top of page

หลังภัยพิบัติ เมืองต้อง Smart ขึ้น: สิ่งที่ประชาชนควรคาดหวังจากการถอดบทเรียนของผู้บริหารเมือง

12 minutes ago
3 min read

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

1 October 2026



เมื่อภัยพิบัติผ่านพ้นไป ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว ไฟไหม้ หรือเหตุฉุกเฉินขนาดใหญ่ คำถามของสังคมมักมุ่งไปที่ว่า “ใครผิด” “ใครทำช้า” หรือ “ทำไมปัญหานี้ถึงเกิดขึ้น”


คำถามเหล่านี้มีความสำคัญในแง่ accountability แต่ยังมีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญต่ออนาคตของเมืองมากกว่า นั่นคือ


“จากเหตุการณ์ครั้งนี้ เมืองได้เรียนรู้อะไร และครั้งหน้าจะทำอะไรให้แตกต่างออกไป?”


แนวคิดสากลด้าน Disaster Risk Reduction ไม่ได้มองการสิ้นสุดของเหตุการณ์ว่าเป็นจุดจบของการบริหารภัยพิบัติ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ learning cycle ใหม่ WHO ใช้กระบวนการ After Action Review หรือ AAR เพื่อทบทวนว่าอะไรเกิดขึ้นจริง อะไรทำได้ดี อะไรควรปรับปรุง และจะทำอย่างไรให้ระบบมีความพร้อมมากขึ้นในอนาคต โดยมอง AAR เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันมากกว่าการประเมินเพื่อหาผู้กระทำผิด


ในระดับเมือง หลักคิดเดียวกันมีความสำคัญยิ่งกว่า เพราะภัยพิบัติหนึ่งเหตุการณ์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานเดียว แต่เป็นการทดสอบ system of systems ตั้งแต่การพยากรณ์อากาศ ระบบระบายน้ำ การจราจร โรงพยาบาล ไฟฟ้า การสื่อสาร อาคาร ระบบขนส่ง การบริหารกำลังคน ไปจนถึงการตัดสินใจของผู้บริหารเมือง UNDRR จึงใช้ Disaster Resilience Scorecard for Cities เพื่อช่วยเมืองมองทั้งระบบ ค้นหา strengths และ gaps แล้วนำไปพัฒนาเป็น prioritized action plan ไม่ใช่หยุดเพียงการประเมินสถานการณ์


จาก Lessons Learned สู่ Lessons Implemented


คำว่า Lessons Learned ถูกใช้บ่อยหลังเกิดวิกฤต แต่ในทางปฏิบัติ บทเรียนยังไม่เกิดขึ้นจริงเพียงเพราะมีการจัดประชุมหรือจัดทำรายงาน


หากพบว่าการแจ้งเตือนล่าช้า แต่ warning protocol ยังเหมือนเดิม หากพบว่าอำนาจสั่งการไม่ชัด แต่ command structure ยังเหมือนเดิม หรือพบว่าเครื่องสูบน้ำไม่เพียงพอ แต่ investment plan และ budget ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเรียกได้เพียงว่า Lessons Identified มากกว่าการเรียนรู้ขององค์กร


FEMA จึงเชื่อม After-Action Report เข้ากับ Improvement Plan (AAR/IP) โดยตรง เพราะสิ่งที่พบจากการทบทวนต้องถูกเปลี่ยนไปเป็น corrective actions และนำเข้าสู่วงจรของ improvement planning ไม่ควรจบอยู่ที่รายงานหลังเหตุการณ์


สำหรับเมือง กระบวนการที่ควรเกิดขึ้นจึงควรเป็น


DISASTER → FACTS → AFTER-ACTION REVIEW → ROOT CAUSE → IMPROVEMENT PLAN → IMPLEMENTATION → TEST → REVIEW AGAIN


และทุกขั้นตอนควรสามารถตอบประชาชนได้ว่า เราพบอะไร เราจะเปลี่ยนอะไร ใครรับผิดชอบ และจะเสร็จเมื่อใด


8 Workstreams ที่เมืองควรถอดบทเรียน


การทบทวนไม่ควรถามกว้าง ๆ เพียงว่า “ครั้งนี้เราบริหารจัดการดีหรือไม่” เพราะคำถามลักษณะนั้นมักนำไปสู่ความคิดเห็นมากกว่าการเรียนรู้


