top of page

รับมือผู้เช่าไม่ทำตามกฎแบบมืออาชีพ—รักษามาตรฐานอาคาร พร้อมรักษาความสัมพันธ์

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

30 January 2026




การที่ผู้เช่า “ไม่ปฏิบัติตามกฎอาคาร” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในทุกโครงการ ตั้งแต่อาคารสำนักงาน Grade A, mixed-use, ไปจนถึงอาคารที่มีผู้รับเหมาหลายเจ้าเข้าออกทุกวัน สิ่งสำคัญคือ Property Manager ต้องแยกให้ออกว่า “นี่คือปัญหาเชิงพฤติกรรม” หรือ “นี่คือความเสี่ยงเชิงระบบ” เพราะวิธีตอบสนองจะต่างกันมาก


ในภาพใหญ่ เป้าหมายไม่ใช่การชนะการโต้เถียง เป้าหมายคือ

  1. ปกป้องชีวิตและความปลอดภัย (Life Safety)

  2. ปกป้องกฎหมาย/ใบอนุญาต/การประกันภัย (Compliance & Insurance)

  3. ปกป้องประสิทธิภาพการใช้อาคารและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity)

  4. ปกป้องมูลค่าทรัพย์สิน (Asset Value)

  5. และยังคงความสัมพันธ์กับผู้เช่าในฐานะ “พาร์ตเนอร์ระยะยาว”


1) วางกรอบความคิดให้ถูก: “Firm, Fair, Human”


หลักคิดที่ทีมบริหารอาคารชั้นนำใช้กันคือ

Firm on standards. Fair in process. Human in tone.
  • Firm = มาตรฐานต้องไม่แกว่ง โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย

  • Fair = กระบวนการชัดเจน เท่าเทียม ตรวจสอบได้

  • Human = น้ำเสียงสุภาพ ให้เกียรติ ไม่ทำให้ผู้เช่าเสียหน้า


สิ่งนี้ทำให้ “กฎ” ไม่กลายเป็นศึกส่วนตัว แต่เป็นการร่วมกันบริหารความเสี่ยงของอาคาร


2) แยก “คน” ออกจาก “พฤติกรรม” อย่างมีวุฒิภาวะ


ข้อผิดพลาดที่ทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ คือการสื่อสารเหมือน “ตัดสินคน” แทนที่จะ “แก้พฤติกรรม”


✅ โฟกัสที่ข้อเท็จจริง

  • เวลา / สถานที่ / สิ่งที่เกิดขึ้น / ผลกระทบ / ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง


✅ หลีกเลี่ยงคำที่ตีตรา

  • “ฝ่าฝืน”, “ไม่เคารพกฎ”, “ไม่มีความรับผิดชอบ” (คำพวกนี้ทำให้เกิดการป้องกันตัวทันที)


ตัวอย่างประโยคที่ควรใช้ (Neutral + Professional):

  • “วันนี้เวลา 10:15 พบว่ามีการวางของในทางสัญจรบริเวณ… ซึ่งทำให้เส้นทางอพยพไม่โล่งตามข้อกำหนด”

  • “มีการใช้พื้นที่ส่วนกลางเพื่อเก็บอุปกรณ์ชั่วคราว ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการสะดุดล้ม/การเข้าถึงระบบดับเพลิง”


3) เริ่มต้นด้วย “เหตุผลร่วม” ไม่ใช่ “อำนาจ”


ผู้เช่าส่วนใหญ่ไม่ได้อยากมีปัญหา เขาอยากให้ธุรกิจเดินได้เร็วที่สุด หากฝ่ายบริหารเริ่มต้นด้วยเหตุผลที่เชื่อมกับธุรกิจของเขา เขาจะร่วมมือมากขึ้น


กรอบที่ควรใช้:

  • ความปลอดภัยของพนักงาน/ลูกค้า/ผู้มาติดต่อ

  • ภาระทางกฎหมายของอาคาร (เจ้าของอาคาร/ผู้จัดการอาคาร)

  • เงื่อนไขประกันภัย (บางกรณีมีผลจริง)

  • ความเสี่ยงต่อระบบวิศวกรรม/อัคคีภัย/การหยุดชะงัก


ประโยคเปิดที่ได้ผลมาก:

  • “เพื่อให้ทุกบริษัทในอาคารทำงานได้อย่างปลอดภัยและต่อเนื่อง เราจำเป็นต้องรักษามาตรฐานเดียวกันค่ะ”

