top of page

อนาคตของ Retail: จากพื้นที่ค้าปลีกสู่ระบบนิเวศแห่งประสบการณ์และความสัมพันธ์

14 hours ago
5 min read

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

17 October 2026



The Future of Retail: From Transactional Spaces to Relationship-Driven Ecosystems


ธุรกิจค้าปลีกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ ความสำเร็จของ Shopping Mall และ Retail Development ในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างประสบการณ์ ความสัมพันธ์ และคุณค่าที่เชื่อมโยงผู้บริโภค ร้านค้า ชุมชน และเมืองเข้าด้วยกัน ขณะที่เทคโนโลยีได้เปลี่ยนวิธีการซื้อสินค้า พฤติกรรมผู้บริโภคก็กำลังเปลี่ยนบทบาทของพื้นที่ค้าปลีกให้มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น


รายงาน The Evolving Retail Cosmos 2026: 44 Forces Reshaping the Future of Retail Real Estate จัดทำโดย JLL Research และเผยแพร่ในเดือนกันยายน 2026 (https://www.jll.com/en-sea/insights/the-evolving-retail-cosmos) นำเสนอการวิเคราะห์แนวโน้ม 44 ประการที่กำลังเปลี่ยนอนาคตของอุตสาหกรรมค้าปลีกทั่วโลก โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ Digital Evolution, Space and Business, Dining Evolution และ Sustainable Future ครอบคลุมตั้งแต่ Artificial Intelligence และพฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ การพัฒนาเมือง และความยั่งยืน


สิ่งที่น่าสนใจคือ JLL ประเมินแนวโน้มเหล่านี้ผ่านสองมิติ ได้แก่ Time Horizon ซึ่งบ่งบอกระยะเวลาที่แนวโน้มจะมีความสำคัญในตลาด และ Intensity ซึ่งสะท้อนระดับผลกระทบต่อโครงสร้างธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค จาก Trend Matrix พบว่า 24 จาก 44 แนวโน้มถูกจัดอยู่ในกลุ่ม High Intensity สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงจำนวนมากอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ


ประเด็นที่ผู้บริหารควรพิจารณาจึงอยู่ที่การเลือกลงทุนและปรับเปลี่ยน Business Model ให้สอดคล้องกับอนาคต เพราะแนวโน้มบางเรื่องกำลังเกิดขึ้นแล้ว ขณะที่บางเรื่องอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะมีความสำคัญในวงกว้าง แต่การตัดสินใจเกี่ยวกับพื้นที่ อาคาร และโครงสร้างพื้นฐานในวันนี้ อาจกำหนดความสามารถในการแข่งขันของ Retail Assets ไปอีกหลายทศวรรษ


1. จาก Transactional Space สู่ Relationship-Driven Ecosystem


ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แนวคิดในการพัฒนา Shopping Mall ให้ความสำคัญกับ Location, Tenant Mix, Rental Income และ Footfall เป็นหลัก โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าทำเลที่ดีและจำนวนผู้เข้าชมที่มากขึ้นจะนำไปสู่ยอดขายของร้านค้าและรายได้ค่าเช่าที่สูงขึ้น


อย่างไรก็ตาม Digital Commerce ได้เปลี่ยนสมมติฐานดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคสามารถค้นหา เปรียบเทียบ และสั่งซื้อสินค้าจากที่ใดก็ได้ ร้านค้าจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพื้นที่ทางกายภาพสำหรับการทำธุรกรรมในรูปแบบเดิม ขณะเดียวกัน การมีร้านค้าออนไลน์ก็ไม่ได้ทำให้ Physical Stores หมดความสำคัญ เพราะผู้บริโภคยังต้องการประสบการณ์ที่เกิดจากการสัมผัสสินค้า การพบปะผู้คน และการมีส่วนร่วมกับแบรนด์

