผลสำคัญคือ เราอาจยังไม่รู้ว่า AI สามารถช่วยงานของเราได้มากเพียงใด จนกว่าจะได้ทดลองใช้งานจริง
ผู้บริหารที่คุ้นเคยกับการวิเคราะห์ปัญหาด้วยประสบการณ์ของตัวเอง อาจพบว่า AI สามารถช่วยเสนอข้อโต้แย้งที่น่าสนใจ หรือทำให้มองเห็นสมมติฐานบางอย่างที่ไม่เคยตั้งคำถามมาก่อน
นักการตลาดอาจใช้ AI ช่วยจำลองมุมมองของลูกค้าหลายกลุ่ม ขณะที่ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลอาจใช้ AI ช่วยออกแบบสถานการณ์จำลองสำหรับพัฒนาทักษะการบริหารคน
อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ให้เกิดคุณค่าต้องอาศัยความสามารถของมนุษย์ในการกำหนดโจทย์ ตั้งคำถาม และประเมินคำตอบ
คนที่มีความเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้งมักสามารถตั้งคำถามได้ตรงประเด็นกว่า และรู้ว่าควรนำผลลัพธ์ไปใช้ประโยชน์อย่างไร
ความเชี่ยวชาญของมนุษย์จึงยังมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นพื้นฐานในการแยกแยะระหว่างคำตอบที่ดูดี กับคำตอบที่นำไปใช้ได้จริง
ในอนาคต ความเก่งของคนทำงานอาจไม่ได้วัดจากความสามารถในการจดจำข้อมูลหรือสร้างผลงานด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการนำความรู้ของตัวเองมาทำงานร่วมกับ AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นด้วย
3. Centaur และ Cyborg สองรูปแบบของการทำงานร่วมกับ AI
แนวคิดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของหนังสือคือการอธิบายรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI ผ่านโมเดลที่เรียกว่า Centaur และ Cyborg
Centaur Model เป็นรูปแบบที่มนุษย์และ AI แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดยเลือกใช้ความสามารถของแต่ละฝ่ายให้เหมาะสมกับงาน
ตัวอย่างเช่น ในการวางแผนธุรกิจ AI อาจรับหน้าที่รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ตัวเลข และเปรียบเทียบสถานการณ์ต่าง ๆ ขณะที่ผู้บริหารรับผิดชอบการกำหนดทิศทาง ประเมินความเสี่ยง และตัดสินใจ
รูปแบบนี้เหมาะกับงานที่สามารถแบ่งกระบวนการออกเป็นส่วนต่าง ๆ ได้ชัดเจน และต้องการความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้
ส่วน Cyborg Model เป็นรูปแบบที่มนุษย์และ AI ทำงานผสมผสานกันอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการ
ลองนึกถึงผู้บริหารที่กำลังพัฒนากลยุทธ์ใหม่ เขาอาจเริ่มจากเสนอแนวคิดของตัวเองให้ AI วิเคราะห์ จากนั้นให้ AI จำลองบทบาทเป็นคู่แข่งเพื่อตั้งคำถามกับกลยุทธ์ดังกล่าว เมื่อได้รับข้อเสนอแนะก็กลับมาปรับแนวคิด ก่อนให้ AI ช่วยตรวจสอบความสมเหตุสมผลอีกครั้ง
กระบวนการเช่นนี้ทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาความคิดผ่านปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI
ทั้งสองรูปแบบมีประโยชน์แตกต่างกัน และไม่มีรูปแบบใดเหมาะสมกับทุกสถานการณ์
สิ่งสำคัญสำหรับผู้บริหารคือการเข้าใจลักษณะของงาน แล้วออกแบบความร่วมมือระหว่างมนุษย์กับ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
4. เมื่อ AI เก่งขึ้น มนุษย์ยิ่งต้องมีวิจารณญาณ
หนังสือนำเสนอแนวคิด Jagged Frontier ซึ่งอธิบายว่าความสามารถของ AI มีลักษณะไม่สม่ำเสมอ
AI อาจทำงานบางประเภทที่มนุษย์มองว่าซับซ้อนได้ดีมาก ขณะเดียวกันก็อาจผิดพลาดกับงานอีกประเภทที่ดูเหมือนง่ายกว่า
ตัวอย่างเช่น AI อาจสามารถเขียนบทวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ได้อย่างน่าเชื่อถือ แต่กลับใช้ข้อมูลผิด ตีความเงื่อนไขคลาดเคลื่อน หรือสร้างข้อเท็จจริงที่ไม่มีอยู่จริง
ความท้าทายจึงอยู่ที่การรู้ว่าเมื่อใดสามารถเชื่อถือผลลัพธ์จาก AI ได้ และเมื่อใดจำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
Mollick จึงเสนอหลักการ Be the Human in the Loop โดยเน้นว่ามนุษย์ควรมีบทบาทในการกำกับ ตรวจสอบ และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของการใช้ AI
โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย กฎหมาย จริยธรรม หรือการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อผู้คน
สำหรับผู้บริหาร AI อาจช่วยนำเสนอทางเลือกในการลดต้นทุนได้หลายแนวทาง แต่การตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะสมยังต้องพิจารณาผลกระทบต่อพนักงาน ลูกค้า คุณภาพบริการ และความยั่งยืนของธุรกิจ
ความสามารถในการใช้วิจารณญาณจึงยิ่งมีความสำคัญในโลกที่ข้อมูลและคำแนะนำสามารถถูกสร้างขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
เพราะเมื่อการหาคำตอบกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น ความสามารถในการประเมินว่าคำตอบใดถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณค่าจริง จะกลายเป็นทักษะที่สร้างความแตกต่าง
5. จาก Individual Productivity สู่ Collective Intelligence
ประเด็นที่น่าคิดต่อยอดจากหนังสือเล่มนี้คือ องค์กรควรวัดความสำเร็จของ AI จากอะไร
ปัจจุบันหลายองค์กรให้ความสำคัญกับจำนวนพนักงานที่ใช้ AI จำนวนชั่วโมงการทำงานที่ประหยัดได้ หรือจำนวนกระบวนการที่สามารถนำ AI เข้ามาช่วย
ตัวชี้วัดเหล่านี้มีประโยชน์ แต่ยังสะท้อนคุณค่าของ AI ได้เพียงบางส่วน
ลองนึกถึงองค์กรที่มีพนักงานหลายพันคน แต่ละคนมีประสบการณ์ ความรู้ และวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน
ที่ผ่านมา ความรู้จำนวนมากอาจกระจัดกระจายอยู่ในเอกสาร รายงาน การประชุม หรือประสบการณ์ส่วนตัวของพนักงานแต่ละคน ทำให้องค์กรไม่สามารถนำความรู้ทั้งหมดมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างเต็มที่
AI เปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบการทำงานใหม่ โดยช่วยค้นหา เชื่อมโยง และสังเคราะห์องค์ความรู้ที่องค์กรมีอยู่ ภายใต้ระบบจัดการข้อมูลที่เหมาะสม
ตัวอย่างเช่น เมื่อโครงการหนึ่งประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาของลูกค้า บทเรียนจากโครงการนั้นสามารถถูกนำมาพัฒนาเป็นองค์ความรู้สำหรับทีมงานอื่นได้
เมื่อทีมงานหลายแห่งพบปัญหาคล้ายกัน AI อาจช่วยวิเคราะห์รูปแบบของปัญหาและเสนอแนวทางปรับปรุงกระบวนการทำงานในระดับองค์กร
ความรู้ที่เคยอยู่กับคนเพียงไม่กี่คนจึงมีโอกาสกลายเป็นความสามารถร่วมกันขององค์กร
นี่คือการต่อยอดจาก Co-Intelligence ในระดับบุคคล ไปสู่ Collective Intelligence หรือความสามารถในการใช้ความรู้และความคิดร่วมกันของคนทั้งองค์กร
ความได้เปรียบจึงอาจเกิดจากการที่องค์กรสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองได้รวดเร็วขึ้น และนำบทเรียนเหล่านั้นไปสร้างคุณค่าอย่างต่อเนื่อง
6. ผู้นำยุค AI ต้องสร้างคนที่คิดเก่งขึ้น
ความท้าทายสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อ AI สามารถช่วยทำงานได้มากขึ้น เราจะพัฒนาความสามารถของคนรุ่นใหม่อย่างไร
ในอดีต พนักงานมักเริ่มต้นจากงานพื้นฐาน ก่อนค่อย ๆ สะสมประสบการณ์จนสามารถรับผิดชอบงานที่ซับซ้อนมากขึ้น
นักวิเคราะห์ธุรกิจเรียนรู้จากการรวบรวมข้อมูลและสร้างแบบจำลองทางการเงิน นักการตลาดเรียนรู้จากการทำวิจัยลูกค้า และผู้จัดการเรียนรู้จากการแก้ปัญหาหน้างาน
กระบวนการเหล่านี้ใช้เวลา แต่ช่วยพัฒนาความเข้าใจและวิจารณญาณที่จำเป็นต่อการตัดสินใจในอนาคต
เมื่อ AI สามารถเข้ามาช่วยทำงานพื้นฐานจำนวนมาก องค์กรจึงต้องคิดใหม่ว่าจะรักษาโอกาสในการเรียนรู้ของพนักงานอย่างไร
การใช้ AI ช่วยทำงานได้รวดเร็วขึ้นเป็นเรื่องที่ดี แต่พนักงานยังต้องเข้าใจหลักการที่อยู่เบื้องหลังผลลัพธ์ สามารถอธิบายเหตุผล และตรวจสอบความถูกต้องได้ด้วยตัวเอง
ผู้นำจึงควรส่งเสริมให้พนักงานใช้ AI เพื่อเรียนรู้ ทดลอง และพัฒนาความสามารถ มากกว่าการใช้เพื่อผลิตผลงานให้เสร็จเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างเช่น แทนที่จะให้ AI เขียนแผนธุรกิจทั้งหมด ผู้จัดการอาจให้พนักงานพัฒนาแนวคิดเบื้องต้นด้วยตัวเอง จากนั้นใช้ AI ช่วยตั้งคำถามและเสนอข้อโต้แย้ง ก่อนนำกลับมาปรับปรุงแผนและอธิบายเหตุผลในการตัดสินใจ