  • “เราอยากช่วยให้การทำงานของทีมคุณราบรื่น พร้อมกับไม่สร้างความเสี่ยงต่อพื้นที่ส่วนกลางค่ะ”


4) ใช้ “Progressive Engagement” เป็นขั้นบันได (ไม่ขู่ตั้งแต่แรก)


การบังคับใช้กฎแบบมืออาชีพเป็น “กระบวนการ” ไม่ใช่ “อารมณ์”สรุปเป็น 4 ระดับที่ใช้ได้จริงในงานบริหารอาคาร:


ระดับ 1: Friendly Reminder (เตือนแบบเป็นมิตร)


เหมาะกับกรณีครั้งแรก/ไม่ร้ายแรง/เข้าใจว่าไม่ตั้งใจ

  • แจ้งข้อเท็จจริง + เหตุผล + ขอความร่วมมือ

  • ให้เวลาปรับแก้ที่ชัดเจน

  • เสนอความช่วยเหลือ (เช่น แนะนำช่องทาง/ขั้นตอน)


ตัวอย่างข้อความสั้น:

“ขอความร่วมมือช่วยเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ออกจากทางสัญจรภายในวันนี้ 16:00 เพื่อให้ทางหนีไฟโล่งตามมาตรฐานนะคะ หากต้องการพื้นที่พักของชั่วคราว ทีมเราช่วยประสานได้ค่ะ”


ระดับ 2: Formal Notice (หนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ)


ใช้เมื่อเกิดซ้ำ หรือเริ่มกระทบความปลอดภัย/การดำเนินงาน

  • อ้างอิงข้อกำหนด (House Rules / Lease / Contractor Rules)

  • ระบุ deadline

  • ระบุผลกระทบที่เป็นรูปธรรม

  • ภาษาตรง สุภาพ ไม่ประชด


ระดับ 3: Management Meeting (ประชุมผู้บริหารผู้เช่า)


ใช้เมื่อ

  • เกิดซ้ำแบบเป็นระบบ

  • เป็นปัญหาข้ามแผนก (เช่น operations/contractor/security)

  • ต้องออกแบบทางเลือกให้เขาทำได้จริง


โครงสร้างประชุมที่ได้ผล:

  1. สรุปเหตุการณ์แบบเป็นกลาง

  2. สรุปความเสี่ยง/มาตรฐานที่ต้องรักษา

  3. ฟัง “เหตุผลเชิงระบบ” ของผู้เช่า

  4. ตกลงมาตรการร่วม + Owner/PM support

  5. บันทึกข้อตกลง + owner’s representative รับทราบ


ระดับ 4: Enforcement (มาตรการตามสัญญา/ตามอำนาจหน้าที่)


ใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อเกี่ยวกับความปลอดภัยสูงหรือไม่ยอมแก้ไข

  • ต้องทำตามสัญญาและนโยบายอย่างรอบคอบ

  • ประสานเจ้าของอาคาร/กฎหมาย/ประกันภัย (ตามความเหมาะสม)

  • ยิ่งต้องรักษาภาษาสุภาพและข้อมูลแน่น เพื่อป้องกันข้อโต้แย้ง

หลักสำคัญ: “ความหนักของมาตรการ” ต้องสัมพันธ์กับ “ระดับความเสี่ยง” ไม่ใช่ระดับความหงุดหงิด

5) จัดการแบบ “Facts + Evidence + Log” เพื่อให้ยุติธรรมและป้องกันข้อพิพาท


สิ่งที่แยกทีมมืออาชีพออกจากทีมทั่วไปคือ “เอกสารและการบันทึกที่สม่ำเสมอ”


Checklist หลักฐานที่ควรมี (ตามความเหมาะสม):

  • วันที่/เวลา/สถานที่

  • ภาพถ่าย (ถ้าเกี่ยวกับพื้นที่หรือความปลอดภัย)

  • ข้อกำหนดที่อ้างอิง (House Rules clause / Lease clause)

  • ใครพบเหตุการณ์ (Security / Technician / PM)

  • การตอบสนอง (แจ้งใคร / เวลาใด / แก้ไขเมื่อไร)

  • สถานะปัจจุบัน (resolved / pending / repeat)


เอกสารที่ดีช่วยให้

  • ผู้เช่าเห็นความเป็นธรรม

  • เจ้าของอาคารเห็นความเป็นมืออาชีพ

  • ป้องกันการ “พูดคนละเรื่อง” หากบานปลาย


6) ฟังให้ลึก: บางครั้ง “ผู้เช่าไม่ทำตามกฎ” เพราะ “กฎทำให้เขาทำงานไม่ได้”