สิ่งนี้กำลังผลักดันให้ธุรกิจค้าปลีกเปลี่ยนจาก Transactional Business Model ไปสู่ Relationship-Driven Ecosystem ซึ่งความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้ามีความสำคัญมากขึ้น


ตัวอย่างที่น่าสนใจคือการเติบโตของ Subscription Commerce ซึ่งเปลี่ยนการซื้อสินค้ารายครั้งให้เป็นความสัมพันธ์ต่อเนื่องระหว่างแบรนด์กับลูกค้า เช่น บริการจัดส่งสินค้าที่ใช้เป็นประจำโดยอัตโนมัติ หรือ Product-as-a-Service ที่ลูกค้าจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากสินค้าแทนการเป็นเจ้าของ


โมเดลเหล่านี้สร้าง Recurring Revenue และเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์รายได้ ขณะเดียวกันก็ทำให้ธุรกิจมีข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง


สำหรับเจ้าของ Retail Assets การเปลี่ยนแปลงนี้นำไปสู่คำถามเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญว่า พื้นที่ค้าปลีกจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างร้านค้ากับลูกค้าได้อย่างไร และเจ้าของพื้นที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่านั้นได้มากน้อยเพียงใด


เมื่อมองจากมุมนี้ ความสำเร็จของ Shopping Mall จึงควรพิจารณาทั้ง Rental Performance และความสามารถในการสร้าง Ecosystem ที่ทำให้ร้านค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจเติบโตไปด้วยกัน


2. Physical Retail กำลังกลายเป็น Experience Platform


หนึ่งในแนวโน้มที่สำคัญที่สุดของรายงานคือการเปลี่ยนบทบาทของ Physical Retail จากสถานที่จำหน่ายสินค้าไปสู่พื้นที่สร้างประสบการณ์


แนวคิด Immersive Retail Environments ใช้ Architecture, Lighting, Sound, Digital Technology และ Storytelling เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ ขณะที่ Social Retail Environments เปิดโอกาสให้ลูกค้ามีส่วนร่วมผ่านกิจกรรม Workshop, Community Events และ Interactive Experiences


ตัวอย่างเช่น Netflix House ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำเนื้อหาและตัวละครจาก Entertainment Platform มาสร้างเป็นประสบการณ์ทางกายภาพผ่านกิจกรรม ร้านค้า และร้านอาหาร ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับโลกของแบรนด์ที่เคยรับชมผ่านหน้าจอ


อีกตัวอย่างหนึ่งคือ Zhang Yuan ในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งนำอาคารประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมมาสร้างเป็น Retail Destination ผ่านการผสมผสาน Heritage Architecture กับกิจกรรมของแบรนด์ระดับโลก


ทั้งสองกรณีสะท้อนแนวโน้มสำคัญว่า Retail Space กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Brand Communication และ Customer Engagement Strategy โดยพื้นที่ทางกายภาพสามารถสร้างคุณค่าทางอารมณ์และความทรงจำที่ Digital Channels เพียงอย่างเดียวอาจทำได้ยาก


อย่างไรก็ตาม Experience Economy สร้างความท้าทายใหม่ให้กับผู้บริหาร Retail Assets เพราะการเพิ่ม Footfall หรือ Dwell Time อาจไม่ได้ทำให้รายได้และผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกันเสมอไป


Shopping Mall อาจจัดกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก แต่หากผู้เข้าร่วมไม่ได้ใช้จ่ายในร้านค้า หรือกิจกรรมไม่ได้สร้างการกลับมาใช้บริการในระยะยาว ผลประโยชน์ทางธุรกิจอาจมีจำกัด


ดังนั้น การวัดผลของ Experience-Based Retail จึงควรเชื่อมโยง Footfall, Dwell Time, Conversion Rate, Tenant Sales และ Repeat Visits เข้าด้วยกัน เพื่อประเมินว่าแต่ละกิจกรรมสร้าง Economic Value ให้กับ Ecosystem ได้จริงเพียงใด


