top of page

Property Manager ที่เริ่มถูก คือแต้มต่อทั้งปี

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

27 December 2025



The First Quarter Advantage

ทำไม Property Manager ที่ “ตั้งต้นถูก” ตั้งแต่ต้นปี

จึงชนะทั้งปี — และชนะในระยะยาว


โดยทั่วไป “ต้นปี” มักถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาของการตั้งเป้าหมาย แต่สำหรับงานบริหารอสังหาริมทรัพย์ ต้นปีคือ “หน้าต่างเชิงกลยุทธ์”


เพราะสิ่งที่ Property Manager เลือก ตั้งต้น ใน Q1

จะค่อย ๆ กลายเป็น “โครงสร้างการตัดสินใจ” ของทั้งปี

และสุดท้าย…กลายเป็น DNA ของอาคาร


บทความนี้ไม่ได้พูดถึง To-do list

แต่พูดถึง “Operating Intention”

หรือเจตนารมณ์เชิงปฏิบัติการ ที่กำหนดทิศทางของอาคารทั้งปี


1. จากการดูแล → สู่การ “กำกับสินทรัพย์”


โลกของ FM กำลังเปลี่ยนบทบาทอย่างเงียบ ๆจาก “ผู้ดูแลอาคาร” ไปสู่ “ผู้กำกับสินทรัพย์”


อาคารในปี 2026 ไม่ได้ถูกวัดด้วยคำว่าไม่ล้มเหลว หรือ ผ่านการตรวจ

แต่ถูกถามว่า

  • มีเสถียรภาพแค่ไหน

  • มีความพร้อมเชิงธุรกิจเพียงใด

  • และสามารถปกป้องมูลค่าสินทรัพย์ระยะยาวได้หรือไม่


Property Manager จึงต้องเริ่มต้นปีด้วยการนิยามใหม่ว่า“อาคารของเรา…ควรโดดเด่นด้านอะไร?”

Reliability?

Energy Leadership?

Tenant Experience?

หรือ Digital Readiness?


เมื่อคำตอบชัด ทุกการตัดสินใจตลอดปีจะ “เรียงตัวเอง”


2. ห้องควบคุม คือสมองของอาคาร


ผู้บริหารอาคารรุ่นใหม่ไม่ได้วัดผลงานจากจำนวนเคสที่แก้ได้

แต่วัดจากจำนวนเคสที่ “ไม่เคยเกิด”


หัวใจของสิ่งนี้คือ Control Room Mindset


ห้องควบคุมไม่ใช่พื้นที่เฝ้าระวังแต่คือศูนย์ตัดสินใจของสินทรัพย์


การเริ่มต้นปีที่ดีควรมี “Critical 12”

KPI หลัก 12 ค่า ที่ถ้าเสีย — อาคารเสีย

ติดไว้หน้าผนังห้องควบคุมอาคาร


เพื่อให้ทุกคนรู้ว่า สิ่งไหนคือเส้นเลือดใหญ่ของอาคาร


3. SOP ยังไม่พอ — ต้องมี Judgment


SOP บอก “วิธีทำ”แต่ไม่บอก “เมื่อไหร่ต้องตัดสินใจ”


ต้นปีควรเป็นช่วงเวลาที่ทีมเลือก

5 Incident ที่เกิดซ้ำทุกปีแล้วสร้าง Judgment Playbook


Playbook ที่บอกว่า

  • อาการแบบนี้ เสี่ยงแค่ไหน

  • จุดไหนที่ต้อง escalate

  • ใครคือคนที่ “ต้องกล้าตัดสินใจ”


สิ่งนี้ทำให้ทีมไม่เพียงแค่ทำงานถูกแต่ “ปกป้องสินทรัพย์ได้จริง”


4. อาคารต้องมี Carbon Story ของตัวเอง


ในปี 2026 ทุกอาคารจะมี Carbon Footprint

แต่ไม่ใช่ทุกอาคารจะมี Carbon Story


Property Manager ควรกำหนด Carbon Baseline

และเลือก 3 Quick Wins ที่ “ทำแล้ววัดผลได้ทันที”

เช่นCHW Reset, AHU Scheduling, LED Retrofit


แล้วสร้าง Carbon Scorecard รายไตรมาส

เพราะในโลกของนักลงทุน

Carbon = Risk + Value


5. Tenant ไม่ได้ต้องการบริการเพิ่ม


แต่ต้องการ “ความชัดเจน”

อาคารที่ผู้เช่าเชื่อใจไม่ใช่อาคารที่แก้ปัญหาเร็วที่สุดแต่คืออาคารที่ “สื่อสารดีที่สุด”


ต้นปีควรนิยามใหม่ของ 3 SLA หลัก

  • Response Time

  • Update Interval

  • Incident Transparency


นี่คือ “สัญญาทางความเชื่อใจ”


6. ทีมงานต้องกลายเป็น Learning Engine


ในยุคที่แรงงานขาดแคลนอนาคตของงานบริหารอาคาร ไม่ใช่จำนวนคนแต่คือคุณภาพของการตัดสินใจ


ทีมที่แข็งแรงในระยะยาวต้องมี Monthly Learning Huddle


ทุกเดือน 30 นาที

1 เคส

1 บทเรียน

1 Insight


ทีมที่เรียนรู้เร็วจะ “ตัดสินใจแม่น” กว่าทั้งปี


7. ประโยคเดียว ที่กำหนดทิศทางทั้งอาคาร


สุดท้ายทุกอาคารควรมี “One-Sentence Direction”


เช่น

The most reliable, low-carbon office in its district.

แล้วทุกการตัดสินใจต้องถูกถามเสมอว่า


การตัดสินใจนี้พาเราเข้าใกล้ประโยคนี้หรือไม่?


Property Manager ในปี 2026

จะไม่ถูกวัดจาก “ไม่มีปัญหา”

แต่ถูกวัดจากความสามารถในการคิดล่วงหน้าแทนเจ้าของ

และคนที่ “ตั้งต้นถูก” ตั้งแต่ Q1

จะชนะทั้งปี…และชนะในระยะยาว

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page