ปัญหาหลายเรื่องไม่ได้เกิดจากเจตนา แต่เกิดจากระบบ เช่น

  • ผู้รับเหมาเปลี่ยนทีมบ่อย ไม่ได้รับการอบรมก่อนเริ่มงาน

  • การขนส่งของไม่มี slot เวลาที่ชัดเจน

  • พื้นที่หลังบ้านไม่พอ

  • ขั้นตอนอนุมัติ work permit ช้า จึงทำผิดขั้นตอนเพื่อเร่งงาน

  • ทีมของผู้เช่าไม่รู้ข้อกำหนดจริง (โดยเฉพาะผู้เช่าใหม่)


คำถามที่ควรใช้เพื่อหาสาเหตุ (ไม่กล่าวหา):

  • “ทีมคุณติดข้อจำกัดด้านพื้นที่หรือเวลาไหมคะ เราจะช่วยปรับขั้นตอนให้ทำได้จริงได้อย่างไร”

  • “ผู้รับเหมามีใครยังไม่ได้เข้ารับการ induction หรือเปล่าคะ”

  • “ถ้าเรากำหนดช่วงเวลาขนย้าย/โหลดของใหม่ จะช่วยให้ทีมคุณทำตามมาตรฐานได้ง่ายขึ้นไหมคะ”


7) เสนอทางเลือกและเครื่องมือ—เปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้บังคับ’ เป็น ‘พาร์ตเนอร์’


การ “บอกให้หยุด” อย่างเดียวทำให้เกิดแรงต้านการ “ช่วยทำให้ถูก” ทำให้เกิดความร่วมมือ


ตัวอย่างแนวทางช่วยผู้เช่าให้ปฏิบัติได้จริง:

  • กำหนดช่วงเวลา Loading & Delivery + คุมความแออัด

  • ทำ Contractor Induction เป็นมาตรฐานก่อนออกบัตร

  • จัด Temporary Holding Area สำหรับงาน fit-out / งานขนย้าย

  • ทำ Quick Guide 1 หน้า ให้หัวหน้างานผู้เช่า/ผู้รับเหมา

  • ปรับ flow work permit ให้เร็วขึ้นโดยยังคุมความเสี่ยงได้

  • ปรับ signage / floor marking ในจุดที่ทำผิดซ้ำ

ในสายตาผู้เช่า “อาคารดี” คืออาคารที่มาตรฐานสูงและช่วยให้เขาทำงานได้ง่ายพร้อมกัน

8) ความเสมอภาคคือทุนความน่าเชื่อถือ (Consistency is Trust)


ไม่มีอะไรทำลายความสัมพันธ์มากเท่ากับ “สองมาตรฐาน” ผู้เช่าอาจยอมรับกฎที่เข้มงวดได้ ถ้ารู้ว่า “ทุกคนโดนเหมือนกัน”


แนวปฏิบัติที่ควรทำ:

  • ใช้ข้อความมาตรฐาน (standard wording) สำหรับเหตุคล้ายกัน

  • บันทึกเหตุการณ์สม่ำเสมอ

  • ประสาน Security/Engineering/Front Desk ให้ส่งสารแบบเดียวกัน

  • ถ้าจำเป็นต้องยืดหยุ่น ให้ยืดหยุ่นด้วย “เงื่อนไขที่เท่าเทียม” และบันทึกไว้


9) ดูแล “แนวหน้า” ให้พูดเป็น: Security/Front Desk/Technician ต้องไม่หลุดโทน


หลายเคสพังเพราะการสื่อสารหน้างานใช้คำที่ทำให้ผู้เช่าเสียหน้า หรือเผลอเถียง


หลักการสั้น ๆ ที่สอนทีมแนวหน้า:

  • ไม่โต้เถียง

  • ไม่ตัดสิน

  • ไม่ยกระดับเสียง

  • แจ้งข้อเท็จจริง + ส่งต่อ PM

  • บันทึกเหตุการณ์ทันที


ประโยคสำหรับทีมแนวหน้า (สุภาพ + ปลอดภัย):

  • “เพื่อความปลอดภัยของพื้นที่ส่วนกลาง ขออนุญาตให้ทีมบริหารอาคารช่วยประสานนะครับ/ค่ะ”

  • “ผม/ดิฉันขอรับเรื่องและประสานผู้จัดการอาคารให้ติดต่อกลับทันทีครับ/ค่ะ”


