Next-Gen Living: เมื่อพฤติกรรมคนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนอนาคตคอนโดกรุงเทพฯ
- Chakrapan Pawangkarat
- 13 hours ago
- 1 min read
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
30 November 2025

ตลาดคอนโดในกรุงเทพฯ ไม่ได้เปลี่ยนเพราะอาคารใหม่สวยขึ้นแต่กำลังเปลี่ยนเพราะ คนรุ่นใหม่ที่อยู่อาศัยในเมือง เปลี่ยนพฤติกรรมแบบพลิกเกม
และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ส่งผลต่อทั้งผู้พัฒนาโครงการและทีมบริหารอาคารโดยตรง
คำถามสำคัญคือ คนรุ่นใหม่อยากอยู่คอนโดแบบไหน? และ อะไรคือมาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัยในเมือง?
ลองมาดูทีละประเด็น
1) คนรุ่นใหม่เช่ามากกว่าซื้อ เพราะต้องการ “อิสระ”
ปัจจุบันคนอายุ 25–40 ปีในกรุงเทพฯมีแนวโน้ม “เช่า” มากกว่า “ซื้อ” สูงที่สุดในประวัติศาสตร์
เหตุผลไม่ใช่เพราะไม่อยากมีบ้านแต่เพราะคอนโดมีราคาสูง ดอกเบี้ยสูง รายได้ไม่โตเท่าค่าใช้จ่ายและการเป็นเจ้าของคอนโด คือการจำกัดโอกาสในชีวิต
สำหรับคนรุ่นใหม่“การเช่า 12 เดือน”ให้ความคล่องตัวมากกว่า“การผ่อน 30 ปี”
ผลที่เกิดขึ้นคือหลายโครงการในกรุงเทพฯกลายเป็นอาคารที่มีผู้เช่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ
2) ย้ายบ่อยขึ้น เพราะต้องการชีวิตที่สะดวกกว่าเดิม
คนรุ่นใหม่พร้อมย้ายที่อยู่ทันที หากพบว่า
ที่ใหม่ใกล้ที่ทำงานกว่า
ระบบคมนาคมดีขึ้น
ค่าเช่าคุ้มกว่า
หรือโปรโมชันน่าสนใจ
ค่าเฉลี่ยการอยู่คอนโดหนึ่งที่ของคนรุ่นใหม่สั้นลงเรื่อยๆ
แปลว่าอาคารต้องจัดการ Move-in/Move-out ถี่ขึ้น ต้องมีระบบที่เป็นระเบียบและต้องตรวจสภาพห้องแบบโปร่งใส เพราะมีการส่งต่อยูนิตบ่อยมาก
การบริหารอาคารแบบยุคเก่าเริ่มตามความเร็วของตลาดไม่ทันอีกต่อไป
3) คนรุ่นใหม่มีสัตว์เลี้ยงมากขึ้น จนกลายเป็น “เพื่อนร่วมชีวิต”
นี่คือ Mega Trend ที่ชัดเจนที่สุดในเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพฯ
สัดส่วนคนรุ่นใหม่ที่มีสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นทุกปีส่วนหนึ่งเพราะอยู่คนเดียวส่วนหนึ่งเพราะไม่รีบมีลูกและส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของ “ความสบายใจ”
คอนโดที่ “ไม่รับสัตว์เลี้ยง”เริ่มเสียตลาดสำคัญไปอย่างช้า ๆ แต่ต่อเนื่องเพราะกลุ่มนี้กำลังโตขึ้นเรื่อย ๆ
อาคารที่ปรับตัวได้เร็วกว่าจะได้เปรียบ เช่น Pet zone, Pet lift, Pet washing station และ กฎระเบียบที่ชัดเจนแต่เป็นมิตร
4) ครอบครัวเล็กลง จนพื้นที่และบริการต้องปรับตาม