เมืองควรแบ่งการทบทวนออกเป็น workstreams และใช้ข้อมูลจริงสร้าง event timeline ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเหตุการณ์ จนถึง recovery เพื่อเปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่ควรเกิดขึ้นตามแผนกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง


Workstream

ประเด็นที่ควรถอดบทเรียน

Early Warning

Forecast แม่นและเร็วเพียงใด Warning trigger เหมาะสมหรือไม่ ข้อมูลเข้าสู่ระบบเมื่อใด และใครได้รับข้อมูลในแต่ละช่วงเวลา

Command & Decision

ใครมี authority ในการสั่งการ Decision rights ชัดหรือไม่ จุดใดที่การตัดสินใจล่าช้า และมี escalation process ที่เหมาะสมหรือไม่

Communication

เจ้าหน้าที่ ประชาชน ชุมชน ธุรกิจ ผู้ประกอบการ และ stakeholders ได้รับข้อมูลทันเวลาหรือไม่ ข้อมูลจากหลายหน่วยงานสอดคล้องกันเพียงใด

People

ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ การเดินทาง ที่พัก การจัด relief team, shift rotation, fatigue management และความพร้อมของ critical personnel

Building & Infrastructure

Pumps, drainage, flood barriers, generators, electrical systems, lifts, MEP, roads และ critical infrastructure ทำงานตาม design และ contingency plan หรือไม่

Supply & Logistics

Food, fuel, transport, equipment, vendor support, spare parts และ emergency supplies มีเพียงพอและเข้าถึงพื้นที่ได้หรือไม่

Business Continuity

Critical public services และ essential operations สามารถดำเนินต่อได้เพียงใด มี redundancy และ alternative operating arrangements หรือไม่

Recovery

Cleaning, waste management, contamination control, restoration, damaged infrastructure และกระบวนการ return to normal รวดเร็วและปลอดภัยเพียงใด


แต่ละ workstream ควรตอบคำถามอย่างน้อย 5 เรื่อง คือ What was expected? What actually happened? What worked? What did not work? What should change?


และต้องไปไกลกว่าการบอกว่า “communication ไม่ดี” หรือ “ตัดสินใจช้า” เพราะนั่นเป็นเพียง symptom การถอดบทเรียนที่มีคุณค่าต้องค้นหา root cause ว่าปัญหาเกิดจากข้อมูลมาช้า คนไม่มี authority ระบบ IT ไม่เชื่อมกัน SOP ไม่ชัด ทรัพยากรไม่เพียงพอ หรือมีหลายหน่วยงานที่มีอำนาจทับซ้อนกัน


สิ่งที่ประชาชนควรเห็นหลังการถอดบทเรียน


การถอดบทเรียนที่ดีไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเปิดเผยข้อมูลภายในทุกอย่าง แต่ประชาชนควรเห็น Public After-Action Summary ที่อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่าเกิดอะไรขึ้น ระบบส่วนใดทำงานได้ดี ระบบส่วนใดต้องปรับปรุง และ corrective actions ที่สำคัญคืออะไร


จากนั้นควรมี Improvement Action Tracker ที่แสดงอย่างน้อย Action, Responsible Agency, Owner, Priority, Budget requirement, Target Date และ Status


ตัวอย่างเช่น หากพบว่าการแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงช้า การแก้ไขไม่ควรจบที่คำว่า “จะปรับปรุงการสื่อสาร” แต่ควรระบุให้ชัดว่าจะปรับ warning trigger อย่างไร ใครเป็นผู้อนุมัติ ช่องทางใดจะใช้เป็น primary channel ต้องแจ้งเตือนภายในกี่นาที และจะทดสอบระบบเมื่อใด


นี่คือจุดที่ transparency เชื่อมกับ learning อย่างแท้จริง


OECD ในกรอบ Governance of Critical Risks ให้ความสำคัญกับการที่ภาครัฐต้อง continuously learn from experience ผ่าน post-event reviews รวมถึงแบ่งปัน lessons learned และใช้ผลการทบทวนเพื่อประเมินประสิทธิผลของ prevention, preparedness, response และ recovery ขณะเดียวกันก็เชื่อมเรื่องนี้กับ transparency และ accountability ในการตัดสินใจด้านความเสี่ยงของภาครัฐ


การถอดบทเรียนต้องไปถึงงบประมาณและการลงทุน


บางบทเรียนแก้ไขได้ด้วย SOP หรือ training แต่บางเรื่องต้องใช้เงิน และนี่คือจุดที่การเรียนรู้ของเมืองถูกทดสอบอย่างแท้จริง