สำหรับผู้บริหาร การสร้างประสบการณ์ที่ดีต้องเริ่มจากความเข้าใจ Customer Journey และ Customer Motivation ก่อนตัดสินใจลงทุนด้าน Technology หรือ Entertainment เพราะประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จควรมีความสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าและ Positioning ของโครงการ


3. Retail Space as a Service: เมื่อรูปแบบค่าเช่าต้องปรับตาม Business Model


หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจของรายงานคือ Retail Space as a Service ซึ่งเสนอให้มองพื้นที่ค้าปลีกเป็นบริการที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ตามความต้องการของผู้ประกอบการ


Traditional Retail Leasing มักมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาสัญญา เงินลงทุนตกแต่งร้าน และความยืดหยุ่นในการเปลี่ยน Concept ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ โดยเฉพาะ Digital-Native Brands หรือธุรกิจขนาดเล็ก ต้องเผชิญกับต้นทุนและความเสี่ยงก่อนเข้าสู่ตลาด


Space-as-a-Service เปิดโอกาสให้เจ้าของพื้นที่เสนอรูปแบบใหม่ เช่น Fully Fitted Retail Spaces, Short-Term Leasing, Pop-up Stores, Shop-in-Shop และ Revenue-Sharing Models โดยเจ้าของพื้นที่อาจให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งการสนับสนุนการดำเนินงานบางส่วน


ตัวอย่าง TX Huaihai Youth Energy Center ในเซี่ยงไฮ้สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน โครงการนำเสนอพื้นที่ค้าปลีกในลักษณะ Curated Media Platform ซึ่งเปิดโอกาสให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นผ่านพื้นที่และกิจกรรมที่ปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง


โมเดลนี้ทำให้มูลค่าของพื้นที่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย การสร้าง Brand Exposure และการสนับสนุน Business Performance ของผู้ประกอบการ มากกว่าคุณสมบัติทางกายภาพของพื้นที่เพียงอย่างเดียว


อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนจาก Fixed Rental Model ไปสู่ Flexible Leasing หรือ Revenue Sharing จำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบต่อ Risk Allocation, Income Predictability และ Asset Valuation อย่างรอบคอบ


เจ้าของโครงการต้องมีความสามารถในการบริหาร Tenant Turnover การวิเคราะห์ยอดขาย การจัดเตรียมพื้นที่ และการควบคุมต้นทุนการเปลี่ยนผู้เช่า ความยืดหยุ่นที่มากขึ้นอาจช่วยสร้างรายได้ใหม่ แต่ก็มาพร้อมกับความซับซ้อนในการดำเนินงาน


ดังนั้น การพัฒนา Space-as-a-Service ควรเริ่มจากการทดลองในพื้นที่บางส่วน กำหนด Financial Model ที่เหมาะสม และประเมินผลตอบแทนเปรียบเทียบกับ Traditional Leasing ก่อนขยายเป็นรูปแบบหลักของโครงการ


4. AI และ Data กำลังเปลี่ยนวิธีการบริหาร Retail


Digital Evolution เป็นกลุ่มแนวโน้มที่ JLL ให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยีจำนวนมากกำลังเข้าสู่การใช้งานจริงและอาจส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของธุรกิจ


AI สามารถนำข้อมูลยอดขาย พฤติกรรมลูกค้า สภาพอากาศ และแนวโน้มใน Social Media มาวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์ความต้องการสินค้า ช่วยให้ผู้ประกอบการบริหาร Inventory ได้แม่นยำขึ้น ลดต้นทุนการจัดเก็บ และลดความเสี่ยงจากสินค้าขาดหรือสินค้าคงเหลือมากเกินไป


ในระดับ Customer Experience แนวคิด Unified Commerce เชื่อมต่อ Online และ Offline Channels ให้กลายเป็น Customer Journey เดียวกัน ลูกค้าอาจค้นหาสินค้าผ่าน Social Media ทดลองสินค้าในร้าน และเลือกจัดส่งถึงบ้าน โดยข้อมูลและประสบการณ์ของลูกค้ายังคงเชื่อมต่อกันตลอดกระบวนการ