คนรุ่นใหม่แต่งงานช้าลงมีลูกน้อยลงหรือบางคนไม่อยากมีลูกเลย
ผลคือความต้องการพื้นที่ของคอนโดเปลี่ยนไปทันที:
ห้องไม่ต้องใหญ่ แต่ต้องใช้พื้นที่คุ้ม
Co-working สำคัญกว่าห้องเด็ก
พื้นที่ outdoor คุณภาพดี มีมูลค่ามากขึ้น
ฟิตเนสต้องใช้งานได้จริง ไม่ใช่ของตกแต่ง
โครงการที่ตอบโจทย์ “ครอบครัวขนาดเล็ก” ได้มักมีความต้องการสูงกว่าตลาด
5) ทุกอย่างต้องผ่านมือถือ เพราะ “เวลา” คือสิ่งมีค่าที่สุด
สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการไม่ใช่ความล้ำสมัยแต่คือ ไม่อยากเสียเวลา
ดังนั้นคอนโดในอนาคตต้องมี:
การเปิดประตูด้วย Face/QR/Code
แจ้งซ่อมผ่านแอป แล้วเห็นสถานะ
จองพื้นที่ส่วนกลางออนไลน์
จ่ายค่าส่วนกลางอัตโนมัติ
Smart parcel & cold delivery
คอนโดที่ช่วยประหยัดเวลาได้คือคอนโดที่ “ถูกเลือกก่อน”
6) ชุมชนสำคัญขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่โดดเดี่ยวมากขึ้น
แม้คนรุ่นใหม่จะชอบความเป็นส่วนตัวแต่พวกเขาต้องการ “ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่” มากขึ้นด้วย
กิจกรรมที่ดูธรรมดา เช่น
Yoga เช้าวันเสาร์
วิ่งรอบโครงการ
Pet meetup
เวิร์กช็อปเล็ก ๆ
Movie night
กลับเป็นตัวสร้างคุณค่าให้กับอาคารเพราะช่วยลดความโดดเดี่ยวและทำให้คนอยากอยู่ต่อ
อาคารที่มี community ดี ๆ มีอัตราย้ายออกต่ำกว่าชัดเจน
7) Wellness-first เพราะคุณภาพชีวิตสำคัญกว่าขนาดห้อง
คนรุ่นใหม่ยอมอยู่ห้องเล็ก แต่ต้อง “อยู่แล้วสบาย”
ความสบายในนิยามใหม่ประกอบด้วย:
อากาศดี
ความชื้นไม่สูง
ระบายอากาศเพียงพอ
พื้นที่ส่วนกลางใช้งานได้จริง
ฟิตเนสคุณภาพดี
ความปลอดภัยแม่นยำ
เมืองที่ร้อน อับ และมี PM2.5 สูงอย่างกรุงเทพฯทำให้คนรุ่นใหม่ใส่ใจ Wellness มากขึ้นเรื่อย ๆ
โครงการที่ให้คุณภาพชีวิตที่ดีจะได้เปรียบในระยะยาว
สรุป: คอนโดกรุงเทพฯกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Next-Gen Living
พฤติกรรมคนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยน “กติกา” ของตลาดคอนโดอย่างชัดเจน:
เช่ามากขึ้น
ย้ายบ่อยขึ้น
เลี้ยงสัตว์มากขึ้น
ครอบครัวเล็กลง
ต้องการระบบดิจิทัล
หาคอมมูนิตี้
ใส่ใจ Wellness
ทั้งหมดนี้คือแนวโน้มที่บอกว่า คอนโดในอนาคต จะไม่ใช่แค่ที่อยู่ แต่เป็นบริการที่ต้องทำให้ชีวิตง่ายขึ้นกว่าเดิม
ผู้พัฒนาและผู้บริหารอาคารที่เข้าใจเทรนด์นี้ก่อนจะมีโอกาสสร้าง “มาตรฐานใหม่” ของการอยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และแข่งในตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็วได้อย่างมั่นใจกว่าใคร