หากข้อมูลหลังน้ำท่วมแสดงว่าพื้นที่หนึ่งมี drainage capacity ไม่เพียงพอ การเรียนรู้ต้องเดินต่อไปถึง engineering assessment, capital plan และ budget allocation หาก critical facilities ไม่มี redundancy ก็ต้องพิจารณาการลงทุนเพิ่มเติม หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ ก็ต้องมี alternative staffing และ logistics plan ก่อนฤดูฝนครั้งต่อไป


UNDRR จึงไม่ได้หยุดที่การประเมิน resilience แต่พัฒนา Action Guide เพื่อให้ local governments เปลี่ยน gaps ที่พบไปเป็น prioritized action plans และ projects และมองต่อไปถึงการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการเหล่านั้นด้วย


นี่ทำให้การถอดบทเรียนไม่ใช่เพียงเรื่องของ Emergency Management แต่เชื่อมตรงไปยัง urban planning, infrastructure investment, budgeting และ governance


ต้องทดสอบว่าบทเรียนถูกนำไปใช้จริง


ขั้นตอนสุดท้ายที่มักถูกมองข้ามคือการนำ corrective actions ที่ทำแล้วกลับมาทดสอบ


หากปรับ Flood Response Plan ใหม่ ก็ควรทำ tabletop exercise หากเปลี่ยน command structure ต้องจำลองเหตุการณ์เพื่อดูว่าการตัดสินใจเร็วขึ้นจริงหรือไม่ หากเพิ่มระบบเตือนภัย ต้องทดสอบว่าข้อความไปถึงประชาชนกลุ่มเป้าหมายภายในเวลาที่กำหนดหรือไม่


เพราะ resilience ไม่ได้เกิดจากการมีแผนที่ดีอยู่ในเอกสาร แต่เกิดจาก capability ที่ผ่านการทดสอบ


แนวคิดนี้สอดคล้องกับ Sendai Framework for Disaster Risk Reduction ซึ่งกำหนดหนึ่งในสี่ Priority for Action ไว้ที่การเสริม preparedness เพื่อ effective response และการ “Build Back Better” ในช่วง recovery, rehabilitation และ reconstruction กล่าวอีกนัยหนึ่ง การฟื้นฟูไม่ควรมีเป้าหมายเพียงกลับไปสู่สภาพก่อนเกิดภัย แต่ควรใช้โอกาสนี้ลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ในอนาคต


ทุกภัยพิบัติควรทำให้เมืองฉลาดขึ้น


ประชาชนอาจไม่สามารถคาดหวังว่าเมืองจะป้องกันฝนตกหนัก น้ำท่วม พายุ หรือภัยธรรมชาติทุกประเภทได้ทั้งหมด เพราะความเสี่ยงบางส่วนอยู่นอกเหนือการควบคุม และความรุนแรงของเหตุการณ์ในอนาคตก็อาจเกินสมมติฐานที่เราเคยใช้


แต่สิ่งหนึ่งที่ประชาชนมีเหตุผลที่จะคาดหวังได้ คือ เมืองไม่ควรผ่านภัยพิบัติแล้วกลับไปทำทุกอย่างเหมือนเดิม


หลังน้ำลด เราจึงไม่ควรถามเพียงว่า “ครั้งนี้ใครทำผิด?”


ควรถามเพิ่มเติมว่า เมืองได้ถอดบทเรียนอย่างเป็นระบบหรือยัง พบอะไรบ้าง มีอะไรที่จะเปลี่ยน ใครเป็นเจ้าของ action งบประมาณถูกจัดไว้หรือยัง เมื่อใดจะเสร็จ และก่อนภัยครั้งต่อไปจะมีการทดสอบอย่างไรว่าสิ่งที่แก้ไขนั้นได้ผลจริง


เป้าหมายของ After-Action Review จึงไม่ใช่การสร้างรายงานที่สมบูรณ์แบบ และไม่ควรเป็นเครื่องมือเพื่อพิสูจน์ว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด


เป้าหมายที่แท้จริงคือ ทำให้เหตุการณ์ที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น กลายเป็นข้อมูลที่ช่วยให้เมืองตัดสินใจได้ดีขึ้นในอนาคต


เมืองที่มี Resilience ไม่ใช่เมืองที่ไม่เคยเผชิญวิกฤต แต่คือเมืองที่ทุกครั้งหลังผ่านวิกฤต ระบบของเมืองต้องเรียนรู้ ปรับตัว และพร้อมกว่าเดิม


Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page