top of page

วิกฤตการณ์อัคคีภัยในสถานบันเทิง: บทเรียนระดับโลกจากซานติก้าถึงสวิตเซอร์แลนด์ และยุทธศาสตร์การบริหารจัดการอาคารเพื่อความปลอดภัยที่ยั่งยืน

จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์

Head of Property Management, JLL Thailand

เลขาธิการ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

6 January 2026



ในโลกของการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และสถานบันเทิง ความเชื่อมั่นคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุด แต่ความเชื่อมั่นนั้นกลับเปราะบางอย่างยิ่งเมื่อเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า "อัคคีภัย" โศกนาฏกรรมไฟไหม้บาร์ Le Constellation ณ เมืองครองส์-มอนตานา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 40 ราย ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ แต่คือกระจกเงาที่สะท้อนภาพเหตุการณ์ในอดีตอย่าง ซานติก้าผับ ของประเทศไทยได้อย่างชัดเจนที่สุด บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ความล้มเหลวเชิงระบบผ่านเหตุการณ์จริง เพื่อเป็นอุทาหรณ์และวางรากฐานแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับผู้บริหารอาคารในยุคปัจจุบัน


ส่วนที่ 1: ชำแหละลำดับเหตุการณ์และกลไกการเกิดหายนะ


การทำความเข้าใจพฤติกรรมของไฟในพื้นที่ปิด (Compartment Fire) เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารอาคาร หากเราพิจารณาเหตุการณ์ซานติก้าผับ (2552) และ Le Constellation (2569) เราจะพบรูปแบบการเกิดเหตุที่แทบจะเป็นพิมพ์เขียวเดียวกัน


1.1 ระยะเริ่มต้น (Incipient Stage) และความเข้าใจผิดของฝูงชน


ในเหตุการณ์ที่สวิตเซอร์แลนด์ ต้นเพลิงเกิดจากการที่พนักงานเสิร์ฟใช้ "ไฟเย็น" (Sparklers) บนขวดแชมเปญ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เห็นได้ทั่วไปในสถานบันเทิงระดับไฮเอนด์ แต่อุปกรณ์ขนาดเล็กนี้ให้ความร้อนสูง เมื่อประกายไฟสัมผัสกับเพดาน ปฏิกิริยาเคมีเริ่มต้นขึ้นในทันที แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ "พฤติกรรมมนุษย์" ในช่วง 30 วินาทีแรก ทั้งที่ซานติก้าและสวิส ผู้เข้าใช้บริการส่วนใหญ่ต่างคิดว่าเปลวไฟที่เริ่มลามบนเพดานคือ "ส่วนหนึ่งของโชว์" ความล่าช้าในการตัดสินใจหนี (Pre-evacuation Delay) เพียงไม่กี่สิบวินาทีนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของยอดผู้เสียชีวิตที่พุ่งสูง


1.2 การขยายตัวของเพลิงและภาวะ Flashover


ความแตกต่างระหว่างไฟไหม้บ้านทั่วไปกับไฟไหม้สถานบันเทิงคือ "เชื้อเพลิงจำเพาะ" ภายในอาคารเหล่านี้มักมีการบุวัสดุซับเสียง (Acoustic Foam) ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตจากพอลิยูรีเธน (Polyurethane) วัสดุนี้เมื่อติดไฟจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวที่ลุกไหม้และหยดลงมาเบื้องล่าง กระบวนการนี้ทำให้เกิดภาวะ Flashover หรือการที่ความร้อนสะสมบนเพดานแผ่รังสีลงมาจนวัตถุทุกอย่างในห้องถึงจุดติดไฟพร้อมกัน ในเหตุการณ์ที่สวิตเซอร์แลนด์ พื้นที่ชั้นใต้ดินทั้งหมดถูกไฟปกคลุมสมบูรณ์ภายในเวลาไม่ถึง 2 นาที ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินกว่าที่ระบบดับเพลิงแบบมาตรฐานจะรับมือได้ทันหากไม่มีการจัดการเชิงรุก


ส่วนที่ 2: บทวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงทางกายภาพและฆาตกรเงียบ


ผู้ออกแบบอาคารมักให้ความสำคัญกับการออกแบบที่สวยงาม แต่บ่อยครั้งที่งานดีไซน์กลับกลายเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยอย่างร้ายแรง


