top of page

Real Estate ทางการแพทย์ กำลังนิยามโครงสร้างสุขภาพปี 2026 อย่างไร

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

14 January 2026



เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 อสังหาริมทรัพย์ด้านการแพทย์ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงพื้นที่ใช้สอยอีกต่อไปมันกำลังกลายเป็น “โครงสร้างเชิงกลยุทธ์” ที่ทำหน้าที่รองรับทั้งการแพทย์ การเงิน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตของผู้คนในระดับชุมชน


ข้อมูลเชิงอุตสาหกรรมในช่วงปี 2024–2025 สะท้อนชัดว่า ระบบสุขภาพที่เติบโตได้ในระยะยาวคือระบบที่ออกแบบ “อสังหาริมทรัพย์” ให้เป็นเครื่องมือเชิงระบบ ไม่ใช่ต้นทุนเชิงกายภาพ


และนี่คือทิศทางสำคัญที่กำลังกำหนดหน้าตาของ Healthcare Real Estate ในปี 2026


เครือข่ายทรัพย์สินแบบบูรณาการ กำลังแทนที่โครงสร้างแบบกระจัดกระจาย


แรงกดดันด้านต้นทุนและการคืนทุนทำให้โรงพยาบาลและเครือข่ายสุขภาพจำนวนมากเริ่มยกระดับการมองอสังหาริมทรัพย์จาก “ชุดของอาคาร” ไปสู่ “เครือข่ายการดูแลแบบบูรณาการ”


สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการเลิกวัดมูลค่าพื้นที่จากราคาต่อตารางเมตรแล้วหันมาใช้แนวคิด Total Cost of Occupancy ซึ่งรวมต้นทุนด้านพลังงาน การบำรุงรักษา ความล้มเหลวของระบบและผลกระทบต่อประสิทธิภาพการรักษาเข้าไว้ในสมการเดียวกัน


ในช่วงปลายปี 2025 อาคารประเภท Medical Office Building (MOB) ในหลายประเทศมีอัตราการใช้งานเฉลี่ยเกิน 90%ส่งผลให้ Real Estate ไม่ได้เป็นเพียง “ที่ตั้ง”แต่กลายเป็น “ตัวแปรด้านผลลัพธ์ทางการแพทย์และผลประกอบการ”


พื้นที่ที่ไม่สามารถสร้างคุณค่าเชิงคลินิกได้ จะเริ่มถูกตั้งคำถามในเชิงกลยุทธ์อย่างจริงจัง


อาคารการแพทย์กำลังกลายเป็นโครงสร้างทางสังคม


ปี 2026 เป็นปีที่อสังหาริมทรัพย์ทางการแพทย์เริ่มถูกนิยามใหม่จาก “สถานที่รักษา” ไปสู่ “เครื่องมือสุขภาพระดับชุมชน”


Social Determinants of Health หรือปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อสุขภาพได้ถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์หลักในการเลือกทำเล การออกแบบ และการลงทุนโครงการใหม่


โรงพยาบาลจำนวนมากเริ่มตั้งคลินิกในพื้นที่ที่ขาดโอกาส ลงทุนในอาคารประหยัดพลังงาน และผูกแผนอสังหาริมทรัพย์เข้ากับเป้าหมายลดคาร์บอน


โครงการด้านสุขภาพยุคใหม่ไม่ได้วัดผลแค่จำนวนเตียงแต่เริ่มวัดผลจาก “สุขภาพของพื้นที่รอบอาคาร”

ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงอาหารคุณภาพความปลอดภัยของการเดินทางหรือคุณภาพสิ่งแวดล้อมของชุมชน

อสังหาริมทรัพย์จึงกลายเป็น “โครงสร้างสังคม” โดยสมบูรณ์


การกระจายศูนย์การรักษา กำลังเปลี่ยนแผนที่สุขภาพของเมือง

โมเดลโรงพยาบาลศูนย์กลางกำลังถูกแทนที่ด้วยโครงสร้างแบบกระจายศูนย์


บริการผ่าตัดเฉพาะทาง สุขภาพจิต และการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ถูกย้ายออกจากโรงพยาบาลแม่ ไปสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาค


Ambulatory Surgery Center (ASC) และ Medical Coworking กลายเป็นอาคารประเภทใหม่ที่ผสมผสานบริการสุขภาพเข้ากับประสบการณ์แบบ Retail


ขณะเดียวกัน โครงการ Hospital-at-Home กำลังขยายตัวเปลี่ยน “บ้านของผู้ป่วย” ให้กลายเป็นจุดให้บริการทางการแพทย์โดยตรง


แผนที่บริการสุขภาพของเมืองจึงเริ่มเปลี่ยนจากศูนย์กลางเพียงไม่กี่จุดไปสู่โครงสร้างเครือข่ายที่ใกล้ชุมชนมากขึ้น


อาคารกลายเป็นเครื่องมือรักษาคนทำงาน


ภาวะขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ทำให้ Real Estate กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญด้านการดึงดูดทีมงาน


อาคารที่ทำงานยาก ไม่ปลอดภัย หรือขาดพื้นที่ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ เริ่มถูกมองว่าเป็น “ต้นทุนต่อความเสี่ยงขององค์กร”


แนวคิด Well-Being Architecture จึงเกิดขึ้น พื้นที่พักผ่อนของบุคลากรถูกออกแบบอย่างจริงจัง ระบบแสง เส้นทางเดิน การควบคุมการเข้าออกและระบบรักษาความปลอดภัยถูกพัฒนาในระดับโครงสร้าง


ความปลอดภัยทางจิตใจของผู้ให้บริการกลายเป็นตัวแปรเชิงกลยุทธ์เทียบเท่าคุณภาพการรักษา


อาคารการแพทย์กำลังก้าวสู่ยุค Smart Infrastructure


AI, Telehealth และระบบอัตโนมัติ ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเสริมอีกต่อไปแต่กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานของอาคาร”


Smart Facilities Management เริ่มใช้ AI ในการคาดการณ์ความเสียหายลด Downtime และเพิ่มเสถียรภาพของระบบสำคัญ


พื้นที่จำนวนมากถูกออกแบบให้รองรับทั้งการรักษาแบบพบแพทย์จริงและการรักษาแบบ Virtual ในอาคารเดียวกัน


พื้นที่สำนักงานด้านธุรการเริ่มลดขนาดเพื่อคืนพื้นที่ให้กับการรักษาที่สร้างรายได้สูงกว่า


Real Estate จึงเริ่ม “คิดได้”และปรับตัวตามโครงสร้างการแพทย์สมัยใหม่


บทสรุปปี 2026


สกุลเงินใหม่ของอสังหาริมทรัพย์ทางการแพทย์ คือ “ความยืดหยุ่น”


อาคารที่อยู่รอดในยุคนี้คืออาคารที่ปรับตัวได้เร็วรองรับการแพทย์ เทคโนโลยี บุคลากร และชุมชนในเวลาเดียวกัน


Healthcare Real Estate กำลังเปลี่ยนบทบาทจากพื้นที่รองรับการรักษาไปสู่ “สถาปัตยกรรมของระบบสุขภาพ”


และนี่คือโครงสร้างที่กำลังเขียนอนาคตของเมืองในทศวรรษถัดไป

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page