กระบวนการนี้ทำให้ AI กลายเป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาคนไปพร้อมกับการพัฒนาผลงาน
และอาจเป็นบทบาทสำคัญที่สุดประการหนึ่งของผู้นำในยุค AI นั่นคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนทำงานมีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
7. ความได้เปรียบในอนาคตอยู่ที่วิธีทำงานร่วมกัน
Mollick เสนอหลักการที่น่าคิดอีกข้อหนึ่งว่า Assume This Is the Worst AI You Will Ever Use หรือให้มองว่า AI ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันอาจเป็นระบบที่มีความสามารถน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคต
แนวคิดนี้ชวนให้ผู้บริหารมองการเปลี่ยนแปลงของ AI เป็นกระบวนการต่อเนื่อง มากกว่าการลงทุนในเทคโนโลยีครั้งเดียวแล้วจบ
ความสามารถที่ AI ยังทำไม่ได้ในวันนี้ อาจกลายเป็นเรื่องธรรมดาในอนาคต ขณะที่รูปแบบการทำงานที่เหมาะสมในปัจจุบันก็อาจต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
องค์กรจึงควรพัฒนาความสามารถในการทดลอง เรียนรู้ และปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยี
สิ่งนี้ต้องอาศัยมากกว่าการจัดอบรมให้พนักงานรู้จักเครื่องมือ AI เพราะรวมถึงการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ การสร้างวัฒนธรรมที่เปิดรับความคิดเห็น และการทำให้พนักงานสามารถแบ่งปันประสบการณ์การใช้ AI ระหว่างกันได้
ที่สำคัญ ผู้บริหารต้องแสดงให้เห็นว่าการใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพงานและการเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงโครงการลดต้นทุนหรือเพิ่มผลผลิตระยะสั้น
เมื่อเทคโนโลยีสามารถเข้าถึงได้อย่างแพร่หลาย ความได้เปรียบที่ยั่งยืนอาจไม่ได้มาจากการมี AI ที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการมีบุคลากรที่รู้จักใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ มีความเชี่ยวชาญในงานของตัวเอง และสามารถนำความสามารถเหล่านั้นมาสร้างผลลัพธ์ร่วมกัน
บทสรุป: อนาคตของความเก่งคือการคิดร่วมกันให้ดีขึ้น
หนังสือ Co-Intelligence ของ Ethan Mollick ทำให้เราเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงจาก AI มีความหมายมากกว่าการทำงานได้รวดเร็วขึ้น หรือการลดภาระงานบางประเภท
AI กำลังเปิดโอกาสให้มนุษย์เข้าถึงความสามารถในการวิเคราะห์ สร้างสรรค์ และเรียนรู้ในรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีนี้ก็ทำให้ทักษะบางอย่างของมนุษย์มีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะการตั้งคำถาม การใช้วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจผู้คน และความสามารถในการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่ซับซ้อน
สำหรับผู้บริหาร คำถามสำคัญจึงควรขยายจาก How can AI help us work faster? ไปสู่ How can AI help our people think better, learn faster, and create greater value?
เพราะเป้าหมายระยะยาวของการนำ AI มาใช้ในองค์กรควรรวมถึงการยกระดับความสามารถของบุคลากร คุณภาพของการตัดสินใจ และคุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า
องค์กรที่สามารถเชื่อมโยงความรู้ของมนุษย์ ประสบการณ์ที่สะสมมา และความสามารถของ AI เข้าด้วยกัน จะมีโอกาสสร้างรูปแบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพสูงขึ้น
ในอนาคต ความเก่งของคนอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้มากเพียงใดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถนำความรู้ของตัวเอง ความสามารถของ AI และความคิดของคนรอบตัว มาทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่าเดิมได้มากเพียงใด
และนั่นอาจเป็นความหมายใหม่ของความฉลาดในการทำงานยุค AI