2.1 วัสดุตกแต่งและก๊าซพิษ: ความตายที่มองไม่เห็น


สถิติจากเหตุการณ์ The Station Club (2003) ในสหรัฐอเมริกา และ Kiss Nightclub (2013) ในบราซิล ยืนยันว่าเหยื่อส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจและก๊าซพิษ ก่อนที่เปลวไฟจะมาถึงตัวเสียด้วยซ้ำ ฟองน้ำซับเสียงที่ไม่ใส่สารกันไฟลามเมื่อไหม้จะปล่อยก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Hydrogen Cyanide) ซึ่งรุนแรงกว่าคาร์บอนมอนอกไซด์หลายเท่า การสูดดมเพียงไม่กี่ครั้งจะทำให้ระบบประสาทเป็นอัมพาตและหมดสติทันที ผู้บริหารอาคารต้องเข้มงวดกับผลทดสอบ ASTM E84 หรือมาตรฐานลามไฟที่เทียบเท่าสำหรับวัสดุทุกชิ้น


2.2 ทางออกและเส้นทางหนีไฟ: กับดักมรณะชั้นใต้ดิน


ในกรณีของสวิตเซอร์แลนด์ การที่ร้านตั้งอยู่ชั้นใต้ดินทำให้เกิด "ปล่องควัน" (Stack Effect) โดยธรรมชาติ เมื่อประตูทางออกหลักถูกเปิดออก ออกซิเจนจากภายนอกจะถูกดูดเข้าไปหล่อเลี้ยงไฟ ในขณะที่ควันหนาทึบจะพุ่งสวนออกมาทางเดียวกับที่ผู้คนกำลังหนี หากอาคารไม่มีระบบระบายควันที่มีประสิทธิภาพ ทางออกนั้นจะกลายเป็นทางตันในทันที เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในซานติก้าผับที่ประตูหนีไฟแคบและมีการปิดล็อกบางจุดเพื่อการควบคุมความปลอดภัยด้านอาชญากรรม แต่กลับเป็นการสังหารผู้ใช้บริการในทางอ้อม


ส่วนที่ 3: วิศวกรรมการป้องกันอัคคีภัยและการควบคุมควัน


ควันไฟคือสาเหตุหลักของการเสียชีวิตถึง 80% ในอัคคีภัย การบริหารจัดการอาคารในระดับสูงจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีวิศวกรรมเข้ามาใช้เพื่อยื้อเวลาในการอพยพ


3.1 ระบบระบายควัน (Smoke Control System)


ในบาร์ใต้ดินที่สวิตเซอร์แลนด์ ควันไม่มีที่ไปจึงสะสมตัวจากบนลงล่างอย่างรวดเร็ว ระบบระบายควันที่ดีต้องสามารถแยกส่วน (Zoning) และสร้างแรงดันลบในจุดเกิดเหตุเพื่อดูดควันออก พร้อมสร้างแรงดันบวกในโถงบันไดเพื่อป้องกันควันเข้าสู่เส้นทางอพยพ นี่คือสิ่งที่ผู้บริหารอาคารต้องลงทุนมากกว่าแค่เครื่องปรับอากาศทั่วไป เพราะมันคือระบบต่อลมหายใจในนาทีวิกฤต


3.2 ระบบไฟส่องสว่างฉุกเฉินระดับต่ำ (Photoluminescent Exit Path)


เมื่อเกิดควันหนาทึบ ไฟฉุกเฉินที่ติดอยู่เหนือประตูมักจะไร้ประโยชน์เพราะควันความร้อนสูงจะลอยไปบดบังแสงทั้งหมด บทเรียนจากต่างประเทศแนะนำให้ติดตั้งแถบสะท้อนแสงหรือไฟนำทางที่ "ระดับพื้น" เพื่อให้ผู้คนสามารถคลานหนีตามแนวแสงได้ ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่ได้ผลในสภาวะที่มองเห็นได้เพียงไม่กี่นิ้วจากพื้นดิน


ส่วนที่ 4: จิตวิทยาฝูงชนและการจัดการคนในภาวะตื่นตระหนก


การเข้าใจว่ามนุษย์จะทำอย่างไรเมื่อไฟไหม้ คือกุญแจสำคัญในการออกแบบแผนอพยพที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่แผนที่แปะไว้ข้างผนัง