ขณะที่ AI-Driven Decision Making สามารถช่วยผู้บริหารวิเคราะห์ Demand Forecasting, Pricing, Resource Allocation และ Scenario Planning ซึ่งช่วยให้องค์กรตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้รวดเร็วขึ้น


รายงานยกตัวอย่าง CentralWorld ในกรุงเทพฯ ที่ปรับการใช้พื้นที่กิจกรรมและองค์ประกอบทางการค้าให้สอดคล้องกับกระแส Pop Culture และการรวมตัวของกลุ่มแฟนคลับ เพื่อดึงดูดผู้เข้าชมและสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในโครงการ


กรณีนี้สะท้อนว่าความสามารถในการตอบสนองต่อ Consumer Trends อาจมีความสำคัญไม่แพ้การวางแผน Tenant Mix ระยะยาว


สำหรับเจ้าของ Retail Assets โอกาสที่สำคัญอยู่ที่การพัฒนา Data Intelligence ในระดับโครงการ เช่น การวิเคราะห์ Visitor Flow, Customer Segmentation, Trading Patterns และการใช้พื้นที่ในช่วงเวลาต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้าน Leasing, Marketing และ Asset Enhancement


อย่างไรก็ตาม Data Strategy ต้องให้ความสำคัญกับ Data Governance, Privacy Protection และความชัดเจนของสิทธิในการใช้ข้อมูล เพราะร้านค้า เจ้าของอาคาร และ Digital Platforms อาจมีผลประโยชน์และข้อจำกัดในการใช้ข้อมูลแตกต่างกัน


การสร้าง Data Ecosystem ที่ประสบความสำเร็จจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และสามารถแปลงข้อมูลให้เป็นการตัดสินใจที่สร้างคุณค่าทางธุรกิจได้จริง


5. Dining Evolution: อาหารกำลังกลายเป็นโครงสร้างสำคัญของ Retail Experience


Food and Beverage มีบทบาทสำคัญในการสร้าง Traffic และเพิ่มระยะเวลาการใช้ชีวิตภายใน Shopping Mall มาอย่างต่อเนื่อง แต่รายงาน JLL แสดงให้เห็นว่าธุรกิจอาหารกำลังเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าการเพิ่มจำนวนร้านอาหารหรือการพัฒนา Food Court รูปแบบใหม่


แนวโน้ม Food Community Hubs กำลังสร้างพื้นที่ที่รวมผู้ประกอบการอาหารรายย่อย ร้านอาหารเฉพาะทาง และกิจกรรมทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน โดยมี Shared Infrastructure และพื้นที่ส่วนกลางที่เอื้อต่อ Social Interaction


ตัวอย่าง Seven Dials Market ในลอนดอน ซึ่งดำเนินงานโดย KERB ใช้อาคารเก่ามาพัฒนาเป็น Food Destination ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเติบโตจาก Street Food สู่ธุรกิจที่มีพื้นที่ถาวร


ขณะเดียวกัน Adaptive Dining Concepts กำลังทำให้ร้านอาหารและพื้นที่รับประทานอาหารสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานตามช่วงเวลา เช่น พื้นที่เดียวกันอาจเป็น Café ในตอนเช้า ร้านอาหารในช่วงกลางวัน และ Social Venue ในช่วงเย็น


แนวคิดนี้มีความสำคัญต่อ Retail Economics เพราะช่วยเพิ่ม Revenue Productivity ของพื้นที่ โดยเฉพาะในทำเลที่มีต้นทุนค่าเช่าสูง


อีกด้านหนึ่ง Kitchen Automation, Intelligent Kitchen Systems และ Virtual Restaurants กำลังเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจอาหาร ผ่านการใช้ Robotics, AI, Connected Equipment และ Delivery Platforms