10) ปิดงานให้สวย: “ขอบคุณ + ยืนยัน + ตอกย้ำมาตรฐาน”


หลังผู้เช่าแก้ไขแล้ว อย่าปล่อยให้จบแบบเงียบ ๆการส่งข้อความขอบคุณสั้น ๆ ช่วย “รีเซ็ตความรู้สึก” และรักษาความสัมพันธ์


ตัวอย่างข้อความปิดงาน:

  • “ขอบคุณที่ทีมคุณช่วยดำเนินการแก้ไขภายในเวลาที่กำหนดนะคะ ช่วยให้เรารักษามาตรฐานความปลอดภัยของอาคารร่วมกันได้ดีมากค่ะ”


11) กรณีเฉพาะ: แยก “เรื่องยอมไม่ได้” ออกจาก “เรื่องบริหารได้”


เพื่อให้ทีมตัดสินใจเร็วขึ้น ควรแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่


A) Non-Negotiable (ยอมไม่ได้ ต้องหยุดทันที)

  • ทางหนีไฟ/บันไดหนีไฟถูกกีดขวาง

  • ปิดระบบแจ้งเหตุ/ดับเพลิง/ทำให้ระบบ safety ใช้งานไม่ได้

  • งาน hot work ไม่มี permit/ไม่มี fire watch

  • เข้าพื้นที่ระบบวิกฤตโดยไม่ได้รับอนุญาต (ไฟฟ้า/IT/MEP critical)

  • สารเคมี/วัสดุอันตรายจัดเก็บไม่ถูกต้องวิธีทำงาน: Stop work + แจ้ง PM + บันทึก + formal notice ตามความจำเป็น


B) Manageable (บริหารด้วยการปรับระบบและกำกับ)

  • การขนย้ายของไม่ตรงเวลา

  • ใช้พื้นที่ส่วนกลางไม่ถูกต้อง

  • เสียงดัง/รบกวน

  • การทิ้งขยะ/รีไซเคิลผิดประเภทวิธีทำงาน: Reminder → ปรับระบบ → ติดตาม → Formal หากซ้ำ


12) “สคริปต์” การคุยกับผู้เช่าแบบมืออาชีพ (ใช้ได้จริง)


เพื่อให้ทีมสื่อสารคงมาตรฐาน แพรวทำเป็นโครงประโยคที่ใช้ได้หลายสถานการณ์


สคริปต์ 5 บรรทัด (ได้ผลมาก):

  1. “ขออนุญาตแจ้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพื้นที่/การใช้งานนะคะ”

  2. “วันนี้เวลา… พบว่า… บริเวณ…”

  3. “ประเด็นนี้เกี่ยวกับ… (ความปลอดภัย/การเข้าถึง/ความเสี่ยงต่อระบบ)”

  4. “ขอความร่วมมือให้ดำเนินการ… ภายใน…”

  5. “หากติดข้อจำกัด ทีมบริหารอาคารช่วยหาทางเลือกให้ทำได้จริงได้ค่ะ”


13) ทำให้เป็นระบบ: SOP ภายในทีม PM (เพื่อคุมคุณภาพ)


ให้ทีมทำงานแบบ “ไม่ขึ้นกับคน” โดยมี SOP สั้น ๆ ดังนี้

  • ประเภทเหตุการณ์ + ระดับความเสี่ยง

  • ใครเป็น owner ของเคส (PM / FM / Security)

  • Response time มาตรฐาน

  • Template ข้อความเตือน/หนังสือแจ้ง

  • การบันทึกใน incident log

  • การ escalation ไป owner/legal


ผลลัพธ์คือ “มาตรฐานคงที่” และลดการปะทะแบบหน้างาน


14) บทสรุป: มาตรฐานสูง + ความสัมพันธ์ดี ทำได้พร้อมกัน


Property Manager ยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ “เข้มแค่ไหน” วัดกันที่ “รักษามาตรฐานได้โดยไม่สร้างแรงเสียดทาน” เพราะสุดท้ายอาคารชั้นนำต้องชนะทั้งสองด้านพร้อมกัน:

  • Operational Excellence (ความเป็นระเบียบ ความปลอดภัย ความต่อเนื่อง)

  • Tenant Experience (ความรู้สึกได้รับการดูแล และทำงานได้ง่าย)

Firm on standards. Fair in process. Human in tone. สูตรนี้ทำให้อาคารปลอดภัย ทีมทำงานสบาย ผู้เช่าเคารพ และเจ้าของมั่นใจในระยะยาว

Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page