4.1 ทฤษฎีความคุ้นเคยและการตัดสินใจแบบกลุ่ม


มนุษย์มักจะพยายามหา "ทางที่คุ้นเคย" ก่อนเสมอ ในเหตุการณ์ที่สวิสและไทย คนส่วนใหญ่พยายามกลับไปออกที่ประตูเดิมที่ตนเองเดินเข้ามา แม้จะมีประตูหนีไฟอยู่ใกล้ตัวมากกว่าก็ตาม นอกจากนี้ หากไม่มีผู้นำการอพยพที่ชัดเจน ผู้คนจะรอดูท่าทีกัน (Social Inhibition) จนสายเกินไป ผู้บริหารอาคารจึงต้องจัดวางเจ้าหน้าที่ (Staff-led evacuation) ประจำจุดเพื่อตะโกนชี้ทางออกอื่นๆ และสั่งการด้วยเสียงที่มีพลัง


4.2 แรงดันมหาศาลจากฝูงชน (Crowd Crush)


เมื่อคนนับร้อยตื่นตระหนกและมุ่งหน้าไปที่ทางออกเดียว จะเกิดแรงดันที่เรียกว่า Crowd Pressure ซึ่งสามารถทำลายโครงสร้างประตูหรือทำให้คนเบื้องหน้าขาดอากาศหายใจได้ การจำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการ (Occupancy Load) ตามที่กฎหมายกำหนดจึงไม่ใช่เรื่องของการขัดขวางรายได้ แต่คือการรักษาพื้นที่ว่างสำหรับการหนีชีวิต


ส่วนที่ 5: การวิเคราะห์กฎหมายและความรับผิดชอบหลังเกิดเหตุ


โศกนาฏกรรมเหล่านี้มักตามมาด้วยการฟ้องร้องทางแพ่งและอาญาที่ทำลายอนาคตของผู้บริหารอาคาร


5.1 มาตรฐาน NFPA และกฎหมายควบคุมอาคารไทย


มาตรฐาน NFPA 101 (Life Safety Code) ถูกใช้เป็นบรรทัดฐานสากล หัวใจหลักคือการคำนวณระยะห่างสู่ทางออก (Travel Distance) สำหรับประเทศไทย หลังเหตุการณ์ซานติก้าได้มีการออกกฎกระทรวง พ.ศ. 2555 ที่เข้มงวดเรื่องสถานบริการ แต่ปัญหาที่ยังคงอยู่คือการตรวจสอบอาคารประจำปี (Building Audit) ที่มักทำเพียงในนาม ไม่ได้มีการทดสอบระบบจริงอย่างเคร่งครัด และไม่ได้ครอบคลุมอาคารทุกขนาดทุกประเภท


5.2 ผลกระทบทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์องค์กร


นอกจากค่าสินไหมทดแทนมหาศาล ชื่อเสียงที่เสียไปคือสิ่งที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ ธุรกิจจำนวนมากต้องล้มละลายหลังเกิดอัคคีภัยเพียงครั้งเดียว การลงทุนในระบบความปลอดภัยจึงต้องมองเป็นการ "ประกันรายได้" และ "ประกันชื่อเสียง" ในระยะยาว


ส่วนที่ 6: การยกระดับมาตรฐานวัสดุและการรับรอง (Material Science in Fire Safety)


การเลือกวัสดุตกแต่งภายในคือกระบวนการเชิงวิทยาศาสตร์ที่ผู้บริหารอาคารต้องให้ความสำคัญ


6.1 การประเมินค่า Fire Load


ผู้บริหารอาคารต้องทราบปริมาณมวลของวัสดุเชื้อเพลิงต่อตารางเมตร หากภายในอาคารมีการใช้พรม โซฟาบุผ้า หรือม่านจำนวนมาก ค่า Fire Load จะสูงขึ้นตามลำดับ การคำนวณค่าเหล่านี้จะช่วยให้เราทราบว่าระบบดับเพลิงที่มีอยู่เพียงพอที่จะควบคุมสถานการณ์หรือไม่


6.2 การบริหารจัดการพื้นที่เก็บของและขยะไวไฟ (Hazardous Storage & Waste Management)