สำหรับเจ้าของ Retail Assets แนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลต่อการออกแบบพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการพลังงาน ระบบระบายอากาศ การจัดการกลิ่น พื้นที่รับส่งอาหาร การแยกเส้นทาง Delivery Riders หรือการรองรับ Shared Kitchens


ในเชิงกลยุทธ์ F&B ควรถูกพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของ Destination Strategy และ Community Building เพราะร้านอาหารสามารถสร้างเหตุผลให้ผู้บริโภคกลับมาใช้พื้นที่ได้อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่จำเป็นต้องมีความตั้งใจซื้อสินค้าทุกครั้ง


อย่างไรก็ตาม Tenant Mix ที่ดีควรสร้างความหลากหลายระหว่าง Food, Retail, Entertainment, Wellness และ Services เพื่อให้โครงการมีความสามารถในการดึงดูดผู้คนตลอดทั้งวัน และลดการพึ่งพารายได้จากกิจกรรมประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป


6. Retail กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Urban Ecosystem


อีกแนวโน้มหนึ่งที่มีความสำคัญต่ออนาคตของ Real Estate Development คือการเชื่อมโยง Retail เข้ากับการพัฒนาเมือง


รายงานกล่าวถึง Urban Mixed-Use Development, Neighborhood Retail และ Lifestyle Districts ซึ่งสะท้อนว่าความสำเร็จของ Retail Development ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ค้าปลีกกับระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรอบมากขึ้น


โครงการที่ผสมผสาน Residential, Office, Hospitality, Retail และ Public Spaces อย่างเหมาะสม สามารถสร้างการใช้พื้นที่ตลอดทั้งวัน ขณะที่ Retail และ F&B ทำหน้าที่สร้างกิจกรรมและเอกลักษณ์ให้กับโครงการ


แนวคิดนี้เปลี่ยนวิธีคิดด้าน Location Strategy จากการพิจารณาเฉพาะ Catchment Area และ Purchasing Power ไปสู่การออกแบบ Integrated Urban Experience ที่ตอบสนองพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คน


ตัวอย่าง Hong Shou Fang ในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งนำอาคารเก่ามาพัฒนาเป็นโครงการที่รวมสำนักงาน ตลาดอาหาร ร้านค้า และพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกัน แสดงให้เห็นว่า Neighborhood Retail สามารถสร้างคุณค่าได้จากความสัมพันธ์กับชุมชนและรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่


ในขณะเดียวกัน Mobility Solutions ก็กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Retail Strategy ผ่านการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ EV Charging, Micro-Mobility และ Last-Mile Delivery


สำหรับกรุงเทพฯ แนวโน้มนี้มีนัยสำคัญต่อทั้งโครงการ Mixed-Use ขนาดใหญ่และ Community Malls เพราะบริบทของเมืองมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งในด้านการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ ความหนาแน่นของประชากร พฤติกรรมการเดินทาง และการแข่งขันระหว่าง Retail Destinations


ผู้พัฒนาโครงการจึงควรเริ่มจากการทำความเข้าใจ Urban Context และ Daily Life Patterns ของกลุ่มเป้าหมาย ก่อนกำหนด Retail Concept และองค์ประกอบของโครงการ


สิ่งสำคัญคือความสามารถในการสร้างเหตุผลให้ผู้คนใช้พื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม การบริการ และความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่ค้าปลีกและมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นภายในโครงการ


7. Sustainability และ Climate Resilience กำลังกลายเป็นปัจจัยกำหนด Asset Value


ในกลุ่ม Sustainable Future รายงาน JLL ให้ความสำคัญกับ Resource Efficiency, Circular Economy, Green Building Certification และ Climate-Adaptive Architecture โดยแนวโน้มส่วนใหญ่มีระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว และหลายเรื่องมีผลกระทบในระดับสูง