หัวใจสำคัญที่มักถูกละเลยคือ "หลังบ้าน" ของอาคาร การปล่อยให้ขยะประเภทลังกระดาษ พลาสติก หรือถังบรรจุแอลกอฮอล์กองสะสมในเส้นทางหนีไฟหรือห้องเก็บของใต้บันได คือการสร้างระเบิดเวลา ผู้บริหารอาคารต้องจัดพื้นที่เก็บสารไวไฟแยกต่างหาก มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม และกำหนดตารางการกำจัดขยะอย่างเคร่งครัดเพื่อลดปริมาณเชื้อเพลิงสะสมภายในตัวอาคารให้เหลือน้อยที่สุด


ส่วนที่ 7: ระบบอาคารอัจฉริยะกับการป้องกันอัคคีภัย (Smart Building Integration)


เทคโนโลยีในยุคดิจิทัลช่วยให้การจัดการความปลอดภัยมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด


7.1 การใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมไฟ


ระบบกล้องวงจรปิดรุ่นใหม่สามารถใช้ AI ตรวจจับควันหรือเปลวไฟได้เร็วกว่าตัวตรวจจับแบบดั้งเดิม (Smoke Detector) และสามารถคำนวณเส้นทางอพยพที่ปลอดภัยที่สุดแบบ Real-time โดยแสดงผลผ่านป้ายไฟดิจิทัล


7.2 ระบบแจ้งเหตุอัตโนมัติ (Automated Public Address)


เมื่อเกิดเหตุ ระบบควรตัดเสียงเพลงและแสดงไฟส่องสว่างสูงสุดในทันที พร้อมเล่นไฟล์เสียงประกาศที่มีความถี่เสียงที่เหมาะสมต่อการดึงสติของผู้คน


ส่วนที่ 8: ยุทธศาสตร์การป้องกันเชิงรุก 10 ประการเพื่อความยั่งยืน


เพื่อให้บทสรุปนี้นำไปใช้ได้จริง ผู้บริหารอาคารควรยึดถือ Checklist ดังต่อไปนี้:

  1. Zero Flame Policy: ห้ามใช้ประกายไฟทุกรูปแบบในพื้นที่ปิด 100%

  2. Third-party Audit: ให้บริษัทภายนอกเข้ามาตรวจสอบความปลอดภัยอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

  3. Continuous Staff Training: อบรมพนักงานใหม่ทุกคนเรื่องแผนหนีไฟในวันแรกที่เริ่มงาน

  4. Regular Equipment Maintenance: ตรวจสอบถังดับเพลิงและสายส่งน้ำให้พร้อมใช้งานเสมอ

  5. Architectural Review: ทบทวนจุดบอดของอาคาร (Dead End) และแก้ไขตามหลักวิศวกรรม

  6. Emergency Power Supply: ระบบไฟสำรองต้องทำงานได้นานกว่า 90 นาทีตามมาตรฐานสากล

  7. Signage Standard: ป้ายบอกทางหนีไฟต้องมองเห็นได้จากทุกจุดในพื้นที่บริการ

  8. Electrical Thermal Scanning: สแกนหาความร้อนในตู้ไฟเพื่อป้องกันไฟไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจร

  9. Hazardous Material Control: จัดเก็บสารไวไฟในตู้นิรภัยเฉพาะทางตามกฎระเบียบ

  10. Safety Culture: สร้างความตระหนักรู้ให้พนักงานมองว่าความปลอดภัยเป็นงานของทุกคน


บทสรุปสุดท้าย


โศกนาฏกรรมจากซานติก้าสู่สวิตเซอร์แลนด์ในปี 2569 ยืนยันว่า ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวสามารถลบล้างความสำเร็จนับทศวรรษได้ การบริหารจัดการอาคารในระดับสูงต้องเปลี่ยนจากการ "ทำตามสั่ง" มาเป็นการ "นำหน้าความเสี่ยง" เพราะชีวิตของคนนับร้อยที่เดินเข้ามาในอาคารของคุณ คือความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณต้องรักษาไว้ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยที่ไม่มีวันประนีประนอม


Chakrapan Pawangkarat

  • TikTok
  • Facebook
  • LinkedIn
  • Instagram
  • Youtube
bottom of page