ประเด็นที่น่าสนใจคือ Sustainability กำลังมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับ Financial Performance และ Asset Resilience มากขึ้น


อาคารที่ใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสามารถลด Operating Expenses ขณะที่อาคารที่มีความสามารถในการรองรับภัยธรรมชาติและสภาพอากาศรุนแรง อาจมีความได้เปรียบด้าน Business Continuity และการรักษามูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว


แนวคิด Integrated Resource Management ใช้ IoT, Predictive Analytics และ Automation เพื่อบริหาร Energy, Water และ Building Operations ให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง


ขณะที่ Circular Economy และ Urban Mining เสนอให้พิจารณาวัสดุและส่วนประกอบของอาคารตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง การใช้งาน ไปจนถึงการปรับปรุงหรือรื้อถอน เพื่อเพิ่มโอกาสในการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่


อีกประเด็นหนึ่งคือ Climate-Adaptive Architecture ซึ่งกำลังมีความสำคัญมากขึ้นจากความเสี่ยงด้าน Extreme Weather เช่น น้ำท่วม คลื่นความร้อน และเหตุการณ์ที่กระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของเมือง


รายงานยกตัวอย่าง HafenCity ในเมือง Hamburg ประเทศเยอรมนี ซึ่งใช้แนวคิดการออกแบบอาคารและพื้นที่สาธารณะให้สามารถรองรับระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงจาก Storm Surge โดยแยกระดับพื้นที่ที่ต้องได้รับการปกป้องออกจากพื้นที่ที่ออกแบบให้รองรับน้ำได้


บทเรียนสำคัญสำหรับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์คือ การลงทุนด้าน Sustainability และ Resilience ควรเป็นส่วนหนึ่งของ Long-Term Capital Planning และ Asset Strategy โดยประเมินผลกระทบทั้งด้าน Operating Cost, Risk Exposure, Business Continuity และ Asset Value


แม้บางเทคโนโลยีหรือแนวคิดอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลาย แต่การออกแบบอาคารในวันนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น


การลงทุนที่เหมาะสมจึงควรพิจารณา Life-Cycle Value ควบคู่กับ Initial Capital Expenditure เพราะต้นทุนที่ประหยัดได้ในช่วงก่อสร้างอาจกลายเป็นข้อจำกัดและภาระต้นทุนที่สูงขึ้นตลอดอายุการใช้งานของทรัพย์สิน


8. จากการติดตาม Trends สู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์


ประโยชน์สำคัญของรายงาน The Evolving Retail Cosmos อยู่ที่การจัดลำดับแนวโน้มตาม Time Horizon และ Intensity ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถแยกแยะเรื่องที่ควรดำเนินการทันทีออกจากเรื่องที่ต้องเตรียมความพร้อมในระยะยาว


JLL แบ่ง Time Horizon ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Short-Term ภายใน 1–2 ปี Medium-Term ภายใน 3–5 ปี และ Long-Term ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โดยรายงานยังจัดทำ Roadmap แยกตามบทบาทของ Retailers, Landlords และ Developers เพื่อช่วยเชื่อมโยงแนวโน้มกับการตัดสินใจลงทุนและการดำเนินงานจริง


อย่างไรก็ตาม การนำ Trends มาใช้ควรเริ่มจาก Strategic Priorities ของแต่ละองค์กร เพราะ Retail Assets มีความแตกต่างกันในด้าน Positioning, Customer Profile, Tenant Mix และ Financial Structure


สำหรับเจ้าของ Shopping Mall ที่กำลังเผชิญกับการแข่งขันสูง การลงทุนใน Customer Analytics, Flexible Leasing และ Experience-Based Programming อาจสร้างผลลัพธ์ได้รวดเร็วกว่าโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก


ขณะที่โครงการ Mixed-Use ที่อยู่ในขั้นตอนพัฒนา อาจให้ความสำคัญกับ Digital Infrastructure, Mobility Integration, Flexible Space Design และ Climate Resilience ตั้งแต่ช่วง Concept Design เพื่อรักษาความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนการใช้งานในอนาคต


สิ่งที่ผู้บริหารควรให้ความสำคัญมีอย่างน้อยสามด้าน


ประการแรก Strategic Relevance ต้องประเมินว่าแต่ละแนวโน้มมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มลูกค้า Positioning และ Competitive Advantage ขององค์กรเพียงใด เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลกอาจมีระดับความสำคัญแตกต่างกันในแต่ละตลาด


ประการที่สอง Economic Viability ต้องวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการลงทุน ทั้งในรูปของ Revenue Growth, Operating Efficiency, Tenant Retention และ Long-Term Asset Value เพื่อให้การตัดสินใจมีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับ


ประการที่สาม Organizational Readiness ต้องพิจารณาว่าองค์กรมี Data Infrastructure, Talent, Governance และความสามารถในการทำงานร่วมกับพันธมิตรเพียงพอหรือไม่ เพราะเทคโนโลยีและ Business Model ใหม่มักต้องการการเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานควบคู่กัน


ผู้บริหารควรสร้างกระบวนการทดลองและเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ผ่าน Pilot Projects ที่มีวัตถุประสงค์และ Performance Metrics ชัดเจน จากนั้นนำผลลัพธ์มาประกอบการตัดสินใจขยายการลงทุน


แนวทางดังกล่าวช่วยให้องค์กรสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาความสามารถใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยยังรักษาวินัยในการลงทุนและบริหารความเสี่ยง


บทสรุป: อนาคตของ Retail จะถูกกำหนดโดยความสามารถในการสร้างคุณค่าร่วมกัน


การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจค้าปลีกกำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่าง Retail, Entertainment, Hospitality, Technology และ Urban Development มีความชัดเจนน้อยลง Shopping Mall ในอนาคตจะมีบทบาทหลากหลายขึ้น ทั้งการเป็นสถานที่ซื้อสินค้า พื้นที่สร้างประสบการณ์ ศูนย์กลางชุมชน และส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจเมือง


สำหรับเจ้าของและผู้พัฒนา Retail Assets ความท้าทายสำคัญคือการสร้างความสามารถในการปรับตัวของทรัพย์สินและ Business Model ให้รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง


ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง Customer Experience, Tenant Performance, Operational Efficiency และ Asset Value แล้วนำความเข้าใจเหล่านั้นมาใช้กำหนดกลยุทธ์การลงทุนและการบริหารอย่างสอดคล้องกัน


ในอนาคต การแข่งขันของ Retail Real Estate อาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีทำเลดีที่สุด พื้นที่มากที่สุด หรือมีจำนวนผู้เข้าชมสูงที่สุด เพราะปัจจัยเหล่านี้จำเป็นต้องแปลงเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจและคุณค่าที่ผู้คนได้รับจากการใช้พื้นที่ด้วย


ความสามารถในการสร้าง Ecosystem ที่ทำให้ลูกค้าอยากกลับมา ร้านค้าเติบโตได้ และทรัพย์สินสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันตลอดวงจรชีวิต จะกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จในระยะยาว


ท้ายที่สุด อนาคตของ Retail จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริหารในวันนี้ ทั้งการเลือกลงทุน การปรับ Business Model การพัฒนาคน และการสร้างความร่วมมือระหว่าง Retailers, Landlords, Developers และชุมชน


เพราะการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมค้าปลีกกำลังเกิดขึ้นพร้อมกันหลายมิติ และองค์กรที่สามารถเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เข้ากับกลยุทธ์ของตนเองได้อย่างเหมาะสม จะมีโอกาสสร้างคุณค่าทางธุรกิจที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว


Reference: JLL Research (September 2026), The Evolving Retail Cosmos 2026: 44 Forces Reshaping the Future of Retail Real Estate, 70 pages.


Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page